“ศุภชัย” เปิด 7 ประเด็นกฎหมาย ปมเลือก สว. ย้ำ “กระแสไม่ใช่หลักฐาน” กกต.ต้องวัดที่ “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ลั่นถึงก็ส่งศาล ไม่ถึงก็ยุติ ชี้ 14 ก.ย. กกต.ต้องตอบตามกฎหมาย ไม่ใช่แรงกดดัน
เมื่อวันที่ 13 ก.ย. นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย แสดงความคิดเห็นต่อกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และข้อถกเถียงเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของระบบตรวจสอบอำนาจ โดยระบุว่า เห็นด้วยกับหลักการสำคัญที่ว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือการตรวจสอบ” และองค์กรอิสระต้องใช้อำนาจอย่างรับผิดชอบ แต่ในทางกฎหมายจำเป็นต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ความกังวลต่อความน่าเชื่อถือของระบบ” กับ “เงื่อนไขทางกฎหมาย” สำหรับการส่งคดีขึ้นสู่ศาล
นายศุภชัย ระบุว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 226 ไม่ได้กำหนดว่า เมื่อเกิดข้อสงสัยหรือมีเสียงเรียกร้องจากสังคมแล้ว กกต. จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาโดยอัตโนมัติ แต่กำหนดเงื่อนไขว่า ต้องมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ผู้สมัครกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น
ดังนั้น สิ่งที่ กกต. ต้องวินิจฉัยจึงไม่ใช่ว่า “สังคมสงสัยมากเพียงใด” แต่คือ “พยานหลักฐานถึงเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่”
นายศุภชัย ยังแจกแจง 7 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. ข้อกังขาของสังคม ไม่เท่ากับ “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า”
รัฐธรรมนูญมาตรา 226 ไม่ได้บัญญัติว่า เมื่อคดีมีข้อสงสัยหรือสังคมเรียกร้องให้ตรวจสอบแล้ว กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา แต่กำหนดมาตรฐานเรื่อง “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ไว้อย่างชัดเจน
ดังนั้น สิ่งที่ กกต. ต้องพิจารณาคือ พยานหลักฐานถึงเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ ไม่ใช่พิจารณาจากระดับความสงสัยหรือแรงกดดันของสังคม
2. กกต. ไม่ใช่ “บุรุษไปรษณีย์” ที่มีหน้าที่ส่งทุกข้อกล่าวหาให้ศาล
การเสนอว่า “ยื่นคำร้องไปก่อน แล้วให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยอีกชั้น” อาจดูเหมือนเป็นการเปิดทางให้ตรวจสอบ แต่ต้องไม่ลืมว่า รัฐธรรมนูญกำหนดให้ กกต. ต้องมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” เสียก่อน
หากทุกข้อกล่าวหาต้องถูกส่งต่อศาลโดยอัตโนมัติ ก็ไม่มีเหตุผลที่กฎหมายจะกำหนดมาตรฐานดังกล่าวไว้
กกต. จึงมีหน้าที่สืบสวน ไต่สวน ตรวจสอบ และชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ก่อนตัดสินใจว่าจะยื่นคำร้องหรือยุติเรื่อง
3. สำนวนของ กกต. มีความสำคัญต่อการพิจารณาของศาลโดยตรง
มาตรา 226 วรรคสอง กำหนดให้นำสำนวนการสืบสวนหรือไต่สวนของ กกต. เป็นหลักในการพิจารณาของศาลฎีกา แม้ศาลจะมีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้
จึงยิ่งสะท้อนว่า คุณภาพและความชอบด้วยกฎหมายของสำนวนตั้งแต่ต้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับที่มาของพยานหลักฐาน พยานสำคัญกลับคำให้การ คำให้การขัดแย้งกัน หรือพยานหลักฐานไม่สามารถเชื่อมโยงถึงผู้ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคลได้ กกต. ยิ่งต้องตรวจสอบให้สิ้นกระแสความก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่ใช้เหตุว่า “ให้ศาลไปตรวจสอบต่อเอง”

