ฉากทัศน์การเมืองไทยหลัง14ก.ย. แนะขับเคลื่อนสู่ทางออกอย่างไร?
หมายเหตุ – นักวิชาการประเมินสถานการณ์การเมืองไทยหลังวันที่ 14 กันยายน กับก้าวสำคัญของ กกต. ในการลงมติส่งฟ้องคดีทุจริตเลือก ส.ว. ต่อศาลฎีกา ควบคู่ไปกับการจับตาเคลื่อนไหวของกลุ่มขวาจัดที่เริ่มจุดกระแสการเมืองนอกสภา สถานการณ์เช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาลอย่างไร ท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัยของสังคมต่อวาทกรรม ‘ระบอบสีน้ำเงินกินรวบประเทศ’ หรือไม่
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์
และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

กรณีที่ กกต.จะยื่นคดีฮั้ว ส.ว.ในวันที่ 14 กันยายนนี้ แรงกดดันสังคมกับ กกต.ค่อนข้างเยอะมาก หลังจากสำนวนคดีอนุกรรมการชุดที่ 26 กับ 36 หลุดออกมา ทำให้ กกต.จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตาม ทางออกจะมีทั้งหมด 3 แนวทางคือ แนวทางแรก กกต.อาจไม่สั่งฟ้องใครเลย โดยอ้างอิงอนุกรรมการชุดที่ 36 เพราะกรรมการบอร์ดชุดใหญ่จะตัดสินคดี มักจะตัดสินตามมติคณะกรรมการที่ส่งเรื่องมา ที่ผ่านมาหากเชื่อตามอนุกรรมการชุดที่ 26 ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมา ต่อมาเมื่อตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมาแล้ว สามารถอ้างว่าไม่ต้องส่งฟ้องก็ได้
แต่ปรากฏว่าข้อมูลหลักฐานอนุกรรมการชุดที่ 26 เป็นข้อมูลที่สังคมคล้อยตาม ถึงความรู้สึกการได้มาของ ส.ว. อาจจะต้องทำให้ กกต.จะต้องมาทบทวนกันใหม่ เพราะมีแรงกดดันทางสังคม และ iLaw ร่วมมือกับพรรคฝ่ายค้าน อาจจะต้องส่งฟ้องบางส่วนก็ได้ เช่น กลุ่มที่มีพยานหลักฐานชัดเจน
ส่วนที่พยานหลักฐานไม่ชัดเจนก็ไม่ต้องสั่งฟ้องคาดการณ์ว่ากลุ่มที่จะไม่ถูกสั่งฟ้องคือบรรดาพวกนักการเมือง หรือผู้ที่มีชื่อในกรรมการบริหารพรรคการเมือง เพราะหากมีการสั่งฟ้องอาจนำไปสู่การยุบพรรค ซึ่งจะเกิดผลกระทบต่อรัฐบาลได้ เพราะว่าพรรคที่ถูกกล่าวหาคือพรรคภูมิใจไทย
ผลกระทบนี้ไม่เพียงแต่รัฐบาลเท่านั้น แต่ยังไปกระทบกับเครือข่ายของบรรดาคนชั้นนำ ที่ยังต้องใช้บริการพรรคภูมิใจไทยในระยะยาว ในการตั้งรัฐบาลให้กับบรรดากลุ่มอนุรักษนิยม อาจจะมีการส่งฟ้องแต่ไม่ถึงแกนนำนักการเมือง หรืออาจจะสั่งฟ้องหมดเลยก็ได้ เพื่อลดแรงกดดันทางสังคม และแรงกดดันของพรรคฝ่ายค้าน เพราะไม่มีประเด็นในเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วปล่อยให้กระบวนการทางศาลเป็นคนตัดสิน ภายใต้โครงสร้างแบบนี้ การตัดสินคดีจะค้างคาใจหรือไม่ แล้วแต่ผลการตัดสินที่ออกมา แต่ข้อดีจะลดระดับความรุนแรงทางการเมืองทั้งหมดเลย หากฟ้องทั้งหมดก็ต้องไปดูกระบวนการทางศาลในการพิจารณา และอาจจะต้องดูว่าผู้มีอำนาจของประเทศมีอำนาจในการควบคุมกระบวนการยุติธรรมได้หรือไม่
ด้านการระดมคนชุมนุมและมีการปลุกรุกเร้าโจมตีการทำงานของรัฐบาล ยังจุดไม่ติดเพราะว่าประสบการณ์ที่ผ่านมา คนในสังคมเริ่มไม่ไว้เนื้อเชื่อใจบรรดาแกนนำทั้งหมด ไม่รู้ว่ามีวาระซ่อนเร้นหรือไม่
ประการต่อมาได้เริ่มเห็นสัญญาณการเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ การนัดชุมนุมหรือการไปที่สถานทูตอิสราเอลพบว่ากระแสไม่แรงเหมือนกับที่สังคมคาดหวัง บรรดาที่ออกมาชุมนุมก็เป็นขาประจำดูแล้วยังไม่มีพลังพอ
