ถอดรหัส เจาะพื้นที่ ส่องปรากฏการณ์ช้างล้ม เมื่อ ‘ก้าวไกล’ ขายสินค้า ที่ปฏิเสธไม่ได้
เปิดกระดาน ส่องผล การเลือกตั้ง 2566 ย่อมได้เห็นสีส้มและแดง เต็มไปทั่วแผนที่ของประเทศไทย
มองเฉพาะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 400 คน การเลือกตั้งรอบนี้ มีอดีต ส.ส.ปี 2562 ที่ได้ลงสมัครพรรคเดิม 209 คน และมีเพียง 103 คน ที่ได้รับเลือกตั้งกลับมา ขณะที่คนทั้งประเทศ เทใจเลือกผู้สมัครหน้าใหม่ถึง 179 คน หรือคิดเป็น 44.75% ด้วยกัน
หลายพื้นที่ เซอร์ไพรส์ผู้ติดตามการเมือง และช็อก ส.ส.เก่า ที่ได้เห็นปรากฏการณ์ช้างล้ม แบบที่ไม่มีใครคาดคิด “สมุทรปราการ” อดีต ส.ส.เก่าล้มกระจัดกระจาย จากที่พลังประชารัฐเคยกวาดที่นั่งยกจังหวัด เหลือไว้ 1 เขตให้ก้าวไกล ก็เจอก้าวไกลกลืนทั้งจังหวัดได้สำเร็จ
แต่ก็ยังมีอีกหลายพื้นที่ ที่ฐานเสียงเดิมพานำชัยได้แบบแน่นเหนียว อย่างสุพรรณบุรี พะเยา และ บุรีรัมย์
ปรากฏการณ์การเลือกตั้งที่สั่นสะเทือนครั้งนี้ ทำให้หลายคนมองว่า ภาพการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่
มติชนออนไลน์ ชวน ชาลินี สนพลาย อาจารย์สาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องตระกูลการเมือง มาร่วมวิเคราะห์ปรากฏการณ์นี้
“ที่จริง บ้านใหญ่สอบตก เป็นอาการที่มีมาเรื่อยๆ เลือกตั้งครั้งที่แล้วก็มีไม่น้อย” ชาลินีว่า ก่อนจะอธิบายต่อว่า เลือกตั้งครั้งนี้ เมื่อมาดูแล้ว ก็เห็นว่ามีทั้งช้างที่ล้มและช้างที่รอด ที่คนช็อกอาจจะไม่ใช่เพราะตระกูลการเมืองเดิมพ่ายแพ้การเลือกตั้ง แต่ที่หักปากกาเซียนคือ ไม่คิดว่าก้าวไกลจะได้ ส.ส.เยอะขนาดนี้ ถ้าไปลองถามแกนนำ เขาก็คงไม่คิดว่าจะได้ที่นั่งเยอะขนาดนี้ เป็นฉากทัศน์ที่มาไวกว่าที่หลายคนคาดคิด
เปิดแผนที่ไทย จังหวัดใดบ้าง ที่ช้างรอด
อ.ชาลินีกล่าวว่า จริงๆ ถ้านับช้างรอด ตกบ้าง ไม่ถึงกับฟ้าถล่ม ก็หลายที่อยู่ มองอย่างเร็วๆ จังหวัดที่ช้างยังรอดก็ นครปฐม สุพรรณบุรี สุโขทัย บุรีรัมย์ พะเยา เพชรบูรณ์ ที่ไม่เปลี่ยน อย่าง เชียงราย ก็มีตระกูลการเมืองที่เข้ามาได้
“ส่วนจังหวัดที่ช้างล้มแบบเรียบทั้งกระดาน คือ สมุทรปราการ นครราชสีมา ที่ตระกูลเก่าหายไปเลย แพ้ทั้งหมด เชียงใหม่ ที่อาจจะไม่ชัดว่าตระกูลการเมืองแพ้ แต่เบอร์ใหญ่ล้ม ลำปาง กทม. ก็มีช้างล้มหลายเขต อย่าง วัน อยู่บำรุง หรือจิรายุ ห่วงทรัพย์ และสุรชาติ เทียนทอง ก็ไม่ได้กลับเข้าสภา ขณะที่ ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ก็ชนะไปเพียง 4 คะแนน”
“ด้านชลบุรี ก็ล้มพอกัน ครึ่งๆ แต่อาการนี้ที่ชลบุรี ก็มีมาตั้งแต่ปี 2562 แล้ว” ชาลินีว่า

ถอดรหัส ถกปัจจัย ทำไมช้างล้ม
