หน้าแรก การเมือง นพดล หนุนนายก...

นพดล หนุนนายกฯ คุมปืนถึงต้นตอ ชง 5 แนวทางตัดวงจรปืนเถื่อน

13.08.26 | 13:45 น.
นพดล

นพดล หนุน คุมปืนถึงต้นตอ วอนหยุดเถียงยิงโจรในบ้านผิดไหม ชี้เป้าหมายคือลดสูญเสียชีวิต เสนอ 5 ข้อตัดวงจรปืนเถื่อน ย้ำปืนถูกกฎหมาย ต้องบริหารวงจรชีวิตปืน แนะหากจับผู้ครอบครองปืนได้ไม่ควรเป็นจุดจบ แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการสาวไปถึงเครือข่าย

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้แทนภาคประชาชน ประธานคณะอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน และอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท วิชานวัตกรรมสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
กล่าวถึงข้อถกเถียงประเด็นยิงโจรเข้าบ้านผิดหรือไม่ ว่า คิดว่ามีคำถามที่ใหญ่กว่านั้น และอาจสำคัญมากกว่าความปลอดภัยของคนไทยทั้งประเทศนั่นคือเราจะทำอย่างไร ไม่ให้ปืนถูกนำมาใช้จนมีคนต้องเสียชีวิตตั้งแต่แรก และการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หยิบเรื่องการควบคุมอาวุธปืนขึ้นมาพูดอย่างจริงจัง ตนเห็นว่าเป็นจังหวะสำคัญที่เราควรเข้าถึง สาระสำคัญที่นายอนุทิน อาจจะต้องการสื่อคือ ควรห่างปืนไว้และไม่ควรทำให้สังคมเข้าใจว่า การมีปืน เท่ากับ การมีสิทธิยิงคนได้ แต่ในทางกฎหมายต้องแยกให้ชัดว่า การยิงผู้บุกรุกไม่ได้ผิดทุกกรณีและไม่ได้ถูกทุกกรณี หากเป็นการป้องกันตนเองหรือผู้อื่นจากภยันตราย และพอสมควรแก่เหตุ


ผศ.ดร.นพดล กล่าวต่อว่า กฎหมายไทยมีหลักการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายรองรับ ตนขอสนับสนุนการรักษาเจตนารมณ์นโยบายคุมปืนของนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกันก็ไม่กระทบสิทธิในการป้องกันตนเองที่กฎหมายรับรอง ซึ่งคิดว่าเป็นจุดสำคัญมากในการสื่อสารนโยบายคุมปืนครั้งนี้ เราควรจะหันหน้ามาช่วยกันต่อยอดนโยบายนี้ให้ไปไกลกว่าและให้มากกว่าการถกเถียงว่า ยิงโจรในบ้านผิดหรือไม่ผิด ดังนั้นต้องแยก 2 เรื่องออกจากกัน คือ สิทธิในการป้องกันตัว กฎหมายไทยไม่ได้บอกว่า เมื่อโจรเข้าบ้านแล้วเจ้าของบ้านยิงจะผิดทุกกรณี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ยอมรับสิทธิในการป้องกันตนเองหรือผู้อื่น หากกำลังเผชิญภยันตรายที่ผิดกฎหมายและใกล้จะถึง และการป้องกันนั้นพอสมควรแก่เหตุ ดังนั้นต้องดูข้อเท็จจริงเป็นกรณี ๆ ไป และการที่รัฐจะอนุญาตให้ประชาชนมีปืนหรือไม่ การที่ประชาชนมีสิทธิป้องกันตนเอง ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนต้องมีสิทธิได้รับอนุญาตให้มีปืนเพื่อป้องกันตัว

“สิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมาก แนวทางของสิงคโปร์แยกสองเรื่องนี้ค่อนข้างชัด คือ ประชาชนมีสิทธิป้องกันตนเองตามกฎหมาย แต่การยื่นขอมีปืนโดยให้เหตุผลว่า ต้องการมีไว้เพื่อป้องกันตัว ไม่ใช่เหตุผลที่ได้รับอนุมัติใบอนุญาตปืน ตรงนี้ทำให้ประเทศไทยน่าจะกลับมาถามคำถามพื้นฐานที่สุดว่า รัฐควรอนุญาตให้คนคนหนึ่งมีปืนด้วยเหตุผลอะไร นี่คือต้นทางของการควบคุมปืน จากนั้นต้องถามต่อว่า เมื่ออนุญาตแล้ว เราดูแลปืนกระบอกนั้นอย่างไร สมมติวันนี้ นาย ก. ผ่านการตรวจสอบและได้รับอนุญาตให้มีปืนอย่างถูกต้อง เรื่องไม่ควรจบในวันที่ออกใบอนุญาต รัฐควรรู้ต่อว่า ปืนกระบอกนั้นยังอยู่กับนาย ก. หรือไม่ ถูกเก็บอย่างปลอดภัยหรือไม่ ถูกขายหรือโอนไปให้ใครหรือไม่ สูญหายหรือถูกขโมยหรือไม่ บุคคลอื่นในบ้านสามารถหยิบไปใช้ได้หรือไม่ และหากวันหนึ่งเจ้าของปืนมีพฤติการณ์เสี่ยงร้ายแรง ระบบจะรับรู้และดำเนินการตามกฎหมายได้เร็วเพียงใด” ผศ.ดร.นพดล กล่าว

นพดล

Advertisement

ผศ.ดร.นพดล กล่าวต่อว่า นี่คือสิ่งที่ตนเรียกว่า “การบริหารวงจรชีวิตอาวุธปืน” ไม่ใช่ออกใบอนุญาตแล้วจบ แต่ต้องดูตั้งแต่ ขออนุญาต ได้ปืน ครอบครอง เก็บรักษา พกพา โอน สูญหายหรือถูกขโมย ใช้ในคดี สิ้นสุดหรือเพิกถอนสิทธิ

พูดง่าย ๆ คือ ปืนถูกกฎหมาย ต้องรู้ว่าอยู่กับใคร และอยู่ที่ไหน แล้วปืนเถื่อน ก็ต้องทำอีกทางหนึ่งพร้อมกัน เพราะต่อให้เราจัดระบบปืนถูกกฎหมายดีเพียงใด แต่ถ้าปืนเถื่อนยังซื้อขายกันง่าย ปัญหาก็ไม่จบ ตนจึงเสนอว่า อย่าหยุดเพียงคำว่า “กวาดล้างปืนเถื่อน” เมื่อจับปืนเถื่อนได้หนึ่งกระบอก ต้องถามต่อทันทีว่า ปืนมาจากไหน ใครขาย ใครผลิต ใครนำเข้า ผ่านมือใครบ้าง เงินไปที่ใคร และเคยใช้ก่อเหตุอื่นมาก่อนหรือไม่ ดังนั้นจับผู้ครอบครองปืนหนึ่งคนไม่ควรเป็นจุดจบ แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการสาวไปถึงเครือข่าย

ผศ.ดร.นพดล กล่าวว่า ตนจึงเสนอ หลัก 5 ตัดวงจรปืนเถื่อน ด้วยว่า 1.ตัดต้นทาง ปิดการผลิต ดัดแปลง ประกอบ และนำเข้าผิดกฎหมาย 2. ตัดตลาด สาวจากผู้ซื้อไปถึงผู้ขาย ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และเครือข่ายการเงิน 3.ตัดการรั่วไหล ป้องกันปืนถูกกฎหมายสูญหาย ถูกขโมย หรือหลุดเข้าสู่ตลาดมืด 4.ตัดวงจรด้วยนิติวิทยาศาสตร์ ปืนที่พบในคดีต้องตรวจและเชื่อมโยงกับคดีอื่น เพื่อสาวกลับไปถึงต้นทาง และ5.ตัดแรงจูงใจและดึงปืนออกจากสังคม โดยใช้มาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมเพื่อดึงปืนผิดกฎหมายออกมา และทำลายของกลางอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้

