หน้าแรก การเมือง วงเสวนากมธ. ร...

วงเสวนากมธ. รุมบี้กกต. ส่งศาลฎีกา พิสูจน์คดีฮั้วส.ว. โคทมเตือนอย่าเอาใบบัวปิดช้างตาย

11.09.26 | 19:09 น.

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จัดเสวนา ‘วิกฤตศรัทธา (สภา) สูง’ รุมจี้ กกต.แจงปมคดีฮั้ว สว. ‘โคทม’ เตือนอย่าเอาใบบัวปิดช้างตาย ‘มุนินทร์’ ย้ำต้องส่งศาลพิสูจน์ ‘สฤณี’ ชี้ส่งศาล 229 คน

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 11 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร จัดงานเสวนา “วิกฤตศรัทธา (สภา) สูง โอกาสและความท้าทายในการเมืองไทย” ร่วมเสวนา โดย นายชยพล สท้อนดี ส.ส.กทม. พรรคประชาชน นายโคทม อารียา อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ และ นายมุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดี และอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


โดย นายชยพล กล่าวว่า คดีฮั้วส.ว. ที่คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมวินิจฉัยว่าจะส่งศาลหรือไม่ ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ตนมองว่า กกต. จะไม่ส่งทั้งหมดทั้ง 229 คนเลย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นข้อมูลที่ตนมีเป็นจำนวนมากก็พร้อมที่จะเปิดเผยต่อสาธารณะ สามารถจับมาเล่นและสร้างความสนใจในสังคมได้เป็นปี

นายโคทม กล่าวว่า สำหรับกระบวนการเลือก ส.ว. ยอมรับว่าแพ้รู้เขา เพราะเขาก็มีความสามารถในการจัดตั้ง เมื่อจัดตั้งมาแล้วได้ผลก็เป็นธรรมดาที่เขาจะต้องพยายามปกป้องกระบวนการที่ผ่านมา ใครที่พยายามจะปกป้องกระบวนการที่ผ่านมา ก็แสดงว่าอยู่ในส่วนที่ได้ประโยชน์จากกระบวนการเลือก แม้ตนจะมีบางอย่างที่ข้องใจกับ กกต. แต่ตอนนี้ตนอยากเห็นเจตนารณ์ปกป้องความถูกต้อง ต้องส่งสำนวนไต่สวนเท่าที่เห็นว่าเรียบร้อย อาจไม่ใช่ส่งฟ้องทั้ง 229 คนต่อศาลฏีกา เพราะการพิจารณาประเด็นที่ควรเชื่อได้ว่า ไม่ใช่อำนาจของกกต.ที่จะวินิจฉัย ทั้งนี้กฎหมายกำหนดว่าผู้สมัคร หรือผู้ใดที่ทำให้กระบวนการเลือก ส.ว.ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ผู้ใดนั้นอาจเป็นผู้ช่วย ส.ส.ที่โอนเงิน หากเชื่ออย่างนั้นควรส่งเรื่องให้ศาลวินิจฉัย ซึ่งผู้ใดนั้น ตนมองว่ารวมถึงนักการเมืองด้วย เพราะเป็นบุคคล

“ผมเดาความรู้สึกกกต. ว่าวันที่ 14 กันยายนนี้ จะเลือกให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคุ้มครอง หรือให้ประชาชนจะคุ้มครอง ซึ่งช้างตายทั้งตัวจะเอาใบบัวปิดมิดหรือไม่ หากประชาชนรู้สึกว่าเรื่องที่สาหัสยังอยู่ได้ ก่อนหน้านี้มีรัฐประหาร แต่ปัจจุบันคือค่อยรับประทาน เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ซึ่งผมหวังว่าไม่ควรออกมาทางนี้ และทางที่ควรออกคือ นำสำนวนของอนุกรรมการที่ 26 หากเชื่อได้เพียง 10% ขอให้ส่งศาล หากไม่ส่ง เรื่องอาจบานปลาย สังคมควรผ่อนหนักผ่อนเบา อย่ากินรวบอำนาจ เพราะทุกคนอยากมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศแบบเสมอภาคกัน” นายโคทม กล่าว

Advertisement

ด้านนายมุนินทร์ กล่าวว่า กระบวนการตรวจสอบการสุจริต เที่ยงธรรมการได้มาของ สว. เป็นหน้าที่ศาลฏีกา ส่วน กกต.เป็นผู้ประเมินพยานหลักฐานทั่วไป ดังนั้น การพิสูจน์ว่ากระทำผิดหรือไม่อยู่ในชั้นของศาลฏีกา ส่วนกรณีที่มีสังคมมองว่ามีกระบวนการที่กกต. ไม่สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 229 ในคดีฮั้ว สว. ยิ่งน่าสงสัยว่าพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นนั้นเป็นจริง