ส่วนเสถียรภาพของรัฐบาลดูไปแล้ว จากการดูตัวเลขแล้วพรรคร่วมอย่างพรรคเพื่อไทยยังมีความจำเป็นที่จะร่วมมือพรรคภูมิใจไทย และยังมีพรรคกล้าธรรมเป็นตัวแปร ในส่วนของสภาไม่น่ากังวลใจ
แต่สิ่งที่น่ากังวลใจคือแรงกดดันจากสังคม จากกรณีฮั้ง ส.ว. การโกงข้อสอบ ปัญหาการกักตุนน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่จะเป็นแรงกดดันรัฐบาลมากกว่า
แต่หากรัฐบาลสามารถผ่านวิกฤตการณ์การอภิปรายไม่ไว้วางใจไปได้ รวมทั้งคดีฮั้ว ส.ว. หากรัฐบาลแก้ปัญหาได้ทั้งหมดเชื่อว่ารัฐบาลยังประคับประคองต่อไปได้
หากให้มองระบอบสีน้ำเงินส่งผลกระทบต่อประเทศชาติ ต้องยอมรับการเมืองประเทศไทยเกิดปัญหาแบบนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่ระบอบทักษิณ ระบอบประยุทธ์
โดยมีผลพวงมาจากระบบมันเอื้อให้กับการเมืองจะต้องเป็นแบบนี้ จึงกลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของไทย
ที่สำคัญยังมีปัจจัยภายนอก ปัจจัยของสงคราม ทำให้รัฐบาลไม่สามารถขับเคลื่อนอะไรได้ จนทำให้เกิดกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนในภาพรวม
ทางออกประเทศจะต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการจัดระเบียบอำนาจของชนชั้นนำได้อย่างลงตัว สามารถใช้เป็นกลไกในการกำจัดศัตรูฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านกระบวนการต่างๆในรัฐธรรมนูญ
เพราะฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแก้ไขยากมาก ทางออกจะต้องมีการปลดล็อกอะไรบางอย่าง เพื่อให้ระบบเดินต่อไปได้ เช่น กระบวนการได้มาของ ส.ว.แต่กระทำได้ยากมาก
เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ลงตัวกับกลุ่มชนชั้นนำ
ส่วน ส.ว.ที่จะแก้รัฐธรรมนูญ ก็ไม่มี ส.ว.ในมือเลย หากรอบหน้ามีการเลือก ส.ว.ใหม่ ถ้าทำให้ ส.ว.ที่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญเข้ามาเยอะๆ ก็ยังมีโอกาสที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ
บวกกับพรรคการเมืองขณะนี้ประชาชนไม่ค่อยเชื่อถือ แม้กระทั่งพรรคส้มเอง และโอกาสที่พรรคส้มจะชนะการเลือกตั้งเป็นพรรคเดียวที่ได้คะแนนกว่า 400 เสียงก็เป็นไปไม่ได้ หากดูจากปัจจัยโครงสร้างทางการเมืองในรัฐบาลชุดนี้ กับโครงข่ายอำนาจทางการเมือง มีการจัดวางตั้งแต่การเลือกตั้งท้องถิ่นมาแล้ว
พรรคภูมิใจไทยต่างกับพรรคเพื่อไทยเพราะไม่มีมวลชน แต่พรรคภูมิใจไทยมีความได้เปรียบเพราะคุมอำนาจรัฐ การวางกลไกราชการ ท้องถิ่น ท้องที่ทั้งหมด จึงกลายเป็นโครงสร้างใหญ่ที่เกาะเกี่ยวในแง่เศรษฐกิจทางการเมืองอย่างลงตัว จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองยากมาก
ข้อเสนอแนะมีเพียงที่จะทำให้สังคมขับเคลื่อนต่อไปได้คือเรื่องของท้องถิ่น เพราะหากจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระดับบนคงเกิดขึ้นได้ยาก จึงต้องหันมาให้ประชาชนเริ่มมาสร้างแรงกดดันในท้องถิ่น
ที่ผ่านมาประเทศไทยให้ความสำคัญกับการเมืองระดับบน แต่ในความจริงหากผู้นำท้องถิ่นมีอำนาจ มีงบประมาณ ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมจะสามารถแก้ปัญหาระดับประเทศได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะชีวิตความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการรักษาพยาบาลเบื้องต้น ท้องถิ่นทำได้ ดังนั้นประชาชนในท้องถิ่น ควรไปกดดันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เข้ามามีบทบาทในการดูแลประชาชนมากขึ้น หากการบริหารงานระดับชาติล้มเหลว แต่ท้องถิ่นแข็งแรงจะช่วยประเทศชาติได้อีกทางหนึ่ง