อาจารย์รัฐศาสตร์เผยต่อว่า มองจากภาพรวม การเลือกตั้งครั้งนี้เราเห็นภาพอะไร อย่างแรก ถ้าดูบัญชีรายชื่อ จะเห็นว่ามันส้มและแดงทั้งกระดาน มีสีอื่นเพียงนิดเดียวที่ทางใต้บางจังหวัด เป็นสัญญาณที่บอกชัดว่า คนต้องการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล แต่อาจจะเร็วเกินไปที่จะบอกว่า คนต้องการเปลี่ยนเพราะอุดมการณ์ทางการเมือง จะมีอาการแบบ คีปเมน ไม่คีปวง แบบที่เหล่าแฟนด้อมเรียกกัน (เลือกคน ไม่เลือกพรรค) เพราะ ส.ส.เขตอาจมีความซับซ้อนในการตัดสินใจมากกว่า แต่ปาร์ตี้ลิสต์ ส้มและแดงนั้นชัด เพราะเป็น 2 พรรคที่ประกาศหนักแน่นว่าเปลี่ยนขั้วแน่นอน
“เป็นสัญญาณว่าสังคมไทยต้องการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล”
ชาลินีกล่าวต่อว่า เมื่อมาดูแบบแบ่งเขต อาจจะซับซ้อนกว่า จากเดิมการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจะมีทั้งคะแนนนิยมพรรคหนุน และตัวบุคคลประกอบกัน ซึ่งโดยหลักๆ คะแนนนิยมของพรรค ที่จะมาส่งผลกับ ส.ส.เขตนั้น จะมากับ แอร์วอร์ เป็นหลัก (AIR WAR) แต่ทั้งนี้ ในอดีต แอร์วอร์อาจจะทำงานกับสื่อกระแสหลัก หรือแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ที่เป็นแบบทางการ อย่างเพจพรรค ยูทูบ สำนักข่าวทางการ ซึ่งทั้งหมดนั้น มันชอนไช ทะลุทะลวงได้ไม่เท่ากับแอร์วอร์ในรอบนี้ ที่มี TikTok ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่มีคุณูปการอย่างมาก เพราะมันละเอียดยิบ ไปทุกอณูของสังคม แบบไม่แบ่งชนชั้น เขตพื้นที่ ความนิยมของพรคที่ไปกับ TikTok มันชอนไชไปมากกว่าแอร์วอร์ หรือแพลตฟอร์มที่เคยใช้ในอดีตแล้ว
TikTok อาวุธทรงคุณภาพ สู้ศึกเลือกตั้ง
ชาลินีอธิบายต่อว่า คุณสมบัติพิเศษที่มากับ TikTok คือการมาทั้งยูเซอร์ เจเนอเรต คอนเทนต์ ที่แฟนคลับทำ และผู้สมัครที่ใช้ ทำให้แพลตฟอร์มนี้ มันมาแทนที่การลงพื้นที่ไปพบปะกับผู้สมัครด้วยตัวเองได้ด้วย
และว่า สื่อกระแสหลัก หรือออนไลน์ในอดีต จะดูเป็นทางการ หรือวางโครงมาแล้ว แต่กับ TikTok เราเห็นความเป็นธรรมชาติ เรียล และรู้สึกว่า เขาสัมผัสกับตา เห็นธรรมชาติของนักการเมืองอย่างใกล้ชิด มีชีวิตไม่ทางการ
“TikTok ทำหน้าที่สื่อว่า ส.ส.อาจจะไม่ได้ลงพื้นที่เองทั้งหมด แต่เราได้เห็นชีวิตธรรมดาของ ส.ส.ที่ไม่ได้เซต ไม่ได้แค่พูดหาเสียง คนสัมผัสตัวจริง ไม่ลงพื้นที่มาแถวบ้านเราก็จริง แต่เราได้เห็นเขาลงพื้นที่ทุกวัน หลายคนที่บ่นว่าไม่เห็นหน้าเลย ใช่ แต่คนเห็นผ่าน TikTok ว่าเขาลงพื้นที่ทุกวัน และเป็นธรรมชาติด้วย คนจะรู้สึกว่ามันจริงกว่าสื่อทางการด้วยซ้ำ มันชอนไชไปทุกอณู”
ถามว่า พรรคตั้งใจหรือไม่ อาจารย์รัฐศาสตร์มองว่า ตอบไม่ได้ ไม่รู้ว่าพรรคตั้งใจหรือไม่ เพราะ TikTok ก็ค่อยๆ บูมในไทยจังหวะนี้ อาจจะด้วยงบจำกัด เจอช่องทางนี้ หรืออาจจะเริ่มแฟนคลับทำให้ก่อน จนเห็นพลานุภาพ ก็ใช้มากขึ้น

แอร์วอร์รอบใหม่ เปลี่ยนความสัมพันธ์ผู้เลือกตั้ง
