หน้าแรก การเมือง ‘ทนายแจม’ จี้...

‘ทนายแจม’ จี้ทบทวนมาตรฐานประกันตัว ย้ำเสรีภาพต้องเป็นหลัก คุมขังต้องเป็นข้อยกเว้น ไม่ใช่ลงโทษล่วงหน้า

2.11.26 | 09:07 น.

‘ทนายแจม’ จี้ทบทวนมาตรฐานประกันตัว ย้ำเสรีภาพต้องเป็นหลัก คุมขังต้องเป็นข้อยกเว้น ไม่ใช่ลงโทษล่วงหน้า

 

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา 2 กรณีในสัปดาห์นี้ ว่า กรณีแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยศาลอาญามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวแอดมินเพจ ‘Godd Dam’  ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเผยแพร่สลิปโอนเงินปลอม โดยคดียังอยู่ในชั้นสอบสวนและยังไม่มีการสั่งฟ้อง ซึ่งศาลให้เหตุผลเรื่องความหนักเบาของข้อหา พฤติการณ์ที่กระทบต่อความสงบสุขของสังคมในวงกว้าง และเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนี


น.ส.ศศินันท์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่สองเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวน.ส.วรรณวลี ธรรมสัตยา และนายพงศธรณ์ ตันเจริญ หลังศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน จากคดีปราศรัยในการชุมนุมเมื่อปี 2563 โดยศาลอุทธรณ์ให้เหตุผลว่าเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง พฤติการณ์กระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาต่อองค์พระมหากษัตริย์ และมีเหตุควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนีระหว่างอุทธรณ์

น.ส.ศศินันท์ กล่าวด้วยว่า ทั้งสองกรณีมีข้อเท็จจริงและสถานะทางคดีที่แตกต่างกัน ตนไม่ได้กำลังชี้ว่าใครถูกหรือผิด และไม่ได้ต้องการก้าวล่วงอำนาจศาลในการพิจารณาคดี แต่สิ่งที่ควรตั้งคำถามร่วมกันคือ หลักเกณฑ์ในการจำกัดเสรีภาพของบุคคลที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น ได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้านและเป็นมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ เพราะหลักการนี้ต้องไม่ขึ้นอยู่กับว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นใคร ถูกกล่าวหาในคดีประเภทใด หรืออยู่ฝ่ายการเมืองไหน

น.ส.ศศินันท์ กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 29 วางหลักการไว้อย่างชัดเจนว่า ในคดีอาญาต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดไม่ได้ การคุมขังทำได้เพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันการหลบหนี และคำขอประกันต้องได้รับการพิจารณาตามที่กฎหมายบัญญัติ ขณะที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 ได้กำหนดเหตุที่จะสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราวไว้อย่างเป็นรูปธรรม 5 ประการ ได้แก่ มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน จะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น ผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันไม่น่าเชื่อถือ และการปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนหรือพิจารณาคดีในศาล

Advertisement

น.ส.ศศินันท์ กล่าวต่อว่า ที่สำคัญกฎหมายยังกำหนดให้คำสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราวต้องแสดงเหตุผลเป็นหนังสือด้วย ดังนั้น การมีอัตราโทษสูงหรือความหนักเบาของข้อหาอาจเป็นเพียงข้อเท็จจริงประกอบ แต่ไม่ควรถูกนำมาใช้แทนการพิจารณาว่ามีเหตุอันควรเชื่อตามกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่

น.ส.ศศินันท์ กล่าวอีกว่า ตนอยากชวนสังคมตั้งคำถามใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.การประเมินความเสี่ยงการหลบหนี มีการพิจารณาจากพฤติการณ์เฉพาะตัวของแต่ละบุคคลอย่างไร มีข้อเท็จจริงใดรองรับ หรืออาศัยเพียงอัตราโทษและลักษณะข้อหาเป็นหลัก 2.มีมาตรการอื่นที่เหมาะสมกว่าการคุมขังหรือไม่ เช่น การกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ การกำหนดให้มารายงานตัวตามนัด หรือการใช้กำไล EM เพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดเสรีภาพถึงขั้นคุมขังในเรือนจำ และ 3.มาตรฐานเดียวกันนี้ได้ถูกนำมาปรับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมหรือไม่ ไม่ว่าคดีนั้นจะเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจ นักการเมือง ประชาชนทั่วไป หรือผู้ที่แสดงออกทางการเมืองที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน

น.ส.ศศินันท์ กล่าวด้วยว่า การตั้งคำถามเหล่านี้ไม่ใช่การปฏิเสธอำนาจศาล แต่เป็นการยืนยันว่าการใช้ดุลพินิจของทุกองค์กรในกระบวนการยุติธรรมต้องตั้งอยู่บนหลักกฎหมาย มีเหตุผลรองรับ และตรวจสอบได้ เพราะเสรีภาพไม่ควรขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นเป็นใครหรือถูกกล่าวหาในคดีประเภทใด การให้ประกันตัวไม่ใช่การตัดสินว่าผู้นั้นบริสุทธิ์ และการไม่ให้ประกันตัวก็ต้องไม่กลายเป็นการลงโทษล่วงหน้าก่อนคดีจะถึงที่สุด

“ในฐานะทนายความและ สส. ดิฉันจะผลักดันให้มีการทบทวนหลักเกณฑ์การปล่อยชั่วคราว ให้ชัดเจน โปร่งใส ได้สัดส่วน และคำนึงถึงมาตรการทางเลือกอื่นอย่างจริงจัง เพื่อให้การคุมขังเป็นมาตรการที่จำเป็นจริงๆ ไม่ใช่ทางเลือกแรก เพราะในกระบวนการยุติธรรม เสรีภาพต้องเป็นหลัก และการจำกัดเสรีภาพต้องเป็นข้อยกเว้นที่มีเหตุผลรองรับ” น.ส.ศศินันท์ กล่าว