หน้าแรก การเมือง รองอธิการ มธ....

รองอธิการ มธ.ขอให้เลิก ‘หยวนๆ’ มองปรากฏการณ์ด่า กกต. เพราะคนตระหนัก ไม่ใช่กา 5 วิแล้วหมดหน้าที่

11.05.23 | 18:18 น.
รศ.ดร.พิภพ อุดร

รศ.ดร.พิภพ วอน เลิกเด็ดขาด การเมืองไทยสไตล์ ‘หยวนๆ’ มองปรากฏการณ์คนด่า กกต. เพราะตระหนักความสำคัญเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมคึกฤทธิ์ ปราโมช สถาบันไทยคดีศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ ร่วมกับ สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดเสวนาวิชาการหัวข้อ ‘ดุลยภาพแห่งอำนาจ เปลี่ยนผ่านสังคมไทยด้วยการเลือกตั้ง’ เนื่องในวันปรีดี พนมยงค์ ครบรอบ 123 ปี ชาตกาล ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การ ม.ธรรมศาสตร์ (อ่านข่าว พรึบ มธ.รำลึก 123 ปีชาตกาล ‘ปรีดี พนมยงค์’ นักวิชาการดังลุยร่วมเสวนาจับตาเลือกตั้ง)

วิทยากร ได้แก่ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา, รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รศ.ดร.พิภพ อุดร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มายด์-ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล นักกิจกรรมการเมือง และนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ดำเนินรายการโดย ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์

โดยในตอนหนึ่ง รศ.ดร.พิภพ อุดร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เรื่องของเจเนอเรชั่น เป็นสิ่งที่สะท้อนสถานะปัจจุบันของสังคมไทยได้อย่างเด่นชัด ว่าเราอยู่ในสังคมที่มีความหลากหลายสูงมากๆ ไม่ได้สูงเฉพาะเรื่องของเจเนอเรชั่น แต่ว่ามีความหลากหลายในมิติอื่นๆ อาทิ เพศ เชื้อชาติ จุดยืน วัฒนธรรม สังคม หรือการเมือง ที่มีความหลากหลายมากขึ้นเรื่อยๆ และแต่ละกลุ่มต่างมีอำนาจในมือของตนเอง

“ดุลยภาพแห่งอำนาจมันเกิดขึ้นได้ เมื่อแต่ละกลุ่มที่มีประโยชน์ร่วมกัน มีที่มีทางของตังเองในสังคม มีที่ๆ ทำให้อำนาจของตัวเองได้ใช้ได้แสดงบทบาท เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเห็นความปั่นป่วนวุ่นวายเกิดขึ้นในสังคม มันสะท้อนว่ามันกำลังไม่ได้ดุล อำนาจจึงต้องพยายามที่จะหาที่หาทางสำหรับตัวเอง แต่เมื่อเราเห็นสังคมสงบราบเรียบ มันมี 2 อย่าง คือ เกิดดุลยภาพแห่งอำนาจจริงๆ กับมีบางอำนาจ ที่ใหญ่จนกระทั่งครอบอำนาจอื่นๆ อยู่แล้ว จึงเป็นความสงบเฉพาะเบื้องบนผิวน้ำ แต่มันยังคงเกิดคลื่นใต้น้ำอยู่

Advertisement

ผมคิดว่า ปรากฏการณ์เรื่องการเลือกตั้งล่วงหน้าที่คนไปก่นด่าหรือต่อว่า กกต. ในด้านหนึ่งก็มีคนออกมาอธิบายว่ามันก็เป็นข้อผิดพลาดที่ไม่ใหญ่ ไม่ได้ไปเปลี่ยนผลการเลือกตั้งอะไร แล้วในด้านหนึ่งคนก็บอกว่า คุณจะไปทำให้แต่ละคนเขาสูญเสียสิทธิอำนาจอย่างนั้นได้อย่างไร

แต่ผมคิดว่าสิ่งที่มันต้องมองให้ลึกไปกว่านั้น คือ แปลว่าในรอบนี้คนทุกตระหนักเรื่องของการเลือกตั้งมากกว่าในสมัยก่อน เมื่อก่อนแค่คิดว่าเข้าคูหา กาบัตร 5 วินาทีแล้วหมดหน้าที่ ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ทุกคนคิดว่าเสียงที่ฉันกาลงไป มันจะไปไหนต่อ มันจะต้องถูกปกป้อง และมันจะต้องเดินไปตามเจตนารมณ์ของฉัน ผมคิดว่าประชาชนตระหนักถึงบทบาทตรงนี้มากขึ้น และไม่ต้องการให้เสียงตัวเองเมื่อกาแล้วไปไหนอย่างไรก็ได้” รศ.ดร.พิภพกล่าว (อ่านข่าว มายด์ ลั่น คิดยุบพรรคอย่าลืมชั่งใจ ชี้อารมณ์ประชาชนแรงกล้า เผยเจนใหม่ไม่เน้นตัวบุคคล)