ชาลินีกล่าวว่า ลักษณะแบบนี้ มองแบบนักรัฐศาสตร์ มันเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างผู้เลือกตั้ง กับนักการเมือง แต่ก่อนเราเชื่อว่า นักการเมือง โดยเฉพาะ ส.ส.เขต ต้องมีเครือข่าย เพื่อเชื่อมต่อประชาชนในเขต ให้เชื่อมกับ ส.ส.ได้ และเครือข่ายก็ส่งข่าวสาร ทรัพยากร จากนักการเมืองไปสู่ผู้เลือกตั้ง แต่แอร์วอร์รอบนี้ ทำให้ไม่ต้องมีตัวกลางที่จะลำเลียงข้อมูลข่าวสารนั้นก็ได้ เทคโนโลยีมาทดแทนเครือข่ายที่เป็นคน (เช่น หัวคะแนน) ซึ่งต้องรอดูต่อไปว่า แล้วในด้านกลับกันเทคโนโลยีจะสามารถนำข้อเรียกร้องของประชาชน จะกลับมาหานักการเมืองได้มากเท่าใด มีประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้หรือไม่
“ซึ่งอาจจะเปลี่ยนภูมิทัศน์การเมืองไทยไปอีกแบบ ที่ไม่ต้องอาศัยเครือข่ายที่เป็นคน แต่ใช้เทคโนโลยีเชื่อมต่อ ที่ผ่านมาเราเชื่อมาตลอดว่า ส.ส.เขตต้องทำงานพื้นที่ วางเครือข่ายที่จะทำงานกับประชาชนได้ แต่ชนชั้นกลางในเมืองจะรู้สึกไม่สะดวกใจกับเครือข่ายทางการเมืองแบบนี้ ก็เคยพยายามคิดว่าจะมีอะไรมาทดแทน หรือปรับมันอย่างไรดี ใช้ระบบสาขาของพรรคการเมืองมาทดแทนได้หรือไม่ จนกระทั่งเห็นจากการเลือกตั้งรอบนี้ เลยนึกขึ้นมาว่า หรือจริงๆ แล้วเครือข่ายนั้น อาจจะไม่ใช่คน แต่เป็นโครงข่ายเทคโนโลยีก็ได้”
เมือง-ชนบท มีผลตัดสินใจคน
อาจารย์ชาลินีกล่าวต่อว่า ถ้าดู ส.ส.เขตที่พรรคก้าวไกลชนะ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เมืองและอุตสาหกรรม อย่าง ภูเก็ต เมืองมาก และเป็นเมืองที่เชื่อมต่อโลก ที่เกือบชนะอย่าง หาดใหญ่ คะแนนห่างกันร้อยคะแนนนิดๆ พื้นที่อื่นที่ล้มช้างได้อย่างสมุทรปราการ ก็มีพลวัตสูงมาก เช่นเดียวกับ กทม. นนทบุรี เชียงใหม่ ชลบุรี ระยอง นอกจากเรื่องแอร์วอร์ พื้นที่เมืองเหล่านี้มีพลวัตของเมืองสูง มีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบประชาชนสูง เครือข่ายการเมืองแบบเดิม อาจจะเข้าไม่ถึงและไม่ตอบโจทย์ของคนที่มาใหม่เหล่านี้
และว่า ความเป็นเมืองและพื้นที่อุตสาหกรรม มีแนวโน้มทำให้คนมีจินตนาการทางสังคม และการเมืองที่เปลี่ยน ไม่ได้ยึดติดเครือข่ายเดิม มีความปรารถนาแบบใหม่ ที่เชื่อมโยงตัดข้ามพื้นที่ เชื่อมโยงกับภาพรวมสูงกว่า ไม่ได้จำเป็นต้องพึ่งพาเครือข่ายเพื่อเข้าถึงทรัพยากรของรัฐ หรือนโยบายของรัฐ คนเหล่านี้มากับจินตนาการว่า การเป็นพลเมืองก็พอแล้ว เรียกร้องให้รัฐส่งต่อทรัพยากรโดยไม่ต้องผ่านโครงข่ายนั้น ซึ่งมาสวมกันพอดีกับพรรคก้าวไกล ที่ไม่ยึดโยงพื้นที่มากขึ้น เป็นอาการที่เกิดทั้งคนรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี และเชื่อมกับคนนอกพื้นที่ เป็นสภาพสังคมอุตสาหกรรม ที่คนเคลื่อนย้ายตัวเองตลอด
