เพื่อไทย‘แลนด์สไลด์’ เป้าหมายการเมืองท้าทาย!

18.01.23 | 09:11 น.

เพื่อไทย‘แลนด์สไลด์’ เป้าหมายการเมืองท้าทาย!

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการประเมินพรรคเพื่อไทยเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นโยบายค่าแรง 600 บาท ปริญญาตรีเงินเดือน 25,000 บาท มีโอกาสชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลาย หรือแลนด์สไลด์หรือไม่

พนัส ทัศนียานนท์
อดีตคณบดีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผมคิดว่ามันมีเงื่อนไขหลายอย่างที่อาจจะเกิดแลนด์สไลด์ขึ้นได้ เงื่อนไขประการแรก คงจะเป็นเหตุจากการที่นายกฯประยุทธ์ประกาศเปิดตัวเข้าเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ แสดงความประสงค์ชัดเจนว่าต้องการอยู่ในตำแหน่งต่อไป

Advertisement

พฤติการณ์ทั้งหมดนับตั้งแต่ทำรัฐประหาร พ.ศ.2557 ยึดอำนาจมาจนถึงปัจจุบัน ชัดเจนว่าผู้ทำการรัฐประหารคณะนี้ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ แต่รวมทั้งคณะ 3 ป. และ คสช.ต้องการจะสืบทอดอำนาจต่อไป ถึงขนาดกำหนดเวลาไว้ว่าจะต้องปฏิรูปประเทศให้เสร็จภายใน 20 ปี

ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้โดยปริยายว่า หากตัวท่านอยู่ได้ถึง 20 ปีท่านก็จะอยู่นั่นเอง เพราะท่านค่อนข้างพูดชัดเจน เหมือนกับว่าหากท่านไม่อยู่แล้วการปฏิรูปประเทศก็จะไม่สำเร็จตามผลที่ได้ตั้งเป้าไว้ เพราะนี่ถือเป็นภารกิจสำคัญที่จะเข้ามากู้ชาติบ้านเมือง

แน่นอนว่าก็ต้องมีประชาชนส่วนหนึ่ง หรืออาจจะเป็นส่วนใหญ่ของประเทศด้วยซ้ำไปที่ไม่เห็นด้วยกับท่าน คงจะเบื่อหน่ายต่อการต้องทนอยู่ภายใต้การปกครองของระบอบนี้มานานถึง 8 ปีแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าประชาชนส่วนหนึ่งในนั้น เป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย ซึ่งอยู่ทางภาคเหนือและภาคอีสานเป็นส่วนใหญ่ แต่ในภาคอื่นๆ ก็พอจะมีบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคกลาง หรือแม้ว่าในภาคใต้จะไม่มีเลยก็ตาม ก็มีการเริ่มต้นรณรงค์ของพรรคเพื่อไทย สิ่งนี้เป็นเงื่อนไขข้อที่ 2 ซึ่งพรรคเพื่อไทยเองก็ประกาศมาตั้งแต่ต้นว่า จะพยายามทำให้เกิดแลนด์สไลด์ให้ได้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ทั้งนี้ ดูจากการสนองตอบของประชาชนในแต่ละพื้นที่ที่พรรคเพื่อไทยไปจัดรณรงค์ ปรากฏว่าได้รับการต้อนรับจากประชาชนอย่างอุ่นหนาฝาคั่งมากพอควรทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคเพื่อไทยค่อยๆ ทยอยประกาศนโยบายออกมา ซึ่งหลายเรื่องผมคิดว่าน่าจะตอบสนองความต้องการของประชาชนที่ต้องการหลุดพ้นจากภาวะลำบากยากเข็ญเนื่องจากเศรษฐกิจย่ำแย่ และมีปัญหาจากโรคระบาดโควิด-19 ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทุกคนคงจะเห็นว่าบ้านเมืองไม่เดินหน้าไปในทางที่มีความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม หรือในทุกๆ ด้าน ฉะนั้นพรรคไหนสร้างนโยบายที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้มากที่สุด ก็สามารถที่จะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้

สำหรับพรรคภูมิใจไทย ต้องยอมรับว่ามีแรงดึงดูดเพิ่มมากขึ้น มีบรรดา ส.ส., อดีต ส.ส. มีคนที่อยากจะลงสมัคร ส.ส.ทั้งหลาย แห่กันไปเข้าพรรคภูมิใจไทยมากยิ่งขึ้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าภูมิใจไทยอาจจะมาเอาส่วนแบ่งจากเพื่อไทยในภาคอีสานมากพอสมควร

