‘พิธา’ ทิ้งท้าย ลุกเสนอตัวเอง เป็นฉันทามติใหม่ คืนความปกติ สู่การเมืองไทย

13.07.23 | 17:36 น.

‘พิธา’ มองเป็นเรื่องธรรมดาที่สิ่งใหม่จะถูกต่อต้านจากสิ่งเก่า ขอ ส.ส.-ส.ว. อย่าให้ความคลางแคลงใจขัดขวางประเทศเดินหน้า ชี้ วันนี้เป็นโอกาสทำงานร่วมกันช่วยพัฒนาประเทศ

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ในการประชุมร่วมรัฐสภา ที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ลุกขึ้นเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) พร้อมกับมีผู้รับรองชื่อถูกต้อง ก่อนเปิดอภิปรายนั้น

ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

จากนั้นเวลา 15.40 น. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ชี้แจงสรุปว่า คำว่าวิสัยทัศน์คือการกำหนดเป้าหมายชัด เพื่อให้องคาพยพต่างๆ เดินไปสู่เป้าหมาย เข้าใจว่าเป้าหมายนั้นมีความท้าทายอะไรที่รอเราอยู่ในฐานะรัฐบาล ขณะเดียวกันให้มองมาที่ตัวเราเองว่าอะไรคือจุดแข็งอะไรคือจุดอ่อน และจะใช้วิธีการอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมายนั้น ซึ่งวันนี้ห่างจากวันที่ประชาชนได้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นเวลา 2 เดือน ตนเชื่อว่า ประชาชนได้เห็นวิสัยทัศน์ของตนผ่านการดีเบตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้น การสื่อสารวันนี้จึงไม่ใช่การสื่อสารกับพี่น้องประชาชนนอกสภาอีกต่อไป

เราจะต้องสื่อสารกับสมาชิกที่อยู่ในสภา 750 คน และต้องสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาว่า ที่จริงแล้วหลังจากที่ได้ฟังการอภิปราย ได้ทำงานกับพวกท่านมาตลอด 4 ปี คิดว่าท้ายที่สุดแล้วเราไม่ได้ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกันในฐานะสมาชิกรัฐสภา การช่วยทำให้สังคมดีขึ้นและการแก้รัฐธรรมนูญในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้กระทั่งการเสนอแก้ไขมาตรา 272 ตนก็ยังจำได้ว่ามี ส.ว.ลุกขึ้นอภิปรายแล้วตอนนั้นปิดสวิตช์ตัวเองถึง 63 คน แต่ตอนนี้งดออกเสียงไม่ได้แล้ว ปิดสวิตช์ตนเองไม่ได้แล้ว เพราะตอนนี้หากจะทำให้การเลือกนายกรัฐมนตรีไปต่อได้ การงดออกเสียงไม่ถือว่า เป็นการปิดสวิตช์ตัวเอง แต่เป็นการที่ไม่สามารถที่จะทำให้การเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ไปต่อได้ แต่ทั้งหมดก็แสดงให้เห็นว่าเรามีอะไรที่เหมือนกันหลายเรื่อง

Advertisement

“ผมคิดว่า วันนี้เป็นประตูแห่งโอกาสที่เราจะสามารถทำงานร่วมกันภายใต้รัฐบาลชุดต่อไปในการแก้ปัญหาที่ท่านจะแก้มาตลอด และความท้าทายใหม่ๆ ที่จะเข้ามาสู่ประเทศไทย ที่เราจะต้องแก้ร่วมกันต่อไป” นายพิธากล่าว

นายพิธากล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ทราบดีว่า ท่านยังมีความคลางแคลงใจในตัวของตน ซึ่งวันนี้แสดงให้เห็นชัดว่า น่าจะเป็นเรื่องนโยบาย จุดยืนเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นส่วนใหญ่ ฟังดูแล้วเป้าหมายของเราทั้งสภาเหมือนกันเพียงแต่วิธีในการประเมินและวิธีการเข้าถึงเป้าหมายนั้นต่างกัน ในมุมมองของตนที่จะทำให้เป้าหมายที่เราเห็นตรงกันคือการธำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่คู่กับประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องไม่อนุญาตให้ใครใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ในการโจมตีทางการเมือง

ตนจึงอยากเชิญชวนทุกท่านให้มองกันยาวๆ ไม่ใช่ในวันนี้แต่ให้มองกลับไปในอดีต ปัจจุบัน อนาคต ว่าหากเรานับย้อนไปถึงปี 2549 ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งของสังคม เราจะเห็นว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนบางกลุ่มมาโดยตลอดเพื่อล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งถึง 2 ครั้ง 2 คราว กลุ่มคนที่มีประโยชน์ส่วนตัวและไม่มีเครดิตทางสังคมล้วนต้องดึงสถาบันมาอ้างอิงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจหรือกลุ่มการเมือง ไม่ใช่พวกเราหรอกหรือที่ผูกสถานการณ์มาถึงปัจจุบันนี้ แล้วให้คนรุ่นใหม่ต้องมารับผิดชอบในสิ่งที่พวกเราพยายามผูกกัน จนมาถึงปัจจุบันมีหลายกลุ่ม

