‘ไทยช่วยไทยพลัส’เฟส2 ตอบโจทย์บูมเศรษฐกิจ?

12.09.26 | 12:15 น.

‘ไทยช่วยไทยพลัส’เฟส2 ตอบโจทย์บูมเศรษฐกิจ?


หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการและภาคเอกชน กรณีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมพิจารณาขยายระยะเวลาโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่จะสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน ออกไปอีก 1-2 เดือน คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายใน 2-3 สัปดาห์นี้ เมื่อวันที่ 11 กันยายน

ตรีเนตร สาระพงษ์
รองคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

Advertisement

กรณีคุณเอกนิติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมพิจารณาต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกไปอีก 2 เดือน เป็นเรื่องที่รัฐบาลอ้างสถานการณ์ค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชนยังมีแรงกดดัน รัฐจึงไม่อาจปล่อยให้มาตรการช่วยเหลือสิ้นสุดลงโดยไม่ประเมินสถานการณ์ แต่การต่อโครงการครั้งนี้ไม่ควรเป็นเพียงคำถามว่าต่อหรือไม่ต่อ

ควรถามให้มากกว่านั้นว่าถ้าต่อ จะต่อเพื่ออะไร เพราะที่ผ่านมาไทยช่วยไทยพลัสมีบทบาทในการช่วยลดภาระค่าครองชีพ และกระตุ้นการใช้จ่ายให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อย จึงถือว่าเป็นมาตรการที่มีประโยชน์ในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแอ

แต่หากถามว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ คงตอบได้ว่าประสบความสำเร็จในฐานะมาตรการพยุงกำลังซื้อ แต่ยังไม่ควรรีบสรุปว่าเป็นความสำเร็จในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวเพราะการที่ประชาชนมีเงินใช้มากขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง กับการที่ประชาชนมีรายได้และความสามารถในการพึ่งพาตัวเองมากขึ้น เป็นคนละเรื่องกัน และนี่เป็นประเด็นที่ต้องระวัง

แน่นอนว่าการช่วยเหลือประชาชนไม่ใช่เรื่องผิด และในบางสถานการณ์รัฐจำเป็นต้องช่วย แต่การช่วยเหลือควรมีเป้าหมายมากกว่าการทำให้ประชาชนผ่านเดือนนี้ไปได้ ต้องทำให้เขามีความสามารถที่จะผ่านเดือนต่อไปด้วย เพราะความอยู่ดีมีสุขของคนไม่ได้วัดจากทรัพยากรที่ได้รับเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่าทรัพยากรนั้นทำให้คนมีความสามารถในการดำเนินชีวิตและสร้างทางเลือกให้กับตัวเองมากขึ้นหรือไม่

ดังนั้น เงินช่วยเหลือ 1,000 บาท อาจช่วยให้ประชาชนอยู่ได้วันนี้ แต่โจทย์ของนโยบายคือทำอย่างไรให้ประชาชนหาได้ในวันพรุ่งนี้ การช่วยเหลือที่ดีต้องเป็นสะพานข้ามผ่าน

ข้อกังวลที่สำคัญคือ หากมาตรการนี้ถูกต่อออกไปเรื่อยๆ อาจสร้างความคาดหวังว่าทุกครั้งที่เศรษฐกิจมีปัญหา รัฐจะต้องเข้ามาช่วย แต่ก็ไม่ใช่ข้อสรุปว่าเป็นเพราะประชาชนไม่เข้มแข็ง แต่ต้องถามกลับไปยังเจ้าของนโยบายว่ารัฐได้สร้างเงื่อนไขให้ประชาชนเข้มแข็งเพียงพอหรือยัง

ถ้าร้านค้ารายย่อยยังมีต้นทุนสูงเข้าถึงเงินทุนยาก ตลาดเล็กลง และไม่สามารถเพิ่มผลิตภาพได้ การบอกให้ประชาชนพึ่งพาตัวเองโดยไม่สร้างเครื่องมือให้เขา ก็ไม่ต่างจากการเอาปลามาให้ในวันที่เขาหิว แต่ไม่เคยสอนให้เขาตกปลาเป็น

