หน้าแรก การเมือง ‘วันวิชิต’ ลั...

‘วันวิชิต’ ลั่น ฟอร์มกกต.ไม่แผ่ว คือสารตั้งต้น – ถามหาสปิริต ส.ส. ‘จะหล่อมากถ้ายกมือ’

18.05.23 | 18:21 น.

‘วันวิชิต’ ลั่น ฟอร์มกกต.ไม่แผ่ว คือสารตั้งต้น คนแห่ไปกา – ถามหาสปิริต ส.ส.ช่วยกันแก้ปัญหาชาติ ยันจะหล่อมากถ้ายกมือ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 18 พฤษภาคม ที่ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เครือข่ายนักวิชาการเสียงประชาชนจาก 10 สถาบัน ร่วมกับสื่อมวลชน 10 สำนัก ได้แก่ มติชน, เวิร์คพอยท์, เนชั่น, ไทยรัฐทีวี, ช่องวัน, PPTV, The Reporters, The Standard, The Matter และ The Momentum ร่วมจัดแถลงผลการลงคะแนน ‘เสียงประชาชน’ และอภิปราย ‘ประชาธิปไตย การตั้งรัฐบาล และการเมืองหลังเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566’

นำโดย ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย, รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว มหาวิทยาลัยบูรพา, ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า)

ในตอนหนึ่ง ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา มองเห็นการมีส่วนร่วมของผู้ที่สนใจว่าอยากเห็นว่าประเทศไทยเป็นอย่างไร การแสดงความมีส่วนร่วมในการโหวตว่าวุฒิสมาชิกควรฟังเสียงประชาชน มีคนที่เห็นด้วย 85% เกือบ 3 ล้านครั้ง หมายความว่าเมล็ดพันธุ์ของการเติบโตสังคมพลเมืองก่อกำเนิดขึ้นแล้ว การเมืองภาคประชาชนได้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม

“ตั้งแต่วันเลือกตั้งจนถึงวันนี้ ได้ให้บทเรียน และมองเห็นบางอย่างว่า สังคมไทยกำลังเดินเข้าสู่เส้นทางให้สังคมเคารพเรื่องหลักการ พรรคการเมืองที่มีเสียงอันดับ 1 กลับไปสู่โหมดกติกามารยาทอย่างที่ควรจะเป็น ปิดตายเรื่องเกมการแข่งขัน การต่อสู้ การตั้งรัฐบาลแข่ง หรือรัฐบาลเสียงข้างน้อยจะไม่เกิดขึ้นอีก” ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าว

Advertisement

ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าวว่า ประการต่อมา การทำให้สังคมเคารพ ยืนยันในความถูกต้อง เราเห็นแล้วว่าฉันทามติประชาชนควรได้รับความเคารพมากเพียงใด นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดในช่วงขวบปีสุดท้าย ก่อนวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 ซึ่งจะสิ้นสุดวุฒิสมาชิกบทชุดเฉพาะกาลไป

“ท่านจะมีโอกาสที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ในฐานะเป็นพี่เลี้ยง เป็นผู้ให้คำแนะนำ หรือท้วงติงต่อรัฐบาลชุดใหม่ ขณะเดียวกัน ท่านจะเป็นคนประคับประคองดูแลระหว่างการเปลี่ยนผ่านถ่ายโอนอำนาจจากรัฐบาลชุดเก่าไปสู่ชุดใหม่ให้เป็นไปด้วยราบรื่นและสันติ นี่คือความคาดหวังของผู้คนที่คาดหวังให้เป็นเช่นนั้น” ผศ.ดร.วันวิชิตระบุ

ผศ.ดร.วันวิชิตชี้ว่า หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา ได้มีปัญหามากมายที่สังคมท้วงติง นักการเมืองตั้งข้อสงสัย ตนคิดว่ารัฐบาลชุดใหม่และการเมืองภาคประชาชนในอนาคต อาจจะต้องมีการหารือทางออกร่วมกันว่า ต่อไปเราต้องมีการแก้ไข ปฏิรูประบบการเลือกตั้งให้มันเป็นสากลมากขึ้น เป็นที่ยอมรับ ฟังข้อคิดเห็น ข้อท้วงติง ต้องทำให้ระบบการเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับนับถือมากขึ้น