สำคัญที่สุดคือภูมิใจไทยก็มุ่งบุกไปทางภาคใต้ด้วย และผมคิดว่าเขาจะได้พื้นที่จากภาคใต้ซึ่งเดิมเป็นของประชาธิปัตย์ ถ้าหากว่าเป็นเช่นนั้นจริง เราก็คงต้องยอมรับว่าการแลนด์สไลด์ที่ฝั่งเพื่อไทยมุ่งหวัง อาจจะไม่ได้อย่างที่ตั้งเป้าไว้

อย่างไรก็ตาม เลือกตั้งครั้งหน้า ผมคิดว่าอาจจะเป็นกรณีคล้ายคลึงกับผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่แสดงว่าคนกรุงเทพฯ เบื่อหน่ายกับสิ่งที่เขามีอยู่แต่เดิมแล้วก็ต้องทนอยู่กันมานานหลายปีทีเดียวกับผู้ว่าฯคนเดิมที่ คสช.แต่งตั้งมา ฉะนั้น ผู้ว่าฯชัชชาติจึงชนะแบบแลนด์สไลด์ ถล่มทลาย กรณีของเพื่อไทยก็อาจจะเป็นเช่นเดียวกันก็ได้

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

ห ากให้มองการแลนด์สไลด์ของพรรคเพื่อไทย คิดว่ากระแสความนิยมของพรรคเพื่อไทยเวลานี้ จากฐานประชาชนที่มีความเชื่อมั่น ศรัทธา ทักษิณ ชินวัตร กระแสของพรรค ผู้สมัครของพรรค รวมทั้งนโยบายพรรค ผมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยยังได้รับความนิยมในการเลือกตั้งครั้งหน้า คาดว่ามีความนิยมเป็นอันดับ 1 แต่ในการที่จะแลนด์สไลด์จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว มีเสียงเกิน 350 เสียงนั้น คิดว่าคงไม่ง่ายมากนัก

ส่วนภาพที่เกิดขึ้นเมื่อเพื่อไทยบุกพื้นที่อีสาน เชื่อว่าการเปิดตัวครั้งนี้เป็นการบลั๊ฟโดยตรงจากการเปิดตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เนื่องจากเปิดตัวไปแล้วมันไม่ปัง และแป้กอีกด้วย ไม่สามารถสร้างการสื่อสาร เรียกความศรัทธาจากประชาชนได้ อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตรและพรรคเพื่อไทย จึงเปิดตัวให้เห็นและโชว์ศักยภาพที่เหนือกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจน

หากดูพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับการสื่อสารของอุ๊งอิ๊ง จะทำให้เห็นว่า พรรคมีความยืดหยุ่น เหมือนกับพรรคเพื่อไทยมีการประเมินแล้วทุกฝ่าย มองว่าการแลนด์สไลด์คือความใฝ่ฝัน แต่ถ้าแลนด์สไลด์ไม่ได้จริงๆ และจะต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลพรรคร่วม การพูดจาของอุ๊งอิ๊ง จะมีการผ่อนปรนมากยิ่งขึ้น โดยไม่ตั้งเงื่อนไขแบบเข้มข้นกับพรรคร่วมรัฐบาล แต่พยายามเปิดกว้างๆ ว่าหากมีแนวทางอันเดียวกัน หากเป็นฝ่ายเดียวกันก็ร่วมมือกันได้ ทำให้ได้ประโยชน์ 3 อย่าง 1.บลั๊ฟ พล.อ.ประยุทธ์ และพรรครวมไทยสร้างชาติ 2.สร้างการสื่อสารให้เกิดความยืดหยุ่น และ 3.สร้างความชัดเจนให้กับพรรคเพื่อไทยว่าใครจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 1 ในนั้นต้องมีอุ๊งอิ๊งแน่นอน

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยจะต้องประเมินเกี่ยวกับวัฒนธรรมของพรรค รวมทั้งแบบแผนธรรมเนียมของพรรค กรณีไม่จำเป็นต้องเสนอหัวหน้าพรรคเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีก็ได้ ทำให้มองว่า นพ.ชลน่านศรีแก้ว ไม่ได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งมีกระแสข่าวออกมาว่าจะเอานายชัยเกษม นิติสิริ มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยจะต้องคำนึงถึงความรู้สึกด้วย ทั้งที่มีการยืนยันการปกครองแบบประชาธิปไตย จะต้องคำนึงถึงบทบาทของหัวหน้าพรรคและต้องให้เครดิตในการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วย จะมาอ้างธรรมเนียมไม่ได้ จะต้องคำนึงถึงสังคมส่วนรวม

