หน้าแรก การเมือง ส.ว.เสรี อัดก...

ส.ว.เสรี อัดก้าวไกลเละ ส่งเสริมม็อบจาบจ้วง รับไม่ได้มีคนกราบพิธา ถามจ้างมาใช่ไหม? (มีคลิป)

13.07.23 | 15:38 น.

‘เสรี’ อัด ‘ก้าวไกล’ ได้เสียงสนับสนุนจาก ปชช.แค่ 14 ล้านเสียง อย่าสำคัญตัวผิดว่าได้ 30 ล้านเสียง เหน็บบอกไม่สนับสนุนม็อบแต่กลับไปประกันตัว ลั่นแม้บอกไม่แก้ ม.112 แล้วก็ไม่เชื่อ ย้ำ ไม่หนุนนั่งนายกฯ

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ในการประชุมร่วมรัฐสภา ที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่านและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ลุกขึ้นเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) พร้อมกับมีผู้รับรองชื่อถูกต้อง ก่อนเปิดอภิปรายนั้น

ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

จากนั้นเวลา 13.45 น. นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. อภิปรายว่า สิ่งที่ตนเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ไม่ได้เกิดจากความอคติ หรือความไม่ชอบ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล (ก.ก.) หลักสำคัญของรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 บัญญัติไว้ชัดเจนที่ให้รัฐสภาทำหน้าที่สำคัญในการให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี คำว่าบุคคลที่สมควรอยากให้ที่ประชุมพิจารณาเป็นสำคัญ ซึ่งนายพิธาที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นไม่สมควรที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

Advertisement

ทั้งนี้ ในฐานะที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาถูกพูดเสมอว่า เราจะไม่เลือกนายพิธาตามมติมหาชนจากประชาชนที่เลือกตั้งมาหรือ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ในการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมาเป็นการเลือกตั้งที่ประชาชนให้คะแนนเลือกแต่ละพรรคการเมืองมาเรียบร้อยแล้ว ถามว่าเราไม่ให้ความเคารพประชาชนหรือ เราให้ความเคารพ แต่การทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาก็แยกส่วนจากเสียงประชาชนที่เลือกตั้งให้ ส.ส.เข้ามาทำหน้าที่ แต่ในส่วนนี้เป็นกระบวนการอีกส่วนหนึ่งเท่านั้น มีคนถามตนว่า ไม่กลัวเสียงพี่น้องประชาชนที่อยู่นอกสภาหรือ ก็ต้องตอบว่ากลัวประชาชน กลัวมาก แต่เป็นการกลัวว่าท่านจะเข้าใจผิดว่าพี่น้องประชาชนจะเข้าใจผิดคิดว่าวุฒิสภาไม่เกรงใจเสียงของประชาชน แต่ด้วยความเกรงกลัวเสียงของพี่น้องประชาชนนั้น เราก็คำนึงถึงการทำหน้าที่ในวุฒิสภา ต้องทำหน้าที่รักษาปกป้องประเทศ รักษาปกป้องสถาบัน

นายเสรีกล่าวต่อว่า ฉะนั้น ความกลัวที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการที่พี่น้องประชาชนจะมารวมตัวกัน กลัวเสียงที่มาข่มขู่ให้ร้ายด่าทอสารพัด ก็กลัวน้อยกว่าสิ่งสำคัญที่เราต้องออกมาปกป้องประเทศ ปกป้องสถาบัน ทั้งนี้ เสียงที่สนับสนุนนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจาก 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลนั้นได้คะแนนถึง 312 เสียง มีประชาชนสนับสนุน 25 ล้านเสียง ขณะที่พรรค ก.ก.นั้นได้คะแนน 14 ล้านเสียงเท่านั้น แต่เมื่อเอาคะแนนมารวมกันแล้วทำให้พี่น้องประชาชนก่นด่าวุฒิสภาว่าเมื่อได้คะแนนเช่นนี้แล้วทำไมจึงไม่ลงคะแนนเสียงให้ ย้ำว่าพรรค ก.ก.ได้คะแนนจากประชาชนแค่ 14 ล้านเสียง อย่าสำคัญว่าตัวเองได้ 30 ล้านเสียง เสียงที่เหลือเป็นของพรรคอื่นที่ประชาชนลงคะแนนให้ และประชาชนที่ลงคะแนนเสียงให้ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลนั้นไม่ได้เลือกนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เขาเลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากแต่ละพรรคที่ไปเซ็นเอ็มโอยูกัน

ยืนยันอีกครั้งว่า วุฒิสภาเคารพเสียงของพี่น้องประชาชน แต่เสียงที่ท่านได้มานั้นไม่ใช่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนที่เลือกพรรคนั้นๆ มา เราต้องทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ที่จะต้องเลือกบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 ที่ห้ามถือหุ้นสื่อ ซึ่งเป็นดุลพินิจของสมาชิกรัฐสภาที่จะพิจารณา ซึ่งการให้ความเห็นชอบ หรือเห็นสมควรอยู่ที่เงื่อนไข คือต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม หากดำเนินการต่อโดยไม่มีคำนึงถึงคุณสมบัติเท่ากับท่านทำผิดรัฐธรรมนูญ