ส่วนเขตชนบทนั้น พื้นที่ไม่เป็นเมืองสูง ช้างเลยยังรอดเยอะ แต่บัญชีรายชื่อก็เปลี่ยน แบ่งเขตช้างอาจจะรอด แต่ปาร์ตี้ลิสต์เขาเลือกพรรคอื่น อาจเพราะพื้นที่มีความนิ่งกว่า คนที่อยู่เป็นเด็กเล็กที่ยังไม่ได้มีสิทธิ์เลือกตั้ง กับคนอายุเยอะ ซึ่งเขาได้สั่งสมสายสัมพันธ์ และวิธีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเขากับนักการเมืองที่มีมายาวนาน จะเปลี่ยนใจก็ยากหน่อย จะมีอาการที่อยากลองของใหม่ ก็ไม่มั่นใจว่า ถ้าหมู่บ้านอยากได้สิ่งต่างๆ จากรัฐจะยังสามารถประสานผ่านเครือข่ายเก่านั้นได้ไหม ถ้าคะแนนเลือกตั้งของนักการเมืองในหน่วยบ้านเรามันไม่ขึ้น หัวคะแนนจะไปต่อรองขอโครงการมาลงในพื้นที่ได้ไหม เป็นการตัดสินใจแบบเดิมเพื่อรักษาเครดิตของเครือข่าย
“เลือกตั้งแบบแบ่งเขตมันเห็นหน้าคน แต่ปาร์ตี้ลิสต์ไม่ใช่ และคนก็ลงพื้นที่ตลอด เข้าใจพื้นที่ เข้าใจประชาชน คนจึงลำบากใจที่จะทิ้ง แต่ปาร์ตี้ลิสต์ไม่ใช่ ก็เลยเปลี่ยนทั้งประเทศ” ชาลินีกล่าว

สแกนรายจังหวัด เพชรบุรี หน้าใหม่กวาดเรียบ
สนามเพชรบุรี อ.ชาลินีอธิบายว่า ผลการเลือกตั้งปาร์ตี้ลิสต์ ก้าวไกลกวาดไปได้ แต่แบบแบ่งเขตเป็นตัวคน ความน่าสนใจคือ 3 เขต คนชนะ เป็นคนใหม่หมดเลยทั้ง 3 คน คือ ย้ายพรรค ไม่มีฐานเสียงพรรคเดิม แต่มีกระแสของลุงตู่ มาสู้กัน
ทั้ง 3 เขต เป็นหน้าใหม่ในการเมืองระดับชาติ แต่ขยับขึ้นมาจากการเมืองท้องถิ่น เขต 1 เป็นภรรยานายก อบจ. เขต 2 เป็นรองนายกเทศมนตรี และเขต 3 เป็นนายกเทศมนตรี เทศบาล ครั้งนี้สะท้อนว่าไม่ใช่คะแนนของพรรค คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ห่างกันมาก ผู้ชนะมาจากการเมืองท้องถิ่น แสดงว่า ดูแลพื้นที่มาตลอด อย่างไรก็ตาม คะแนนแบบแบ่งเขตของคนที่เลือกอนาคตใหม่ ก้าวไกล เท่าเดิม คนก็คงปักใจแล้วว่า จะเลือกไม่ว่าแพ้หรือชนะ
ชลบุรี ด้อมส้มผงาด ปาดบ้านใหญ่-บ้านใหม่
ในพื้นที่ชลบุรีนั้น อ.ชาลินีระบุว่า ในเขตเมืองทั้งเก่าและใหม่ โดนก้าวไกลทั้งหมด ทั้ง อ.เมือง บางละมุง ศรีราชา ที่ไม่ได้คือ อ.พนัสนิคม ที่เป็นเมืองน้อยกว่าที่อื่น และเขต 10 สัตหีบ ที่พลังประชารัฐชนะ อธิบายได้ว่า ความที่เป็นเมืองน้อยกว่า พลังการทะลวงของกระแสที่อยากเปลี่ยนแปลง อาจจะยังไม่มีอิทธิพลต่อพื้นที่นี้ บ้านใหญ่ยังทำงานได้อยู่ ชนะเยอะ ห่างก้าวไกลเกือบเท่าตัว
โซนเมืองเก่า เขต 1-2 และ 4 ที่ชนะนั้น จากการพูดคุยกับคนในพื้นที่ มันคืออาการ 2 แบบ คือ 1.เบื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะไม่เลือกรวมไทยสร้างชาติ และเป็นพื้นที่เสื้อเหลืองเก่า ที่อย่างไรก็จะไม่เลือกเพื่อไทย เพราะเพื่อไทยก็ยังมีองค์ประกอบบางอย่างในพรรคที่เขาไม่ชอบอยู่เหมือนเดิม ในเขต 4 นั้น เป็นเขตเสื้อเหลือง เหมือนกับที่ว่าเหลืองมันเปลี่ยนเป็นส้มง่ายกว่าเป็นแดง คนเสื้อเหลืองไม่ชอบเพื่อไทยยังมีอยู่ จึงเป็นโอกาสของคุณจิรวุฒิ สิงห์โตทอง ที่สู้มาทุกสนามยังไม่เคยชนะเสียที มารอบนี้คนก็มาเลือก ส่วนคุณสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ คะแนนลดลง คนที่เคยเลือกไม่ได้ตามมาเลือกทั้งหมด เพราะคนก็ลำบากใจที่คุณสรวุฒิย้ายมาเพื่อไทย