“มีคนพยายามตีความผิดจากกฎหมาย หรือปกป้องการทำงานที่ไม่โปร่งใสของ กกต. ยิ่งทำให้คนคิด หรือเชื่อว่าพยานหลักฐานน่าจะจริง หากไม่จริงต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ ความพยายามดึงเวลายิ่งสงสัยพยานหลักฐานจากที่เคยสงสัย 70% จะกลายเป็น 100% แต่ไม่ว่าจะสงสัยระดับใด ต้องเข้าสู่การพิสูจน์ของศาลแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อให้คนที่ถูกกล่าวหาได้พิสูจน์ตัวเอง” นายมุนินทร์ กล่าว

นายมุนินทร์ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ที่พบว่า กกต.ได้วางกรอบตีความกฎหมาย เพื่อจำกัดนิยามคำว่าควรเชื่อ เพื่อทำให้คนไม่เชื่อ ชัดเจนว่าเป็นการทำงานที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมาย ดังนั้น กกต. ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง และทำงานภายใต้ความรับผิดชอบ หากไม่ทำให้ถูกต้องตามกฎหมายจะเท่ากับทำละเมิดกฎหมาย เกิดความเคลือบแคลงต่อการทำงานของ กกต. ตนมองว่าคดีที่เกิดขึ้นคนที่ตัดสินคือ ศาล ส่วนในวันที่ 14 กันยายน ตนวิเคราะห์หากกกต.ไม่ส่งเรื่อง หรือ ส่งบางส่วน อาจมีคนยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อทบทวนมติของกกต.

ขณะที่ น.ส.สฤณี กล่าวว่า หากดูเรื่องการเงินจะมี 2 เรื่องคือแรงจูงใจทางการเงินกับความน่าเชื่อถือของข้ออ้างว่าโอนไปทำไม ก่อนอื่นต้องชมคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ว่าเขาทำงานละเอียดมาก เพราะไม่ใช่เส้นเงินทุกรายการที่เขาเจอแล้วจะตัดสินว่าผิด หากชี้แจงได้เขาก็บอกว่ารับฟังได้ สำหรับเรื่องแรงจูงใจนั้น ตนมองว่าแรงจูงใจส่วนบุคคลไม่มี มีแต่ใครก็ตามที่ต้องการจะหาประโยชน์จากการครอบงำสภาสูงเท่านั้นที่จะมีแรงจูงใจที่จะจ่าย ซึ่งจะเห็นว่าหนึ่งวันก่อนเลือกมีการโอนให้หลายคน แต่กลับอ้างว่าโอนค่านั่นค่านี่ ซึ่งเราต้องดูว่าบริบทมันสอดคล้องกันหรือไม่ หากนำเอกสารมาดูก็พบว่าไม่น่าเชื่อถือ เช่น ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีจังหวัดเดียวตนก็คิดว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าควรส่งฟ้องทั้ง 229 คน

น.ส.สฤณี กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องสภาสูง ตนใช้คำว่าการยึดรัฐแบบเชิงโครงสร้าง คือมีคน ของตัวเองอยู่ในนั้นไม่ต้องจ่ายเป็นครั้งคราวหากสภาสูง เขายึดได้กลุ่มผลประโยชน์เขายึดได้ แปลว่าต่อจากนี้อยากได้อะไรก็แค่บอก นั่นแปลว่าอันตราย เราคาดหวังสภาสูงเพราะชื่อบอกอยู่แล้วว่าต้องเป็นที่ของผู้มีวิจารณญาณ มีวุฒิภาวะ มีมาตรฐานจริยธรรมขั้นสูงสุด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นตลกร้าย ซึ่งกลายเป็นศาลฎีกาเท่านั้นที่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการทลายสิ่งเหล่านี้

น.ส.สฤณี กล่าวอีกว่า กกต. ส่วนใหญ่รู้ว่าตัวเองมาจากการรับรองของสว. ดังนั้น เป็นหลักธรรมาภิบาลพื้นฐานง่ายๆ เลยว่าหากคุณไม่อยากคนครหาว่าคุณจะช่วยเหลือผู้มีพระคุณ ก็ต้องรีบส่งทั้ง 229 คนให้ศาลฎีกา ไม่ต้องไปตีกรอบอะไร เอาตามนั้นเลยว่าเราต้องการแสดงออกว่าเราไม่เกี่ยวข้อง เราไม่ได้พยายามทำเพื่อผู้มีพระคุณ ดังนั้น ขอส่งทั้งหมดให้ศาลตัดสิน