กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แจงปมจับทหารพรานพกปืนช่วงลาพัก ชี้ควรกำหนดแนวปฏิบัติร่วม ย้ำทุกฝ่ายยึดหลักกฎหมาย
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 พ.อ.เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า จากกรณีอาสาสมัครทหารพราน สังกัดหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 48 ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงจับกุมในข้อกล่าวหา “พกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีเหตุอันควรจำเป็นอันเร่งด่วนหรือสมควรแก่พฤติการณ์” ระหว่างเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงลาพักนั้น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมอบหมายให้หน่วยต้นสังกัดดำเนินการให้ความช่วยเหลือกำลังพลตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเต็มที่

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น พบว่า อาสาสมัครทหารพรานรายดังกล่าวเดินทางกลับภูมิลำเนาด้วยรถยนต์ส่วนตัว และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงในการเข้ารับการตรวจค้นโดยไม่มีพฤติการณ์หลบหนีหรือขัดขืน เจ้าหน้าที่ตรวจพบอาวุธปืนและเครื่องกระสุน ซึ่งจัดเก็บแยกจากกัน ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ต่อมาผู้ถูกกล่าวหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว และจะเข้าพบพนักงานสอบสวนตามกำหนดนัด โดยหน่วยต้นสังกัดได้จัดเจ้าหน้าที่ฝ่ายนิติการเข้าร่วมให้การสนับสนุน พร้อมนำเอกสารรับรองการเป็นกำลังพลและเอกสารที่เกี่ยวข้องประกอบการชี้แจงข้อเท็จจริง
พ.อ.เอกวริทธิ์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณาร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคง เนื่องจากกำลังพลในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเผชิญภัยคุกคามต่อชีวิตและความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงลาพักหรือระหว่างการเดินทางกลับภูมิลำเนา ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายตามอำนาจหน้าที่ ดังนั้น การมีแนวปฏิบัติร่วมที่ชัดเจน จะช่วยให้การปฏิบัติหน้าที่ของทุกฝ่ายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้หลักนิติรัฐและหลักนิติธรรม
พร้อมกันนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอให้ประชาชนติดตามข้อเท็จจริงจากข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว และขอความร่วมมือหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นที่อาจสร้างความเข้าใจผิด หรือก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานของรัฐ เนื่องจากทุกหน่วยงานต่างมีภารกิจร่วมกันในการรักษาความมั่นคงของประเทศ คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน และดำเนินงานภายใต้กรอบของกฎหมาย เพื่อประโยชน์สูงสุดของส่วนรวม
นอกจากนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยังแสดงความเชื่อมั่นว่า การสร้างความเข้าใจร่วมและการกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนภายใต้กรอบของกฎหมาย จะช่วยให้การปฏิบัติหน้าที่ของทุกหน่วยงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ลดความคลาดเคลื่อนในการบังคับใช้กฎหมาย รักษาขวัญกำลังใจของกำลังพล และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่าย