“ในเมืองเก่าชลบุรี มันเป็นเมืองหลวงคนเสื้อเหลือง เขาเปลี่ยนใจลำบาก ที่จะมาเลือกเพื่อไทย ส่วนในพื้นที่เขต 1-2 ของ รมต.เฮ้ง (สุชาติ ชมกลิ่น) เป็นการสู้กันของรวมไทยสร้างชาติ กับก้าวไกล คือ เหลือง ถ้าไม่อยู่ที่เดิมกับรวมไทยสร้างชาติ ก็ย้ายไปก้าวไกล คนที่ไม่ชอบการเมืองแบบเทาๆ ก็ย้ายเข้าก้าวไกล คนที่ยึดโยงการเมืองแบบเก่า ก็อยู่กับรวมไทยสร้างชาติมากกว่าเพื่อไทย”
ส่วนเขต 10 สัตหีบนั้น อ.ชาลินีกล่าวว่า ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน และยังมีปัญหาบัตรเขย่ง นับคะแนนใหม่ เพราะ 3 ขั้วคะแนนเท่ากัน แต่คนที่ได้ ก็เป็นคนทำพื้นที่

อ.ชาลินีกล่าวต่อว่า พื้นที่ชลบุรีนั้นไม่ซับซ้อน อาจจะพูดไม่ได้ทั้งหมด แต่บ้านใหญ่เลือกพรรคที่คนชลบุรีลำบากใจที่จะเปลี่ยนใจมาเลือก
“จริงๆ พื้นที่เหลืองมาตั้งแต่ปี 2551 รอบนั้นประชาธิปัตย์ชนะยกจังหวัด พอมาในปี 2554 เขาเลยไปตั้งพรรคพลังชล เพราะคิดว่าถ้าอยู่กับเพื่อไทย ภูมิใจไทย คงไม่รอด ก็เอาท้องถิ่นนิยมไปสู้ ชูสโลแกน ‘พรรคของเรา บ้านของเรา’ ก็ชนะได้เกือบยกจังหวัด แต่พอปี 62 แพ้ อาจพูดได้ว่า กระแสระดับชาติมีพลต่อการตัดสินใจ ในปี 62-66 นั้น เขาอิงกระแสพรรค แต่เลือกพรรคผิด ก็มีผลส่วนหนึ่ง ยังไม่แน่ใจว่าการที่บ้านใหม่ออกจากบ้านใหญ่ ทำให้เสียงแตก จนคนที่เอาการเมืองเชิงพื้นที่ถูกแยกออกเป็น 2 ก้อน น่าคิดว่าหากไม่แยกกัน คะแนนจะมากกว่านี้ไหม”
อย่างไรก็ตาม อ.ชาลินีไม่เชื่อว่า บ้านใหญ่จะสูญพันธุ์ เพราะการเมืองท้องถิ่นเป็นของเขาทั้งหมด ก้าวไกลยังชนะไม่ได้ แม้แต่พื้นที่แบบพัทยา ที่หมายมั่นว่าจะชนะ เขาก็ชนะเยอะ สมาชิกสภาเมืองพัทยาก็ได้ คือได้ทั้งหมดรวมถึงนิติบัญญัติ
“คิดว่าเขาน่าจะกลับไปปักหลักสู้ที่การเมืองท้องถิ่น ที่จะเกิดในอีก 2-3 ปีข้างหน้า แล้วสะสมกำลังขึ้นใหม่ ซึ่งการเลือกตั้งท้องถิ่น กระแสระดับชาติอาจยังไม่ทะลุทะลวงเข้าไปถึงเท่ากับการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการต่อสู้เชิงพื้นที่ ซึ่งการเลือกตั้ง อบจ.รอบหน้า คงดุเดือด เพราะรอบล่าสุด บ้านใหญ่ชนะ เพราะบ้านใหม่ไม่มีตัวแทนที่ดีมากพอ ไม่ได้สู้แบบระดมสรรพกำลังมาสู้ขนาดนั้น ต้องรอดูการปักหลักสู้ใหม่ ซึ่งบ้านใหญ่อาจมีแต้มต่อ ที่อยู่ฝั่งรัฐบาล ทำให้สามารถดึงทรัพยากรต่างๆ ไปเสริมได้”
สมุทรปราการ ส้มตีแตก แพ้ยกจังหวัด
อาจารย์รัฐศาสตร์กล่าวว่า ในพื้นที่สมุทรปราการ แพ้ระเนระนาด ไม่แน่ใจว่าหากคุณชนม์สวัสดิ์ (อัศวเหม) อยู่ จะเป็นแบบนี้ไหม เพื่อไทยเองก็หวังจะเจาะพื้นที่นี้ได้ ปรากฏว่าไม่ได้เลย