ซึ่งเรื่องนี้พรรคเพื่อไทยยังไม่ชัดเจน ในเรื่องแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ทำให้หลายคนที่จะเลือกพรรคเพื่อไทย อาจจะเกิดความลังเลใจได้

ซึ่งในเรื่องนี้ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ เพราะพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ และทำงานการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาคือเป็นพรรคการเมืองที่มีอำนาจซับซ้อน คือคณะกรรมการบริหารพรรคไม่มีอำนาจชี้ขาดสมบูรณ์แบบ

แต่ผู้ที่มีอำนาจเหนือพรรคคือ ทักษิณ ชินวัตร สามารถเข้ามามีอิทธิพลเหนือพรรคได้ จึงมีผลทำให้คณะกรรมการบริหารงานของพรรคไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่

ส่วนการที่พรรคเพื่อไทยมองบ้านใหญ่จังหวัดต่างๆ เพื่อนำเข้ามาร่วมงานในพรรค มองว่าเป็นธรรมชาติของการเมือง และพรรคเพื่อไทยมองว่าไม่เป็นปัญหา เพราะยุทธศาสตร์คือต้องชนะการเลือกตั้ง จึงไม่กังวล สามารถอธิบายได้ว่าทำไมถึงเอากลุ่มบ้านใหญ่ ตระกูลนักการเมือง หรือเอานักการเมืองคนละฟากฝั่ง ที่เคยปรามาสและตีตราว่าทรราช รวมทั้งเผด็จการมาเป็นส่วนหนึ่งของพรรค และบอกว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย แต่ปัญหาของพรรคเพื่อไทยที่จะตามมาคือ การสื่อสารกับประชาชนว่าอยากได้ชัยชนะจนละเลยในส่วนนี้ไป ซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต

การที่อุ๊งอิ๊งพยายามพูดถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลในสมัยหน้า ใครก็ได้ที่เหมาะสม ผมมองว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีสามารถเสนอชื่อได้ 3 คน แต่อุ๊งอิ๊งเป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทยในนามของ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งจะเป็น 1 ในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ส่วนที่เหลือคงเสนอชื่ออีก 3 คนให้ทางคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยเลือกอีก 2 คน

กรณีที่ยังไม่ยอมเผยชื่อ นพ.ชลน่านเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ผมมองว่าพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ผู้นำทางการเมืองในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองถือว่าเป็นผู้นำสูงสุดในการนำพาพรรคการเมืองเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง เมื่อ นพ.ชลน่านเป็นหัวหน้าพรรคอย่างเป็นทางการ แต่ถูกลดทอนด้วยอำนาจที่เหนือกว่า จะส่งผลต่อการพัฒนาพรรคการเมืองในระยะยาว เพราะหัวหน้าพรรคไม่มีอำนาจสูงสุด ไม่สามารถเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้ ทำให้มองว่า ทักษิณ ชินวัตร ยังมีอำนาจเหนือพรรค

นี่คือปัญหาจะส่งผลต่อการพัฒนาพรรคการเมืองจะไม่ต่อเนื่อง

หากวันใด ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวชินวัตรยุติบทบาททางการเมือง จะส่งผลให้พรรคเพื่อไทยลดบทบาทลง เพราะฉะนั้นในการพัฒนาพรรคการเมืองระยะยาว จะต้องให้ฟังก์ชั่นของพรรค จะต้องให้หัวหน้าพรรคทำหน้าที่และเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไปด้วย ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยจะแลนด์สไลด์จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวนั้น มองไปแล้วมีข้อจำกัดมากๆ ทำให้มีโอกาสเป็นไปได้น้อย หากดูจากคำพูดของอุ๊งอิ๊งก็ดี ถึงแม้ว่าจะไม่ยืนยันว่าจะร่วมกับพรรคไหนก็ตาม แต่คำพูดทำให้บรรยากาศทางการเมืองมีการผ่อนคลายลงเยอะ และยังมาสอดคล้องกับจดหมายน้อยของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ทำให้เห็นว่ามีการสร้างระยะห่างกับ พล.อ.ประยุทธ์ และไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร ซึ่งเป็นการยื่นวีซ่าเพื่อเป็นฝ่ายประชาธิปไตยกลายๆ เพื่อให้พรรคพลังประชารัฐได้มีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลกับข้างใดข้างหนึ่ง

