‘อนุทิน’ พบ 76 คณะทูต ชูไทย ‘เปิดกว้าง-เชื่อมโลก-โตไปด้วยกัน’ ใช้การทูตเปิดประตูลงทุน-เทคโนโลยี
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 4 ก.ย. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล คณะเอกอัครราชทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทย รวม 76 คน เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในโอกาสพบปะคณะทูตและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ พร้อมรับฟังวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลไทย

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับคณะทูตและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเอกอัครราชทูตที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของการพบปะครั้งนี้ ซึ่งเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างความรู้จัก และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างคณะทูตกับรัฐบาลไทย เพื่อร่วมกันต่อยอดความสัมพันธ์ไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม

นายกฯ ได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางของประเทศไทยว่า ไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลจึงเดินหน้าปฏิรูปภาครัฐควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เทคโนโลยีใหม่ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง พร้อมเตรียมความพร้อมสู่การเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อยกระดับมาตรฐาน กฎระเบียบ และสถาบันของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในระยะยาว

นายกฯ เน้นย้ำว่า นโยบายต่างประเทศต้องมีส่วนเปิดโอกาสใหม่ให้แก่ประเทศและประชาชน โดยรัฐบาลมองความสัมพันธ์กับมิตรประเทศไม่เพียงในมิติทางการทูต แต่เป็น “ประตูสู่โอกาส” ทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี องค์ความรู้ ตลาด และการพัฒนาทุนมนุษย์ ไทยจึงต้องการก้าวจากความสัมพันธ์ที่มุ่งเน้นเพียงการซื้อขายสินค้าและบริการ ไปสู่การร่วมคิด ร่วมลงทุน และสร้างสิ่งใหม่ไปด้วยกัน โดยเฉพาะในสาขาที่จะกำหนดอนาคตของเศรษฐกิจโลก อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมขั้นสูง อาหาร และสุขภาพ

ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพ เปิดกว้าง และพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศ โดยให้ความสำคัญกับมิตรภาพ ความไว้วางใจ และความเป็นหุ้นส่วน พร้อมเชิญชวนคณะทูตใช้โอกาสในการพบปะกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมาชิกคณะรัฐมนตรี และผู้แทนการค้าไทย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อเสนอและค้นหาโอกาสใหม่ ๆ ที่สามารถนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างไทยกับแต่ละประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับการดำเนินงานด้านการต่างประเทศในระยะต่อไป นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงภารกิจสำคัญของไทย ทั้งการเดินทางไปนครนิวยอร์กเพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ และการประชุม Pre-COP ที่ประเทศฟิจิในเดือนกันยายน การเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ณ กรุงเทพมหานคร ในเดือนตุลาคม ตลอดจนการประชุมสุดยอดอาเซียนในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งรัฐบาลจะใช้เวทีเหล่านี้ในการสื่อสารศักยภาพของประเทศไทย ขยายความร่วมมือ และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ประเทศ

นายกฯ กล่าวปิดท้ายว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับทุกประเทศ และพร้อมทำงานร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศเพื่อ “เติบโตไปด้วยกัน” พร้อมเสริมสร้างความยืดหยุ่น ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
การพบปะครั้งนี้สะท้อนทิศทางการต่างประเทศของรัฐบาลที่มุ่งรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศ ควบคู่กับการใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการพัฒนาประเทศ พร้อมแสดงบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนที่พร้อมร่วมรับมือกับความท้าทายและเติบโตไปกับประชาคมระหว่างประเทศ

หลังจากนั้น นายกฯ เป็นประธานในพิธีมอบเงิน จำนวน 7 ล้านบาท พร้อมสิ่งของเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยพิบัติในเนปาล ให้กับเอกอัครราชทูตเนปาลประจำประเทศไทย