มองลึกลงไปที่รายเขต คะแนนปาร์ตี้ลิสต์สูงกว่า ส.ส.ตัวเองทุกเขต สะท้อนว่า ไม่เอาประยุทธ์แน่ๆ คะแนนเป็นดับเบิลหมด อาจจะบอกได้ว่า คะแนนนิยมของพรรคมีผลต่อพื้นที่นี้ มากกว่าตัวผู้สมัคร สอดคล้องกับปาร์ตี้ลิสต์เพื่อไทยมาเป็นที่ 2 ขณะที่คะแนนแบบแบ่งเขตมาเป็นที่ 3 เป็นส่วนใหญ่ ยิ่งชัดว่า มีคนเลือกแบบเขต โดยเลือกบ้านใหญ่เดิม แต่พอเป็นปาร์ตี้ลิสต์เลือกก้าวไกล หรือเพื่อไทย เพราะคะแนนเยอะมาก
“ถ้าคุณชนม์สวัสดิ์ยังอยู่ ก็อาจจะแพ้แบบนี้ก็ได้นะ เพราะเสียงไม่เอาขั้วรัฐบาลเดิม”

เพื่อไทย พ่าย ‘นนทบุรี’ ถิ่นเสื้อแดง
ความน่าสนใจของพื้นที่นนทบุรีนั้น ชาลินีมองว่า เป็นเมืองที่ไม่ได้มีบ้านใหญ่แบบคุมพื้นที่ได้เบ็ดเสร็จ เพราะมันเป็นเมือง outskirts เป็นที่นอนของคนเมืองหลวง มานอนแล้วไปทำงานกรุงเทพฯ และเป็นพื้นที่เสื้อแดง เพื่อไทยเก่า แต่เพื่อไทยมาเป็นอันดับ 3 ทุกเขตเลย และคะแนนก็ยังห่างกันมาก แบบมาก อาจเป็นความบกพร่องของเพื่อไทย ที่นโยบายและจุดยืนของพรรคไม่สามารถรักษาเสียงได้ คะแนนจึงไปที่ก้าวไกล เสียงเพื่อไทยลดจากปี 62 ค่อนข้างมาก
ก่อนจะบอกว่า เลือกตั้งรอบนี้ คนเลือกก้าวไกลมี 3-4 ก้อน คือ 1) คนเลือกอนาคตใหม่เดิม 2) first-time voter หรือคนรุ่นใหม่ 3) เหลืองไปส้ม และ 4) แดงไปส้ม นนทบุรีเป็นแบบหลัง เพราะเพื่อไทยอาจจะไม่ตอบโจทย์ ความต้องการของคนพื้นที่ได้ มีพลวัตมากจนทำให้คนเดิมของเพื่อไทยเปลี่ยน ประชากรใหม่ คนใหม่ในพื้นที่ บวกกับหลายๆ อย่าง เช่นความไม่ชัดเจน การไม่ได้ขายนโยบายการเมือง ยิ่งทำให้คนไม่เลือก
“เอาเข้าจริงไม่แน่ใจว่า รอบสุดท้ายที่เพื่อไทยปราศรัยที่อิมแพค อารีน่า ซึ่งมันตั้งอยู่ที่นนทบุรี แล้วเป็นเวทีที่เพื่อไทยตั้งใจส่งสารเพื่อเรียกคนเสื้อแดงและฐานเสียงเดิมของพรรคให้กลับบ้าน (เพื่อไทย) มันอาจจะไม่พอ และไม่ทัน ที่ทำให้คนกลับมาเลือกเพื่อไทยแล้ว เพราะคนเขาไปแล้ว”
ลำปาง เทคนแต่ไม่เทพรรค
พื้นที่สุดท้ายที่น่าสนใจที่ชาลินีเลือกคือ “ลำปาง” ที่ซึ่งเพื่อไทยไม่เคยแพ้ แต่ครั้งนี้แม้จะได้ตระกูลการเมืองเก่ามาอยู่ แต่ก็ยังแพ้ แพ้แบบร้องไห้
พร้อมอธิบายว่า ลำปาง เพื่อไทยได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์มากกว่าตัว ส.ส.เขต ทุกเขต แปลว่าคนไม่ได้เทพรรค แต่คนเทแคนดิเดต คนเบื่อ ส.ส.เขต พอเบื่อ ส.ส.เขต ก็แปลว่าเขาอาจจะไม่ได้ทำหน้าที่ในพื้นที่ดีพอ จุดแข็งของ ส.ส. เจ้าของพื้นที่เก่า คือต้องดูแลประชาชนดี พอไม่ได้ทำหน้าที่ คนก็อยากลองของใหม่ คนเริ่มไปมองจากพรรค เลยเป็นอาการทิ้งแคนดิเดต คะแนนสูสีก้าวไกล ไม่ทิ้งมาก
“เขตที่ลำปาง คะแนนก้าวไกล อาจจะไม่ได้แย่งมาจากแดงทั้งหมด แต่รวมกับคนเลือกพรรคอื่นมาด้วย ประกอบกับคนอาจจะเบื่อแคนดิเดต แต่ปาร์ตี้ลิสต์เป็นฉันทานุมัติเลย”

“นโยบายการเมือง” กำหนดการตัดสินใจคน