นอกจากสอนให้คนเข้มแข็ง สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือการสร้างพื้นที่ให้เขาเข้มแข็งได้ ดังนั้น หากรัฐบาลจะต่อโครงการอีก 2 เดือน ไม่ควรต่อด้วยสูตรเดิมโดยอัตโนมัติ แต่ควรใช้ 2 เดือนนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากเดิมที่เน้นช่วยให้ซื้อต้องเพิ่มน้ำหนักไปสู่ “ช่วยให้หา” จากกระตุ้นการบริโภคต้องไปสู่ “สร้างรายได้” และจากรัฐร่วมจ่ายต้องไปสู่ “รัฐสร้างความสามารถ”

เรื่องสูตร 60:40 จึงไม่ควรยึดติดว่าจะต้องเหมือนเดิมหรือเปลี่ยนเป็นสูตรใด เพราะตัวเลขไม่ใช่เป้าหมายเป้าหมายคือทำให้เงินของรัฐสร้างผลทางเศรษฐกิจได้มากที่สุด หากสูตรเดิมยังช่วยคนที่จำเป็นและทำให้เงินหมุนในเศรษฐกิจได้จริง ก็ใช้ต่อได้ แต่หากข้อมูลพบว่าคนที่มีกำลังซื้ออยู่แล้วได้รับประโยชน์มาก ขณะที่กลุ่มเปราะบางได้รับประโยชน์น้อย รัฐก็ควรกล้าเปลี่ยนสูตร นโยบายที่ดีไม่ควรยึดติดกับสูตร แต่ต้องยึดติดกับผลลัพธ์

คำถามต่อมาคือ ควรให้ทุกคนเหมือนเดิมหรือไม่ คำตอบคือไม่จำเป็น ผู้มีรายได้น้อยควรได้รับการช่วยเหลือในระดับที่เหมาะสม เพราะเงินที่ได้รับมีแนวโน้มถูกนำไปใช้กับสิ่งจำเป็นและหมุนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ขณะที่ชนชั้นกลางซึ่งมีภาระหนี้และค่าใช้จ่ายสูง ก็มีแรงจูงใจที่จะนำเงินไปใช้จ่ายทันทีเช่นกัน ส่วนผู้มีรายได้สูงอาจไม่จำเป็นต้องใช้สูตรเดียวกัน เพราะเมื่อมีความจำเป็นในการใช้จ่ายน้อยลง แรงจูงใจจากเงินสมทบของรัฐก็อาจน้อยลงตามไปด้วย หากรัฐต้องการให้คนกลุ่มนี้นำเงินออกมาใช้จ่าย อาจใช้สูตรที่รัฐจ่ายน้อยลง เช่น ให้ประชาชนจ่ายเอง 80 บาท รัฐสมทบ 20 บาท เพื่อใช้เงินของรัฐเป็นแรงจูงใจให้เกิดการใช้จ่ายมากกว่าการนำเงินจำนวนมากไปอุดหนุนผู้ที่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการรายย่อยอาจต้องการเครื่องมืออีกแบบหนึ่ง เช่นสินเชื่อ ทักษะ เทคโนโลยี การเพิ่มผลิตภาพ และการเข้าถึงตลาด เพราะคนแต่ละกลุ่มไม่ได้มีปัญหาเหมือนกัน การใช้มาตรการเดียวกับทุกคนจึงอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด ซึ่งความเป็นธรรมไม่ใช่ทุกคนได้เท่ากัน แต่คือคนที่มีปัญหาต่างกันได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะกับปัญหาของตัวเอง

อีกเรื่องที่ต้องคิดคือ ภาระการคลัง เงินที่รัฐใช้ในวันนี้ไม่ใช่เงินที่หายไป หากเป็นการเพิ่มภาระการคลังหรือการกู้เงิน ต้นทุนบางส่วนย่อมตกไปอยู่กับอนาคต ทั้งในรูปเงินต้น ดอกเบี้ย และโอกาสที่รัฐจะนำเงินไปใช้กับเรื่องอื่นที่วางโครงสร้างพื้นฐานหรือการสร้างความเข้มแข็งให้กับอนาคต จึงต้องถามให้ครบว่า เงินที่ใช้วันนี้ สร้างอะไรไว้ให้คนรุ่นหลัง ถ้าใช้เพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต รักษาการจ้างงาน และสร้างรายได้กลับคืนสู่ระบบ ก็อาจถือเป็นการลงทุน แต่ถ้าใช้เพียงเพื่อประคองการบริโภค แล้วแอบหวังผลประโยชน์จากประชานิยมทางการเมือง เมื่อมาตรการจบลงปัญหาเดิมกลับมาเหมือนเดิม นั่นเท่ากับกำลังใช้ทรัพยากรของอนาคตเพื่อแก้ปัญหาของวันนี้ที่ขัดต่อหลักความคุ้มค่าเพราะเรากำลังช่วยคนรุ่นปัจจุบันได้ แต่กลับอย่าส่งใบแจ้งหนี้ให้คนรุ่นหลังเป็นคนจ่าย