ปิยณัฐ สร้อยคำ
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

จ ากกรณีพรรคเพื่อไทยประกาศความพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ในปี 2566 นี้พร้อมตั้งมั่นที่จะคว้าชัยชนะแบบถล่มทลายหรือแลนด์สไลด์นั้น ส่วนตัวมองว่าการประกาศดังกล่าว มุ่งให้เกิดแรงกระเพื่อมทั้งภายในและภายนอกพรรค

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งสื่อสารภายในให้ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคตื่นตัวและเตรียมพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง พร้อมกับเข้าถึงประชาชนให้มากขึ้นเพื่อคว้าที่นั่งให้เขตเลือกตั้งของตนมาให้ได้

ดังนั้นการประกาศดังกล่าวจึงกระตุ้นให้คนภายในพรรคเพื่อไทยเองทุ่มสรรพกำลังอย่างเต็มที่เพื่อชัยชนะในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ในขณะเดียวกันกำลังมุ่งสื่อสารไปสู่ภายนอกพรรคทั้งประชาชนทั่วไป คู่แข่ง รวมถึงแนวร่วมทางการเมือง ถึงความตั้งใจที่จะเป็นหลักในการจัดตั้งรัฐบาลผ่านการครองเสียงข้างมากในสภา โดยชี้ให้เห็นถึงข้อดีคือการปิดสวิตช์ 250 สมาชิกวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อดึงความเป็นประชาธิปไตยและเจตจำนงของประชาชนกลับคืนสู่สภา การสร้างเสถียรภาพให้แก่รัฐบาลในการบริหารงานให้เกิดความต่อเนื่องเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน มากกว่าที่จะต้องมุ่งประสานประโยชน์ให้กับบรรดาพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล

โดยส่วนตัวมองว่าเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์นั้นคือ ประสบการณ์ หากมองจากชัยชนะในการเลือกตั้งที่ผ่านมานั้น พรรคเพื่อไทยในปัจจุบันหรือในชื่ออื่นๆ ในอดีต เคยชนะการเลือกตั้งและครองเสียงข้างมากในสภามาแล้ว ซึ่งเน้นการชูนโยบายที่มุ่งประโยชน์ไปที่ประชาชนเป็นหลักในการบริหารประเทศและการกำหนดนโยบายสาธารณะ ด้วยเหตุนี้พรรคเพื่อไทยจึงมีประสบการณ์ในการวางแผนยุทธศาสตร์การเลือกตั้งเพื่อคว้าชัยแบบแลนด์สไลด์ดังกล่าว

นอกจากนี้ จากการบริหารประเทศใน 8 ปีที่ผ่านมาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชารวมถึงปัญหาทางการเมือง วิกฤตทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ได้รับการพัฒนาอย่างเชื่องช้า ทำให้ประชาชนเกิดความเบื่อหน่ายและต้องการการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในอดีตรัฐบาลของเครือข่ายพรรคเพื่อไทยเคยประสบความสำเร็จในการยกระดับเศรษฐกิจของประเทศมาแล้ว ความถวิลหารัฐบาลใหม่ที่มาพร้อมกับพลังในการขับเคลื่อนประเทศจึงเป็นสิ่งที่ประชาชนในปัจจุบันต้องการ

อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายและเงื่อนไขที่อาจส่งผลทำให้พรรคเพื่อไทยไม่สามารถมีชัยชนะแบบแลนด์สไลด์นั้น ส่วนตัวมองว่าหากเพื่อไทยยังยึดโยงกับอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ หรือมีเงื่อนไขที่มาพร้อมกับการนำอดีตนายกฯกลับบ้านนั้น อาจลดแนวร่วมผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยได้

แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้พรรคเพื่อไทย หรือพรรคอื่นๆ คว้าชัยในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น คือรายชื่อของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ส่วนตัวเชื่อว่าในบรรดารายชื่อที่จะถูกนำเสนอเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีนั้น นอกจากประสบการณ์ทางการเมืองแล้ว ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในศาสตร์ที่จะนำประเทศไปสู่การพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตนั้นจะมีความสำคัญและเป็นปัจจัยที่ประชาชนใช้ประกอบการพิจารณาในการเลือกตั้งมากขึ้น เพราะในเวลานี้ ประชาชนของประเทศไทยต้องการการเปลี่ยนแปลงไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น มากกว่าจะให้เป็นเค้กที่ให้บรรดานักการเมืองมาแบ่งปันผลประโยชน์ต่อกัน

 

 

อ่านข่าวน่าสนใจ