ยศชนัน ดันไทยลุยตลาดอวกาศโลก ชี้อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ใหม่ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว จะเปลี่ยนโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปตลอดกาล
วันที่ 4 กันยายน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA และคณะผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยมหิดล (TIME Labs) ได้จัดงานประชุมเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ 2 ภายใต้ “โครงการศึกษาวิจัยแนวทางการส่งเสริมการตลาดสำหรับชิ้นส่วนดาวเทียม” ณ โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการชั้นนำเข้าร่วมอย่างคับคั่ง เพื่อร่วมกันวาง Roadmap นำพาภาคอุตสาหกรรมไทยทะยานสู่ห่วงโซ่อุปทานอวกาศโลก (Global Space Supply Chain)

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้กล่าวในพิธีเปิดและปาฐกถาพิเศษอย่างน่าสนใจว่า “อุตสาหกรรมอวกาศและดาวเทียมในปัจจุบันมิได้เป็นเพียงอุตสาหกรรมเฉพาะทางที่จำกัดอยู่ในวงแคบอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ประเทศชั้นนำทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ โดยเทคโนโลยีอวกาศก้าวขึ้นเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคงของประเทศ
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวง อว. มุ่งมั่นสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพด้านอวกาศผ่านโครงการสำคัญอย่างดาวเทียม THEOS-3 ที่วิศวกรไทยออกแบบ พัฒนาเองทั้งหมดและใช้โครงสร้างพื้นฐานในประเทศ เพื่อสร้างขีดความสามารถด้านกำลังคน และการต่อยอด โครงสร้างพื้นฐานด้านการประกอบและทดสอบดาวเทียมของประเทศ ซึ่งถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของไทยให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานเพียงลำพังยังไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้อย่างยั่งยืน
“อุตสาหกรรมนี้จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ มาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ตลอดจนการวางแผนด้านการตลาดอย่างเป็นระบบ โครงการศึกษาวิจัยแนวทางการส่งเสริมการตลาดสำหรับชิ้นส่วนดาวเทียมในวันนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาศักยภาพผู้ประกอบการไทย การวิเคราะห์ตลาดเป้าหมายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านการตลาดสำหรับชิ้นส่วนดาวเทียมของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA เปิดเผยว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศไทยให้ยั่งยืนนั้น ต้องเริ่มต้นจากการสร้างขีดความสามารถในการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งโครงการดาวเทียม THEOS-3 จะเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ โดยสามารถ ผลิตชิ้นส่วนดาวเทียม ในประเทศ (Local Content) ได้เกิน เป้าหมายที่ตั้งไว้ไปแล้ว ประกอบด้วย แผงโซล่าเซล โครงสร้างอลูมิเนียม คาร์บอนไฟเบอร์ ระบบกระจายพลังงาน ซอฟแวร์การบิน ซอฟแวร์ระบบภาคพื้นดิน เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพที่แท้จริงของภาคอุตสาหกรรมไทย และความเป็นไปได้สูงในการก้าวเข้าสู่ตลาดอวกาศระดับโลก
“เป้าหมายต่อไปของเราไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศเท่านั้น แต่ต้องทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ และแข่งขันได้ในระดับสากล พร้อมสามารถส่งออกสินค้าไปสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม การประชุมในครั้งนี้จึงเป็นการต่อยอดจากการสร้างศักยภาพ ไปสู่การสร้างตลาดและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง”
ผู้อำนวยการ GISTDA ยังได้เปิดเผยถึงข้อมูลผลการศึกษาระยะที่ 1 อีกว่า ตลาดอวกาศโลกในปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 613,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578 ซึ่งประเทศไทยถือว่ามีความพร้อมและได้เปรียบเนื่องจากมีฐานอุตสาหกรรมเดิมที่แข็งแกร่งเป็นทุนเดิม ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โลหะการ และวัสดุขั้นสูง ภาคส่วนเหล่านี้สามารถนำความเชี่ยวชาญมาต่อยอดและยกระดับไปสู่การผลิตชิ้นส่วนและระบบย่อยของดาวเทียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการดำเนินงานที่ผ่านมา จากการประชุมครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่มีผู้แทนจาก 18 องค์กรเข้าร่วม ได้นำไปสู่การกำหนดแนวทางการพัฒนาผู้ประกอบการแบบเป็นขั้นตอน (Step-by-Step) โดยเริ่มจากการผลักดันให้ไทยเข้าเป็น Tier 2–3 Supplier ในกลุ่มชิ้นส่วนและระบบย่อยก่อน แล้วจึงค่อยยกระดับไปสู่การผลิตระบบดาวเทียม การประกอบดาวเทียม และธุรกิจในห่วงโซ่อุตสาหกรรมอวกาศด้านอื่นๆ รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือ เพื่อประเมินศักยภาพและช่องว่างของผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นระบบ ที่ต้องการวัดในทุกมิติ อาทิ มาตรฐาน ความพร้อมส่วนผลิต ความพร้อมของผู้ประกอบการและบุคลากร และประสบการณ์ในการมีส่วนร่วมหรือผลิตชิ้นส่วนอวกาศ เป็นต้น
ในการประชุมเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ 2 นี้ ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมกันวิเคราะห์ศักยภาพ ความต้องการของตลาด ตลอดจนอุปสรรคและมาตรการสนับสนุนที่จำเป็น เพื่อนำข้อคิดเห็นทั้งหมดไปสังเคราะห์เป็น “ข้อเสนอเชิงนโยบายและแผนส่งเสริมอุตสาหกรรมชิ้นส่วนดาวเทียมไทย” ที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยี การผลิต การทดสอบและรับรองมาตรฐาน ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศ ซึ่งนี่คือหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ว่า ประเทศไทยกำลังก้าวจากการเป็นเพียง “ผู้ใช้งาน” เทคโนโลยีอวกาศ มาสู่การเป็น “ผู้ผลิตและส่งออก” นวัตกรรมอวกาศสู่ตลาดโลกอย่างภาคภูมิ
การที่ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นส่วนสำคัญของ Global Space Supply Chain อย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต จะเปิดประตูโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ในตลาดอวกาศโลกที่มีมูลค่ามหาศาล ที่กำลังเปิดกว้างรับชิ้นส่วนและนวัตกรรมฝีมือคนไทย ความสำเร็จของ Local Content ในดาวเทียม THEOS-3 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของก้าวที่ยิ่งใหญ่ ที่จะเปลี่ยนประเทศไทยให้กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเทคโนโลยีอวกาศแห่งใหม่ของภูมิภาค
การผนึกกำลังกันระหว่างกระทรวง อว., GISTDA, สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน จึงเป็นสัญญาณอันดีที่แสดงให้เห็นว่า ไทยพร้อมแล้วที่จะสู้ในเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ อนาคตของอุตสาหกรรมอวกาศไทย จึงไม่ใช่เรื่องของพรุ่งนี้ แต่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างเป็นรูปธรรมในวันนี้
คำถามสำคัญต่อจากนี้ คือ ภาคเอกชนและผู้ประกอบการไทยจะสามารถคว้าโอกาสทองจากเค้กชิ้นใหญ่ในตลาดโลกนี้ได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเชื่อมโยงและขับเคลื่อนไปพร้อมกันได้อย่างเป็นระบบ