รศ.ดร.พิภพกล่าวว่า สาเหตุที่ประชาชนเกิดความรู้สึกแบบนี้มากขึ้น เพราะมันเกิดอำนาจที่นอกเหนือจากอำนาจทางด้านตามวัฒนธรรมประเพณี อำนาจทหาร อำนาจการปกครองที่เป็น จริงๆ มันเกิดอำนาจที่ตัดระหว่างอำนาจทั้งหมด ซึ่งเราเรียกว่า ‘อำนาจของเทคโนโลยี’

“อำนาจของเทคโนโลยี ที่มีอยู่ในปัจจุบันมันทำให้เกิด Democracy of information แต่เดิมทุกคนมีหน้าที่เป็นคนรับข้อมูลข่าวสาร แต่ปัจจุบันทุกคนเป็นผู้ผลิตข้อมูลข่าวสารได้ แปลว่าทุกคนสามารถที่จะสื่อสาร ส่งข้อความ แสดงตัวตน และชักชวนผู้คนได้ โดยมีต้นทุนที่น้อยมาก และอำนาจเหล่านี้เองที่ทำให้คนตระหนักว่า เราไม่ใช่คนตัวเล็กตัวน้อย และเราทุกคนมีสิทธิมีเสียงพร้อมที่จะส่วนร่วมในการปกครองของประเทศ

เทคโนโลยีมันเปลี่ยนวิธีคิดของคนตัวเล็กให้ลุกขึ้นมาตระหนักในพลังและอำนาจที่เขามี และเมื่อเทคโนโลยีให้อำนาจกับประชาชน ได้ตระหนักเรื่องสิทธิของตนเองแล้ว สิ่งหนึ่งที่อยากจะขอให้เลิกโดยเด็ดขาดเมื่อตัวเองตระหนักในอำนาจที่มีแล้ว คือ เลิกหยวนๆ เอาน่ายอมๆ ไป ใครอยากจะทำอะไรก็เอาน่า ผู้มีอำนาจจะทำอะไรก็เอาเหอะ จะได้เดินหน้ากันต่อไป ผมว่าเราต้องหยุด ไม่หยวนๆ ใครจะเกี้ยเซี้ยกับใคร เราอย่าไปหยวนๆ เราอย่ารับว่าคนมีอำนาจทำอะไรก็ได้ในอำนาจที่เขามี” รศ.ดร.พิภพกล่าว (อ่านข่าว พวงทอง มองเลือกตั้ง 66 ทำคนไทยตื่นเต้น เหตุพรรคโฟกัสโครงสร้างการเมือง เสนอชัดรื้ออำนาจจารีต)

นอกจากนี้ รศ.ดร.พิภพกล่าวด้วยว่า คนส่วนใหญ่ยังมีค่านิยมว่า ‘เอาน่า หยวนๆ ให้เขาทำไปเดี๋ยวเขาก็ต้องรับผิดชอบ’ แต่วันนี้ด้วยอำนาจของเทคโนโลยีมันทำให้เราสามารถที่จะบอกได้ว่า ‘เราไม่หยวนและเราไม่ยอม’ ให้เกิดการกระทำเช่นนี้ เพราะการเมืองภาคประชาชนมาถึงจุดที่ ถ้าเราใช้เทคโนโลยีพลิกทำให้เรากลับมามีบทบาทได้ ตระหนักได้ เราต้องใช้เทคโนโลยีนี้สร้างให้เรามีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

“เราสามารถที่จะบอกว่า เราไม่หยวน เราไม่ทน ถ้าคุณมีอำนาจ แต่คุณทำอะไรที่ไม่มีความชอบธรรมเราจะไม่ยอมอีกต่อไป ผมคิดว่าความรู้สึกแบบนี้ มันสร้างความปั่นป่วนนิดหน่อย แต่การเกิดความเปลี่ยนแปลงมันต้องเกิดความรู้สึกแบบนั้น และเราจะก้าวไปข้างหน้าได้ หากเราทุกคนร่วมกันแล้วก็ยืนหยัดว่าเราเป็นเจ้าของสิทธิการเลือกตั้งครั้งนี้ และเราจะไม่ใช่แค่กาแล้วปล่อยให้ใครตัดสินใจอะไรกับเสียงของเราก็ได้ ทำให้การเลือกตั้งเป็นของเราอย่างแท้จริง” รศ.ดร.พิภพกล่าว

อ่านข่าว ไชยันต์ ตั้งจิตอธิษฐาน ขอวิญญาณคณะราษฎรช่วยฝ่ายปชต.ชนะเลือกตั้ง ยันรัฐประหาร ‘ยากขึ้นทุกวัน’