ดังนั้น การต่อไทยช่วยไทยพลัสอีก 2 เดือนสามารถทำได้ หากรัฐบาลเห็นว่ายังมีความจำเป็น แต่ต้องประกาศให้ชัดว่าเป็นการต่อเพื่อเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่การต่อแบบไม่มีจุดสิ้นสุด รวมถึงควรมีตัวชี้วัดมากกว่าจำนวนคนใช้สิทธิต้องดูว่าร้านค้ามียอดขายเพิ่มขึ้นเท่าไร ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ สร้างแรงเหวี่ยงทางเศรษฐกิจได้มากเพียงใดผู้ประกอบการมีความสามารถในการดำเนินธุรกิจดีขึ้นหรือไม่ และเมื่อมาตรการสิ้นสุดลง พวกเขายังสามารถเดินต่อได้หรือไม่เพราะคนใช้สิทธิครบ ไม่ได้แปลว่านโยบายประสบความสำเร็จ ความสำเร็จที่แท้จริงต้องวัดจากวันที่รัฐหยุดช่วยแล้วประชาชนยังสามารถเดินต่อได้อย่างยั่งยืน

ไทยช่วยไทยพลัสจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงนโยบายแจกเงิน หรือไม่แจกเงิน แต่ต้องเป็นคำถามว่า รัฐจะใช้เงินก้อนนี้สร้างอะไรให้ประเทศ สุดท้ายคำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าจะต่ออีก 2 เดือนหรือไม่ หากแต่คืออีก 2 เดือนนั้น รัฐจะทำให้ประชาชนแข็งแรงขึ้นได้อย่างไรเพราะรัฐที่เก่งไม่ใช่รัฐที่ช่วยประชาชนได้นานที่สุด หากแต่คือรัฐที่ช่วยจนถึงวันที่ประชาชนไม่จำเป็นต้องรอความช่วยเหลืออีกต่อไป และนี่ต่างหากคือความหมายของคำว่า “ไทยช่วยไทย”

วัชรี ปรัชญานุสรณ์
ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา

ในมุมมองต่อเศรษฐกิจฐานราก เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการขยายเวลา “ไทยช่วยไทยพลัส” ออกไปอีก 2 เดือน เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันและกลุ่มธุรกิจรายย่อยยังคงเปราะบาง หากสิ้นสุดมาตรการในเดือนกันยายนนี้ อาจส่งผลให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจและการค้าขายกลับมาซบเซาและทรุดหนักลงกว่าเดิม ซึ่งการขยายเวลาดังกล่าว เปรียบเสมือนการต่ออายุและประคับประคองชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มคนรากหญ้าและผู้ประกอบการรายย่อย ให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในยามที่กำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

และแม้หลายคนจะมองว่า หากขยายไปเรื่อยๆ จะทำให้ประชาชนรอความช่วยเหลืออย่างเดียว ควรต้องสร้างความ
เข้มแข็งให้ประชาชนมากกว่า ซึ่งแม้ตนจะสนับสนุนให้มีการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง แต่ในมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาค เรื่องความสมดุลระหว่างการช่วยเหลือและการสร้างความยั่งยืน ถ้าประชาชนหรือผู้ประกอบการ SME จะพึ่งพาภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวตลอดเวลา ก็อาจทำให้ประชาชนหรือผู้ประกอบการ ไม่สร้างภูมิคุ้มกันหรือขาดการเตรียมพร้อมรับมือต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ ภาครัฐจึงควรดึงกลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้เข้าสู่ระบบภาษีบ้างเมื่อธุรกิจเริ่มฟื้นตัว เพื่อให้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนประเทศและสร้างรายได้กลับคืนสู่รัฐในอนาคต ซึ่งจะก่อเกิดกลไกที่สนับสนุนเกื้อกูลกันเป็นความยั่งยืน