ผศ.ดร.นพดล กล่าวต่อว่า ตนคิดว่าแค่นี้ก็ยังไม่พอ เราต้องรู้ก่อน ที่เสียงปืนจะดัง ลองคิดดูว่า หลายเหตุการณ์ก่อนจะกลายเป็นความรุนแรง มักมีสัญญาณบางอย่างมาก่อน อาจเป็นการข่มขู่ ความขัดแย้งรุนแรง การโพสต์ข้อความคุกคาม พฤติการณ์อันตราย การเข้าถึงอาวุธของคนที่ไม่ควรเข้าถึง หรือข้อมูลจากครอบครัว โรงเรียน เพื่อนบ้านและชุมชน คำถามคือ ใครเห็นสัญญาณเหล่านี้ แจ้งใคร แจ้งแล้วใครรับผิดชอบ และรัฐเข้าไปป้องกันได้เร็วเพียงใด

ผศ.ดร.นพดล กล่าวต่อว่า นี่คือเหตุผลที่ตนเสนออีกระบบหนึ่งควบคู่กับการควบคุมปืน คือ “ระบบสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุ” อยากให้จำง่ายๆ เพียง 5 คำ รู้คน รู้ปืน รู้ความเสี่ยง รู้พื้นที่ รู้สัญญาณ ทั้งหมดนี้ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ผมคิดว่า นี่คือจุดที่เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดอีกเรื่องหนึ่ง ความสำเร็จของนโยบายปืน ไม่ควรวัดเพียงว่า ปีนี้ยึดปืนได้กี่กระบอก เพราะถ้ายึดปืนได้มาก แต่เหตุยิงยังเกิดขึ้น ประชาชนยังเสียชีวิต และปืนเถื่อนยังหาซื้อได้ง่าย เราก็ยังไม่ถึงเป้าหมาย ซึ่งตัวชี้วัดที่สำคัญกว่าคือ ปืนเถื่อนเข้าสู่ตลาดยากขึ้นหรือไม่ ปืนถูกกฎหมายหลุดออกจากระบบลดลงหรือไม่ สาวถึงเครือข่ายค้าอาวุธได้มากขึ้นหรือไม่ พื้นที่เสี่ยงปลอดภัยขึ้นหรือไม่ รัฐตอบสนองต่อสัญญาณเตือนได้เร็วขึ้นหรือไม่ และที่สำคัญที่สุด ประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอาวุธปืนลดลงหรือไม่

“เพราะสุดท้ายแล้ว เราไม่ได้คุมปืนเพื่อคุมปืน แต่เราคุมปืนเพื่อคุ้มครองชีวิตของประชาชน ผมจึงสนับสนุนให้นโยบายควบคุมอาวุธปืนของนายกฯ แต่ต้องเดินต่อให้ครบทั้งระบบ คือจาก “คุมการพก” สู่ “คุมทั้งวงจรชีวิต” จาก “จับปืนเถื่อน” สู่ “ทำลายเครือข่ายปืนเถื่อน” จาก “เกิดเหตุแล้วสอบสวน” สู่ “เห็นสัญญาณเสี่ยงแล้วป้องกัน”และจาก “ยึดปืนให้ได้มากที่สุด” สู่ “ช่วยคุ้มครองชีวิตประชาชนให้ได้มากที่สุด” เพื่อสร้างระบบให้ประชาชนยังมีสิทธิป้องกันตนเองตามกฎหมาย ขณะเดียวกันปืนไปถึงมือคนที่จะใช้ก่อเหตุได้ยากที่สุด และรัฐสามารถมองเห็นอันตรายได้ก่อนที่เสียงปืนจะดัง” ผศ.ดร.นพดล กล่าว