4. ความรับผิดต้องพิสูจน์เป็นรายบุคคล
คดีเกี่ยวกับการเลือก สว. ไม่อาจใช้ความผิดปกติในภาพรวมมาเป็นเหตุให้ทุกคนที่ถูกกล่าวถึงต้องรับผิดตามไปด้วย
ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ใครทำอะไร เมื่อใด อย่างไร และพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลนั้นอย่างไร
หลักจากคดีเลือก สว. ที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยก็สะท้อนหลักสำคัญว่า ต้องพิสูจน์ทั้งการกระทำที่กล่าวหาและความเชื่อมโยงถึงผู้สมัครที่ถูกร้อง มิใช่อาศัยเพียงข้อสันนิษฐานจากสถานการณ์โดยรวม
5. พยานที่กลับคำให้การหรือได้รับประโยชน์ ต้องถูกชั่งน้ำหนักอย่างระมัดระวัง
กรณีพยานบุคคลเคยให้การอย่างหนึ่ง แล้วต่อมากลับคำให้การเป็นอีกอย่างหนึ่ง คำถามทางกฎหมายไม่ใช่ว่าจะเลือกเชื่อคำให้การครั้งใดที่ตรงกับสิ่งที่ต้องการเชื่อ
แต่ต้องพิจารณาว่า คำให้การครั้งใดเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขใด มีพยานหลักฐานภายนอกสนับสนุนหรือไม่ เหตุใดจึงกลับคำให้การ และพยานมีส่วนได้เสียหรือได้รับประโยชน์จากสถานะของตนหรือไม่
เพราะการเป็น “พยาน” ไม่ได้ทำให้คำพูดของบุคคลนั้นกลายเป็นความจริงโดยอัตโนมัติ
6. Accountability ไม่ได้หมายความว่า “ต้องส่งศาล”
นายศุภชัยระบุว่า เห็นด้วยกับหลักการที่องค์กรอิสระต้องมี Accountability แต่ Accountability ภายใต้ Rule of Law หมายถึง ต้องสามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดจึงใช้อำนาจหรือไม่ใช้อำนาจตามกฎหมาย
หากพยานหลักฐานถึงเกณฑ์ — ต้องส่งศาล
หากพยานหลักฐานไม่ถึงเกณฑ์ — ต้องยุติเรื่อง
ทั้งสองทางเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายได้เช่นเดียวกัน
การยุติเรื่องเพราะหลักฐานไม่ถึงเกณฑ์ จึงไม่ใช่ความล้มเหลวของระบบตรวจสอบ ตรงกันข้าม หากส่งบุคคลขึ้นศาลทั้งที่พยานหลักฐานยังไม่ถึงเกณฑ์ เพียงเพราะเกรงว่าจะถูกกล่าวหาว่าไม่โปร่งใส นั่นอาจเป็นการละทิ้งหน้าที่ในการใช้ดุลพินิจตามกฎหมาย
7. หลักนิติธรรมต้องคุ้มครองทั้งสังคมและผู้ถูกกล่าวหา
Rule of Law ไม่ควรถูกนำมาใช้เฉพาะด้านที่เรียกร้องให้รัฐตรวจสอบผู้มีอำนาจเท่านั้น แต่ต้องคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหาด้วย
ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนต้องได้รับกระบวนการที่เป็นธรรม มีโอกาสโต้แย้งพยานหลักฐาน และไม่ควรถูกทำให้รับผิดเพียงเพราะกระแสสังคมหรือแรงกดดันทางการเมือง
ที่สำคัญ ต้องไม่กลับหลักจาก “ผู้กล่าวหาต้องมีหลักฐาน” เป็น “ส่งขึ้นศาลไปก่อน แล้วให้ผู้ถูกกล่าวหาพิสูจน์ตัวเอง”
นายศุภชัยระบุว่า วันที่ 14 กันยายน สิ่งที่ กกต. ต้องรับผิดชอบจึงไม่ใช่การตัดสินใจให้ถูกใจฝ่ายใด แต่คือการตอบคำถามตามรัฐธรรมนูญอย่างตรงไปตรงมาว่า พยานหลักฐานในสำนวน เมื่อผ่านการตรวจสอบทั้งความชอบด้วยกฎหมาย ความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมโยงถึงผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนแล้ว ถึงระดับ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่
“ถึง — ก็ส่งศาล”
“ไม่ถึง — ก็ยุติเรื่อง”
และไม่ว่าจะเลือกทางใด ต้องมีเหตุผลทางกฎหมายรองรับ
นายศุภชัยย้ำว่า นี่คือ Accountability ที่แท้จริง เพราะความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไม่ได้วัดจากจำนวนคนที่ถูกส่งขึ้นศาล แต่วัดจากการที่เมื่อพยานหลักฐานถึง กฎหมายต้องเดิน และเมื่อพยานหลักฐานไม่ถึง กฎหมายก็ต้องคุ้มครอง
“ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีใครควรถูกวางไว้ใต้กระแส จนกฎหมายหมดความหมาย”