ส่วนรูปแบบการให้ความช่วยเหลือ ตนมองว่า สัดส่วนเดิมในอัตราส่วน 60:40 เหมาะสมแล้ว เป็นระบบการจัดการในปัจจุบันที่มีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ทั้งในมุมของผู้ซื้อและร้านค้าที่ได้รับเงินเต็มจำนวนอย่างรวดเร็ว สำหรับกลุ่มเป้าหมายในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ตนมองว่า ทุกคนควรได้รับสิทธิอย่างครอบคลุมทั่วถึง แต่ในส่วนของโครงการเฉพาะกิจอย่าง “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ควรเน้นช่วยเหลือกลุ่ม SME ที่ได้รับความเดือดร้อนและมีความลำบากจริงๆ เพราะกลุ่มระดับไฮเอนด์อาจมีความสามารถในการปรับตัวและพยุงธุรกิจด้วยตัวเองได้ดีกว่าในยามวิกฤต

อีกทั้งโครงการ “ไทยเที่ยวไทย” ในอดีต จะมีขั้นตอนที่ซับซ้อน อาทิ ลูกค้าจะใช้สิทธิเข้าพักโรงแรม รีสอร์ต จะต้องสแกนใบหน้าหรือทำตามระบบหลายขั้นตอน แม้จะเข้าใจได้ว่าวงเงินสูง แต่ก็สร้างความรำคาญใจให้แก่ลูกค้า ถ้ามีการพัฒนาระบบให้ทันสมัยและใช้นวัตกรรมใหม่ๆ ที่อำนวยความสะดวก เช่น การใช้การ์ดใบเดียว หรือกระบวนการเช็กอินที่เบ็ดเสร็จในขั้นตอนเดียว ก็จะทำให้โรงแรม เคาน์เตอร์ และลูกค้าได้รับเงินหรือความสะดวกอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

จึงคาดหวังว่า “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ที่จะผลักดันออกมากระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศปี 2569 นี้ จะลดขั้นตอนและทำระบบให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น แต่ในเรื่องความโปร่งใสของผู้ประกอบการก็มีส่วนสำคัญ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา มีบางพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องความโปร่งใสของผู้ประกอบการ เช่น จำนวนห้องพักน้อย แต่ยอดผู้ใช้บริการสูงเกินจริง ภาครัฐจึงควรมีมาตรการตรวจสอบและควบคุมความซื่อสัตย์คู่ขนานไปกับการดำเนินโครงการด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่สนับสนุนเงิน เดือนละ 1,000 บาทต่อคน รวม 4 เดือน ตนมองว่า วงเงินช่วยเหลือ 200 บาทต่อวัน อาจน้อยเกินไป ควรปรับเพิ่มวงเงินต่อวันให้สูงขึ้น เป็น 300 หรือ 350 บาทขึ้นไป เพราะประชาชนจำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่มคนทำงาน ไม่ได้ออกไปจับจ่ายใช้สอยหรือซื้อของทุกวัน แต่เมื่อออกไปจับจ่ายใช้สิทธิ ก็จะจับจ่ายซื้อของหรือตุนอาหารครั้งละหลายบาท แต่เงินช่วยแค่วันละ 200 บาทเท่านั้น จึงไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมจริงของประชาชน

จึงอยากเสนอให้ปรับปรุงวงเงินช่วยเหลือรายวันเพิ่มสูงขึ้น ผู้รับสิทธิจะได้วางแผนการซื้อสินค้าได้สะดวกมากขึ้น ไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายส่วนต่างเพิ่มหลายบาท และอีกเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่สะท้อนมา คือ กรณีใช้วงเงินช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาทไม่ทัน ยอดเงินคงเหลือจะถูกตัดทิ้ง ไม่สามารถทบยอดเงินไปใช้เดือนต่อไปได้

กรณีนี้หลายคนมองว่ารัฐไม่ได้ช่วยเต็มจำนวนตามที่ระบุไว้จริง ในมุมมองของตนจึงอยากเสนอให้ปรับเกณฑ์ให้ยืดหยุ่นกว่านี้ โดยอนุญาตให้นำยอดคงเหลือไปทบรวมในเดือนถัดไปได้ และปรับเพิ่มวงเงินให้เหมาะสมกับบริบทการจับจ่ายของประชาชน แต่ขณะเดียวกันประชาชนก็ต้องรักษาสิทธิด้วย โดยใช้วงเงินช่วยเหลืออย่างเต็มที่เต็มจำนวนภายในกรอบระยะเวลาดำเนินโครงการ