กมธ.ท่องเที่ยว ลุยฟื้นแหล่งท่องเที่ยวรกร้าง เตรียมวางแนวทางพัฒนา แก้ปัญหา-หน่วยงานที่รับผิดชอบให้ชัด บูรณาการทุกภาคส่วน จับมือท้องถิ่น พัฒนาให้กลับมาสร้างรายได้ให้ชุมชน-ประเทศ
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร ส.ส.นครปฐม พรรคกล้าธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ในการประชุมกมธ.ฯเมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้หารือแนวทางฟื้นฟูและการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวที่ถูกทิ้งร้าง โดยเชิญกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมศิลปากร มาให้ข้อมูล โดยผู้อำนวยการองค์การบริหารพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน(อพท.)ให้ข้อมูลว่า ปัญหาแหล่งท่องเที่ยวที่ถูกทิ้งร้างส่วนใหญ่เกิดจากภายหลังการก่อสร้าง และส่งมอบสิ่งปลูกสร้างให้กรมธนารักษ์แล้วไม่มีหน่วยงานเข้าไปขอใช้ประโยชน์หรือรับผิดชอบดูแลชัดเจน เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)บางแห่งมีข้อจำกัดด้านงบประมาณการบำรุงรักษา อีกทั้งขั้นตอนกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินราชพัสดุ ทำให้บางพื้นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ
พ.ท.สินธพ กล่าวว่า อพท.ยังให้ข้อมูลอีกว่า ที่ผ่านมากรมการท่องเที่ยวได้แก้ไขโดยจัดทำเอ็มโอยูกับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อกำหนดผู้รับผิดชอบ ส่วนการให้ อพท.เข้าไปบริหารจัดการพื้นที่ต้องเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีแผนยุทธศาสตร์รองรับ ทั้งการบริหารพื้นที่ บุคลากร ทรัพย์สิน และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาและใช้ประโยชน์พื้นที่ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
พ.ท.สินธพ กล่าวต่อว่า หน่วยงานที่มาชี้แจงได้หารือว่า แหล่งท่องเที่ยวที่ถูกทิ้งร้าง จำเป็นต้องตรวจสอบสถานะของพื้นที่ก่อนว่า อยู่ในพื้นที่ป่าและได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์อย่างถูกต้องหรือไม่ แบ่งเป็น 2กรณีคือ ได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์และมีสิ่งปลูกสร้าง หน่วยงานเจ้าของทรัพย์สินต้องเป็นผู้บริหารจัดการดูแล บำรุงรักษา หากไม่ประสงค์ดำเนินการต่อ สามารถโอนทรัพย์สินให้หน่วยงานเจ้าของพื้นที่ตามระเบียบกรมธนารักษ์ ส่วนกรณีไม่ได้รับอนุญาตหรือมีการบุกรุกพื้นที่ ต้องดำเนินคดี รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างให้แล้วเสร็จ จึงสามารถพัฒนาพื้นที่ต่อได้ ส่วนแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นโบราณสถาน และแหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอยู่ภายใต้การดูแลของกรมศิลปากร ซึ่งในฐานข้อมูลปัจจุบันมีโบราณสถาน 8,500แห่ง จึงต้องบริหารจัดการตามความเหมาะสม เนื่องจากโบราณสถานมีเป็นจำนวนมาก การดูแลโดยกรมศิลปากรหน่วยงานเดียวอาจไม่ทั่วถึง จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากเครือข่ายในพื้นที่ ได้แก่ อาสาสมัครดูแลมรดกทางศิลปวัฒนธรรม อปท.ฝ่ายปกครอง เป็นต้น
ประธานกมธ.ท่องเที่ยว กล่าวอีกว่า กมธ.ฯมีข้อสังเกตว่า ปัญหาสำคัญไม่ได้เกิดจากการขาดงบประมาณอย่างเดียว แต่เกิดจากข้อจำกัดด้านโครงสร้างการบริหารจัดการ ความไม่ชัดเจนของหน่วยงานผู้รับผิดชอบ และการก่อสร้างโครงการ ไม่มีแผนการบริหารจัดการหลังการส่งมอบ รวมถึงข้อจำกัดทางกฎหมายในพื้นที่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เช่น ป่าไม้ อุทยานแห่งชาติ โบราณสถาน อปท. ส่งผลให้บางพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างบูรณาการ ให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการสร้างงาน สร้างรายได้ ทั้งในชุมชนและระดับชาติ โดยกมธ.มอบหมายให้มีการประสานงานดำเนินการเรื่องดังกล่าวให้เกิดความชัดเจนต่อไป