“ผมยืนยันหลักการมาโดยตลอดว่า คนที่จะมาเป็นผู้นำประเทศหรือเข้าไปบริหารประเทศ จะต้องมีพฤติกรรมแสดงออกอย่างชัดเจนในการที่จะไม่ทำการใดๆ ที่จะดูหมิ่น ไม่ปกป้องเชิดชูสถาบัน สิ่งที่ปรากฏชัดในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา แม้จะถูกด่าเราก็ไม่สนใจ แต่ที่เราอยู่เพราะเราต้องการปกป้องบ้านเมือง เราเห็นสถานการณ์นอกสภา มีการทำผิดต่อกฎหมายที่ผ่านมา มีการสร้างสิทธิเสรีภาพให้พี่น้องประชาชนในทางที่ผิด มีการเสนอแนวคิดต่างๆ ให้มีการกระทำที่ละเมิดจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันมากมาย จนท่านต้องออกมาบอกว่าจะแก้ไขมาตรา 112 เพราะมีคนถูกดำเนินคดีมากมาย อ้างว่าช่วยคนที่ถูกดำเนินคดี ซึ่งมาจากการที่ท่านไปสนับสนุนให้เยาวชน ประชาชนทั้งหลายทำแต่สิ่งที่ละเมิดสถาบัน แม้ท่านบอกไม่ได้สนับสนุน แต่ก็มีปรากฏในคลิปต่างๆ ที่ท่านออกไปปลุกปั่นยุยงขึ้นเวทีให้ม็อบต่างๆ บอกจะปฏิรูปสถาบัน ปฏิรูปกระบวนการต่างๆ พูดจาให้ร้ายเรียกพระนามอย่างไม่เคารพ และท่านยังใช้ตำแหน่งไปประกันตัว แทนที่จะไปลดปัญหาแต่กลับเป็นการส่งเสริมให้กระทำการเช่นนี้เพียงเพราะต้องการได้มวลชน แต่กลับทำให้เด็กเสียอนาคต เสียการเรียน ครอบครัวแตกแยก ซึ่งการจะเป็นนายกรัฐมนตรีผมยังไม่เห็นท่านออกมาห้ามปรามสิ่งเหล่านี้ หากท่านไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็ควรต้องออกไปห้าม เมื่อเป็นเช่นนี้จะให้ผมหรือสมาชิกวุฒิสภาไปสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีก็จะผิดวิสัย” นายเสรีกล่าว

นายเสรีกล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ตนจะพูดเผื่อไว้ว่า หากท่านอยากเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วท่านลุกขึ้นมาพูดว่า จะไม่แก้ไขมาตรา 112 แล้ว แต่ตนไม่เชื่อแล้ว และคิดว่าเป็นการหลอกลวง ฉะนั้น ย้ำว่าสิ่งที่ตนพูดมาไม่ได้เกิดจากความไม่ชอบและรู้สึกไม่ดี แต่ตนคิดว่าเป็นหน้าที่และภารกิจสำคัญของการเป็นสมาชิกวุฒิสภา และเสียงที่จะลงมติต่างๆ เราทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่คิดว่า จะไม่เคารพประชาชน หลังการลงมติไปแล้วหากท่านได้เสียงสนับสนุนจากประชาชนจนกระทั่งทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีได้ ตนก็ยินดีด้วย แต่หากเสียงไม่ถึง ท่านต้องไม่แสดงการกระทำอะไรที่เป็นการปลุกปั่นม็อบ

ทั้งนี้ เมื่อท่านไปลงพื้นที่มีคนเรียกท่านว่านายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ตนก็เห็นว่าเป็นความต้องการของประชาชน แต่ไม่อยากเห็นภาพที่ประชาชนก้มกราบท่าน ทำให้คิดว่าประชาชนอยากกราบท่านจริงหรือสร้างภาพ หรือจ้างคนมา ซึ่งไม่สมควรที่จะทำให้เกิดภาพเหล่านี้ขึ้น อย่างไรก็ตาม มีคนเชียร์ท่านเยอะ ตนก็รู้สึกอยู่ลำบากเช่นกัน แต่คนที่เชียร์ท่านจะเลือกคนที่มีคุณสมบัติจะแก้ไขมาตรา 112 ให้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือ ขอให้นำเรื่องเหล่านี้ไปพิจารณาก่อนที่จะออกมาชุมนุม อยากฝากให้พี่น้องประชาชนช่วยกันคิดหาเหตุผลให้หูตาสว่างจะได้ไม่เกิดความรุนแรงขึ้น จึงไม่เห็นด้วยที่จะให้นายพิธาและพรรค ก.ก.บริหารประเทศ