“เราเห็นแล้วในคืนวันที่ 14 หลายๆ คูหา ประชาชนยืนเป็นสักขีพยานในการร่วมนับคะแนนกับเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย แล้วเจ้าหน้าที่ก็รับข้อท้วงติงโดยไม่มีพิรุธใดๆ นี่คือการขับเคลื่อนที่สร้างสรรค์ร่วมกัน ประชาชนต้องการความถูกต้อง คือทิศทางที่บอกว่าเสียงประชาชนเริ่มดังและเข้มแข็งขึ้น” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าวเพิ่มเติมว่า สังคมไทยเจ็บป่วย เพราะเมล็ดพันธุ์ความขัดแย้ง เพราะเชื้อความเกลียดชังที่หว่านใส่กันมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

“เป็นการต่อสู้ของพรรคการเมืองที่เอาเรื่องความกลัวกับความหวังมาห้ำหั่นกัน และท้ายที่สุดประชาชนต้องการความถูกต้อง จะผิดถูกอย่างไร สังคมไทยก็ประคับประคองไม่ให้เกิดความบาดหมางลุกลามไปมากกว่านี้ สิ่งสำคัญที่ปีนี้คนมาใช้สิทธิ 75.22% คือมากที่สุดของการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า มี 2 ปฏิกิริยาเร่งที่ทำให้ประชาชนออกมามากมาย”

“1.การรักษาฟอร์มอันยอดเยี่ยมของ กกต.ที่ไม่แผ่วเลยในการจัดการเลือกตั้ง มันนำไปสู่การเร่งเร้าและเตือนสติผู้คนว่าต้องออกมา เพื่อป้องกันบัตรเขย่ง ความไม่ชอบมาพากล และพร้อมเป็นสักขีพยาน เราเห็นว่าหลายคูหาคนยืนดู เอาไฟส่องการนับคะแนน ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ยินดีรับเรื่องท้วงติง คือสิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าคนต้องการความถูกต้อง ผลการเลือกตั้งจะเป็นพรรคอะไรก็แล้วแต่ ผมว่าคนยอมรับได้” ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าว

ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อ 2.บทบาทของ ส.ว.คือปฏิกิริยาเร่ง ‘ไม่ต้องมาหวังเสียงอะไรจากพวกผมหรอก 376 คน ท่านจัดการเอาเอง’ นี่คือสิ่งที่เร่งเร้า ออกบัตรเชิญโดยไม่ตั้งใจ ประชาชนจึงออกมาอย่างล้นหลาม

“ประชาชนอยากให้เสียงของประชาชนเป็นเสียงสวรรค์ แม้ว่าจะไม่สามารถบังคับได้ แต่ถ้าเพิกเฉย ก็รอดูว่าประชาชนจะอยู่เฉยหรือไม่ ผมไม่ได้ชี้โพรงให้กระรอก แต่ผมว่าสังคมจะมีโมเมนตัมในการตั้งคำถามใหม่ๆ ต่อคนที่มีส่วนรับผิดชอบ” ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าว

ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าวต่อว่า เราพยายามหาทางออกอย่างสันติ เช่น ถามสปิริตของพรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งมาด้วยกัน ทุกท่านบอกจะปิดสวิตซ์ ส.ว. เพราะเห็นว่าบทบาทของ ส.ว.ที่เลือกนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นสิ่งที่เขารับไม่ได้

“คำถามที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาอยู่ที่สปิริตของนักการเมือง เขาจะหล่อมาก ถ้าผมยกมือให้คุณในเรื่องหลักการ แต่จะไปเป็นฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์ พรรคการเมืองอะไรก็แล้วแต่ เขาจะหล่อมาก และจะเป็นสารตั้งต้นสร้างคะแนนความนิยม เป็นตัวเลือกใหม่ๆ ในการเลือกตั้งสนามหน้า” ผศ.ดร.วันวิชิตแนะ

ผศ.ดร.วันวิชิตทิ้งท้ายว่า ถ้าสมมติสูตรนี้ไปไม่รอด เสียงสะสมไม่ถึง 376 ทั้งสื่อและประชาชนจะตั้งคำถามไปยังพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาว่า ท่านช่วยปลดคลายล็อกตรงนี้ ให้ ส.ว. เป็นอิสระในพันธนาการ ที่เขาคิดว่าท่านผูกติดกับพวกเขาตามที่ประชาชนเชื่อเป็นแบบนั้น

“แม้ ส.ว.จะบอกว่ามีเอกสิทธิ์ เป็นอิสระ แต่มันไม่สามารถบดบังความเชื่อของผู้คนได้ ถ้าท่านบอกว่าผมไม่ไปต่อ ผมพอแล้ว และเคารพตัวเลขของมติมหาชน ผมเชื่อว่าทุกอย่างมันจะคลี่คลาย” ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าว