ชาลินีกล่าวว่า การเลือกตั้งรอบนี้ เชื่อว่าคนไม่ได้เลือกที่นโยบายเศรษฐกิจเป็นหลักด้วยซ้ำ แต่เลือกที่นโยบายทางการเมืองเป็นหลัก ภาพรวมทั้งประเทศ เป็นคำว่า “ไม่เอาลุง” อย่างชัดเจน
การทำการเมืองแบบใหม่ มันกลายเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และคนเสื้อเหลืองด้วยซ้ำไปที่ชอบการเมืองใสสะอาด ทั้งยังไปตอบโจทย์คนเสื้อแดงด้วย ที่มีประเด็นคำถามว่า เพื่อไทยไม่สู้เพื่อคนเสื้อแดงหรือเปล่า ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเชิงคุณค่ามากกว่านโยบายเศรษฐกิจ
“คนที่เคยอินกับทักษิณ อินกับเพื่อไทย อินกับเสื้อแดง ถามว่าปัจจุบันคนยังอินอยู่ไหม อินในแง่มุมเดิมไหม ถ้านับจากปี 2544 ปัจจุบัน 22 ปี คนก็ตายและเปลี่ยนไปไม่น้อย อาจจะไม่คอนเน็กเรื่องเดิมแล้ว เพื่อไทยจะรับมือกับมันอย่างไร”
ก้าวไกล ขายโปรดักต์ ที่คนปฏิเสธได้ยาก
ชาลินีกล่าวต่อว่า เลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อไทยขายนโยบายเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่นโยบายสาธารณะ มันเป็นสินค้าสาธารณะ ยิ่งคนคิดว่าเพื่อไทยเป็นต่อ ชนะแน่ ดังนั้นไม่ต้องเลือกเพื่อไทยก็ได้ ถ้าเพื่อไทยเป็นรัฐบาลยังไงก็ได้นโยบายเพื่อไทยเหมือนกันหมดทั้งประเทศอยู่ดี ขณะเดียวกัน ถ้าก้าวไกลชนะ ก็ต้องดึงเพื่อไทยมาร่วม ก็ได้นโยบายเพื่อไทยมาอยู่ดี แต่สิ่งที่ก้าวไกลขาย ถ้าไม่เลือกก้าวไกล ก็จะไม่ได้สิ่งนั้น ไม่มีใครทดแทนนโยบายของก้าวไกลได้
“สินค้าที่เพื่อไทยขาย ไม่สามารถกีดกันคนที่ไม่เลือกเพื่อไทยออกไปจากการบริโภคได้ ไม่เหมือนก้าวไกล ไม่มีใครทำแทนได้ ประชาชนไม่ได้อยากซื้อนโยบายเศรษฐกิจ จึงเป็นเหตุผลว่า สินค้าที่เพื่อไทยเลือกมาเป็นตัวชูโรงเสนอต่อประชาชนนั้น ไม่ตรงใจประชาชน”
อย่างไรก็ตาม ชาลินีกล่าวว่า ก็เข้าใจเขา เพื่อไทยไม่นำเสนอภาพของตัวเองว่าเป็นพรรคของคนเสื้อแดงอย่างเดียว ไม่ปลุก ไม่ค่อยพูดเรื่องเสื้อแดงบนเวที เพราะเขาพยายามจะเอาทุกคน เขาไม่ได้นำเสนอภาพว่าเป็นนางเอกถูกกระทำ อยากก้าวข้ามความขัดแย้ง ไปเป็นพรรคของชนชั้นกลางด้วย แต่ความจริง สิ่งที่ชนชั้นกลางติด สำหรับเพื่อไทย ไม่ใช่เรื่องเสื้อแดง แต่อาจจะคือ “ทักษิณ” และวิธีการทำการเมืองของเพื่อไทย เผลอๆ อาจจะเป็นที่นโยบายบางชุดที่ชนชั้นกลางไม่สบายใจ เพราะมีลักษณะเป็นนโยบายประชานิยม
“กลายเป็นว่าของที่คนอยากซื้อก็ไม่เอามาชูโรงขาย ส่วนตัวเชื่อว่า เขาไม่รวมกับพลังประชารัฐ แต่เขากั๊ก เพราะไม่เชื่อว่ามีผลต่อการตัดสินใจของคน และส่งผลต่อการอำนาจต่อรองตอนที่จะจัดตั้งรัฐบาล ปี 2544 เขาอาจจะเคยรู้จักคนไทยดีที่สุด แต่ตอนนี้สินค้าอย่างการไม่จับมือ กับพลังประชารัฐซึ่งคนอยากได้ แต่ก็ไม่เอามาขาย ทำให้คนไม่รู้ว่าคุณมีสินค้าชนิดนี้” ชาลินีกล่าว