นายพิธากล่าวต่อว่า หลายพวกที่ต้องการสกัดกั้นไม่ให้ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องการให้รัฐบาลเสียงข้างมากตั้งรัฐบาลได้ เพราะเขากำลังจะเสียผลประโยชน์ ก็จงใจดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง วันนี้จึงอยากเชิญชวนวิญญูชนให้มีสติ ไตร่ตรองให้ดีว่าการกระทำเช่นนี้ มีราคา และมีต้นทุนอย่างไรกับสังคม ตนเชื่อว่าถ้าไม่มีใครชูคำขวัญจะสู้เพื่อในหลวงเพื่อโค่นล้มรัฐบาล ถ้าไม่มีการอิงแอบสถาบันเพื่อก่อรัฐประหาร ถ้าไม่มีใครเอาเรื่องการล้มล้างสถาบันมาปลุกปั่นทางการเมืองให้คนเกลียดชังกัน ถ้าเราไม่ใช้มาตรา 112 มาเป็นเครื่องมือทำลายล้างกัน ความขัดแย้งในสังคมคงไม่ถึงจุดนี้

ถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องเผชิญหน้ากับปัญหาใหม่อย่างมีวุฒิภาวะแก้ปัญหาที่ต้นตอด้วยการยุติการนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นประเด็นการเมือง และหากุศโลบายที่จะรักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์อันดีของสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จัดวางพระราชสถานะ พระราชอำนาจให้เหมาะสมสอดคล้องกับสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ ถ้าทำแบบนี้สถาบันพระมหากษัตริย์ที่เรารักถึงจะธำรงอยู่ได้อย่างสง่างามในสังคมไทย

“สุดท้ายผมอยากเสนอตัวเองเป็นฉันทามติใหม่สำหรับความปกติใหม่ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง เป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อสิ่งใหม่เกิดขึ้นย่อมถูกต่อต้านจากสิ่งเก่า สุดท้ายผมเชื่อว่าประเทศไทยจะหาจุดลงตัวได้ที่ไม่มีใครได้ทั้งหมดหรือเสียทั้งหมด ที่เรายอมรับร่วมกันได้ แม้จะไม่เห็นตรงกันทุกเรื่องแต่จะไปถึงจุดนั้นได้เราต้องสร้างสังคมไทยให้พร้อมรับความแตกต่างหลากหลายได้ นี่คือความสำคัญของสังคมไทยที่จะสร้างฉันทามติใหม่ ที่เป็นเรื่องของกระบวนการจัดการความขัดแย้งด้วยขบวนการทางประชาธิปไตย ฉันทามติใหม่ไม่ได้แปลว่าทุกคนในสังคมต้องคิดเหมือนกัน แต่ฉันทามติใหม่ที่เรากำลังจะสร้างร่วมกัน คือการยึดถือกระบวนการที่เป็นธรรมในการตัดสินใจเรื่องสำคัญของสังคม” นายพิธากล่าว

นายพิธากล่าวอีกว่า เราควรนำเรื่องที่ผู้คนเห็นแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปกองทัพ การยกเลิกการผูกขาดทางเศรษฐกิจ การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด กระบวนการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้ การแก้ไขปัญหามาตรา 112 หรืออื่นๆ มาหาข้อยุติร่วมกันโดยใช้กระบวนการในสภา หรือกลไกประชาธิปไตยที่ไม่ใช่เป็นการปะทะกันบนท้องถนน เราต้องบริหารความเห็นต่างไม่ให้เป็นความขัดแย้งด้วยการปกป้องเสรีภาพในการแสดงออก ทำให้เรามีระบบนิติรัฐหรือระบบกฎหมายที่ดี ทำให้การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นเป้าหมายของรัฐ และความมั่นคงของชาติก็คือความมั่นคงของประชาชน ไม่ใช่มองประชาชนเป็นศัตรูของรัฐ สิ่งที่เรากำลังจะร่วมกันทำในวันนี้ไม่ใช่ลงมติเลือกนายพิธา ไม่ใช่การลงมติเลือกพรรคก้าวไกล แต่คือการเลือกยืนยันหลักการประชาธิปไตยในระบบกลไกหลักในการตัดสินใจร่วมของสังคม

“นี่ไม่ใช่การลงมติเลือกผม ไม่ใช่การเลือกพรรคแต่เป็นการให้โอกาสกับประเทศ คืนความปกติให้กับการเมืองไทยให้สามารถที่จะบอกว่าฉันทามติของคนทั้งประเทศได้ตัดสินใจแล้วคือ การตัดสินประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่ผมไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว ต้องอาศัยการตัดสินใจของสมาชิกรัฐสภาที่ยึดหลักการ กล้าหาญ และเห็นแก่อนาคตของชาติที่มีประชาชนเป็นหัวใจ ผมขอเชิญทุกท่านอย่าให้ความคลางแคลงใจใดที่ท่านมีต่อผมมาขวางกั้นประเทศไทยไม่ให้เดินต่อ ตามเสียง และเจตนารมณ์อันแรงกล้าของประชาชน ขอให้การตัดสินใจของท่านสะท้อนความหวังของประชาชน และความหวังของตัวท่านเอง อย่าให้สะท้อนในความกลัว” นายพิธากล่าว