และว่า ถ้ารอบหน้า ก้าวไกลได้พิสูจน์ว่าการเมืองเครือข่ายมันไม่จำเป็น ไปเชื่อมต่อประชาชนด้วยเทคโนโลยี เพื่อไทยจะลำบาก เพราะเขาถนัดการเมืองแบบพื้นที่ เขาชนะ ส.ส.เขตมาหมด ในส่วนของนโยบาย ถ้าแก้ไม่ถูกจุดก็จะยิ่งลำบาก

Fandom เปลี่ยนการเมืองไทย
อาจารย์รัฐศาสตร์กล่าวต่อว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ เปลี่ยนแปลงไปแล้ว จินตนาการทางการเมือง วิธีที่นักการเมืองและนักเลือกตั้ง สัมพันธ์กัน ก็ได้เปลี่ยนแปลงไป
สิ่งที่สะท้อนชัดคือความสัมพันธ์แบบ “แฟนด้อม” ของก้าวไกล เปลี่ยนด้านความสัมพันธ์ จากแต่เดิม ที่เห็นว่า นักการเมืองดูแลประชาชน แต่รอบนี้ ประชาชนไปดูแลก้าวไกล เป็นเจ้าของพรรค พยายามจะสนับสนุนช่วยเหลือทุกอย่าง ให้พรรคการเมืองชนะ ไม่ใช่พรรคไปเดินหน้าหาเสียง แต่ประชาชนก้าวไปหา และพยายามทำให้พรรคชนะ
โหวตเตอร์ ซัพพอร์ต สนับสนุน ดูแลพรรคการเมือง ทั้งบริจาคผ้าป่าหาเสียง ชัดเจนว่า เปลี่ยนวิธีคิดของการทำพรรค คนไม่ได้รู้สึกว่า พรรคหรือนักการเมืองต้องมาดูแลเรา แต่ให้ไปทำหน้าที่เชิงนโยบาย หรือนิติบัญญัติไป เหมือนกับ
“แฟนด้อม เปลี่ยนผู้เลือกตั้งให้เป็นผู้อุปถัมภ์ มันบียอนด์ ไปอีกขึ้นหนึ่ง ซึ่งนี่คือของใหม่”

เทคโนโลยี สิ่งที่น่าจับตา
ชาลินีทิ้งท้ายว่า ด้วยความที่หมกมุ่นกันเรื่องบ้านใหญ่ ก็อยากดูตรงนี้ว่า การเลือกตั้งรอบนี้ เมื่อเครื่องมือ เทคโนโลยี เปลี่ยนความสัมพันธ์ผู้เลือกตั้ง อาจจะสานฝันคนไทย ที่อยากเห็นตั้งแต่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นต้นมา ว่าจะทำให้คนไทย มีการเมืองแบบใหม่จริงๆ ไหม ลดอิทธิพล เครือข่ายอุปถัมภ์ได้ไหม โดยไม่จำเป็นต้องไปเถียงกันเรื่องเงินซื้อเสียง ที่ไม่ได้มีผลขนาดนั้น อยากตามดูว่าเทคโนโลยีจะพาสังคมไทยไปสู่จุดนั้นหรือจุดไหนได้บ้าง
“อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้ไปด้อยค่า ส.ส.เขต ที่ทำพื้นที่ หรือคนที่เลือก ส.ส.เขตที่ทำพื้นที่ ประชาชนไม่ผิดที่เลือก”

ภาพส่วนหนึ่งจาก พรรคก้าวไกล – Move Forward Party
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- คุยนักวิชาการ เจาะพื้นที่ ‘เชียงใหม่’ เมื่อ ‘เมืองหลวงเพื่อไทย’ ถูก ‘ก้าวไกล’ ตีแตก
- แดงพรึบ ‘อิมแพ็ค อารีน่า’ แห่ฟังปราศรัย ‘เพื่อไทย’ ล้นฮอลล์ อุ๊งอิ๊ง-เศรษฐา พร้อมขึ้นเวที
- เผย ‘ก้าวไกล’ หาเสียงสร้างสรรค์ ตั้งเวทีริมถนน กระแสตอบรับดีแม้ใช้งบน้อย
- นิด้าโพล ชี้ 59.39% พอใจผลเลือกตั้ง 6.03% เผยถ้าได้เลือกตั้งใหม่ จะเปลี่ยนใจทั้ง ส.ส.เขต-ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์
- มองการเมืองปากน้ำ เมื่อ ‘บ้านใหญ่’ สิ้นหัวเรือ ชี้ ต้องดูกันยาว แค่ ‘เลือกตั้ง66’ ไม่พอ
- มองพัทยาหลัง ‘ปรเมศวร์’ คว้าชัย ‘บ้านใหญ่-บ้านใหม่’ วัดพลัง ก่อนสู้ศึกเลือกตั้งส.ส.
- ใครคือทายาทการเมือง สู้ศึกเลือกตั้ง66 ของตระกูลอัศวเหม ?