ประการต่อมาการวิพากษ์วิจารณ์ สิ่งที่กลุ่มอำนาจเก่าไม่สามารถควบคุมได้คือ พื้นที่สาธารณะบนโซเชียลมีเดีย หากสังเกตดูจะพบว่าคนจะไม่ร่วมชุมนุม เพราะจะตกเป็นเครื่องมือของบรรดาแกนนำ ประกอบกับแกนนำก็หาผลประโยชน์จากการชุมนุม สะสมความร่ำรวยเป็นบันไดปีนไปสู่อำนาจของตัวเอง แต่ประชาชนสามารถสร้างวัฒนธรรมในการวิพากษ์วิจารณ์ มีผลกับรัฐบาลค่อนข้างมาก
หลายๆ ครั้งจะเห็นว่าพรรคการเมือง นักการเมืองยังต้องออกมาขอโทษ ดังนั้นสังคมต้องยกระดับเป็นพลเมืองที่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ แสดงถึงวุฒิภาวะ แต่ไม่ใช้อารมณ์ ใช้ข้อมูลเหตุผลกดดันรัฐบาล จะมีผลมากกว่า
เศวต เวียนทอง
อาจารย์พิเศษสาขารัฐศาสตร์การปกครอง
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

กกต.มีความเห็นส่งคดีฮั้ว ส.ว.ให้ศาลฏีกาในวันที่ 14 กันยายนนี้หรือไม่ ได้วิเคราะห์แล้วมีอยู่ 2 แนวทาง แนวทางแรกถ้าส่งฟ้อง เห็นด้วย เพราะทำตามกฎหมายและนิติธรรมการบริหารราชการแผ่นดิน และปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต เพื่อให้เป็นอำนาจศาลพิจารณาและวินิจฉัยตามหลักกฎหมาย และ กกต.ไม่ถูกฟ้องตามมาตรา 157 ละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอย่างใด
แนวทางที่ 2 ถ้าความเห็นของ กกต.ทั้ง 7 คน ลงมติไม่ส่งฟ้องศาลฎีกาป็นอันยุติเพราะคำวินิจฉัยของ กกต.สิ้นสุด หรือจบไปแล้ว แต่อาจมีผู้ร้องเรียน กกต.ตามมาตรา 157 ละเว้นปฏิบัติหน้าโดยมิชอบได้ เพราะในอดีตพรรคประชาธิปัตย์เคยฟ้อง กกต.ต่อศาลอาญามาก่อน ที่ กกต.เคยละเว้นในมาตราดังกล่าว
ถ้า กกต.ลงมติตามการพิจารณาและวินิจฉัยตามแนวทางที่ 2 เท่ากับว่า กกต.ยอมแอ่นอกรับโดนฟ้องตามมาตรา 157 แล้ว กกต.จะยอมเจ็บตัวหรือตายแทน ส.ว.หรือไม่ เพราะส่งผลให้คดีดังกล่าวเป็นอันสิ้นสุด และ ส.ว.หลุดคดีทั้งหมด ยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ และยังคงดำรงตำแหน่งตามเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แต่หากส่งฟ้องตามแนวทางที่ 1 ส่งผลให้อำนาจการพิจารณาคดีอยู่ในมือของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งโดยตรง และมีความเสี่ยงสูงที่อาจทำให้ ส.ว.ทั้ง 200 คน เป็นโมฆะได้ และหลุดจากตำแหน่ง ส.ว.ทั้งหมด เพราะศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีอำนาจเรียกพยาน หลักฐานและเอกสารประกอบการพิจารณาคดีได้ทั้งหมด
ส่วนการเมืองฝ่ายขวา และนักการเมืองฝ่ายค้าน เริ่มจุดกระแสการเมืองนอกสภาแล้วนั้นเป็นไปตามวัฏจักรการเมืองไทยที่มักมีการชุมนุมประท้วงนอกสภา หากมองดูตามหลักประชาธิปไตย เห็นว่าเป็นเรื่องของภาคประชาชน ถือเป็นการปลุกระดมมวลชนรูปแบบหนึ่ง
หากไม่สร้างความเดือดร้อนต่อผู้อื่นในฐานะนักวิชาการ ไม่อยากแสดงความคิดเห็นดังกล่าวเพียงต้องการชี้ถึงหลักกฎหมายระเบียบขั้นตอน และระบบปฏิบัติของบ้านเมืองเท่านั้น
ส่วนคดีดังกล่าว จะส่งผลกระทบเสถียรภาพรัฐบาลที่มีข้อครหาเป็นระบอบสีน้ำเงิน กินรวบได้แค่ไหนนั้น หากวิเคราะห์ถึงความถูกต้องนั้น เห็นว่าไม่เกี่ยวกับรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล เชื่อว่าไม่มีผลกระทบรัฐบาล เพราะรัฐบาลมาถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ถ้ารัฐบาลไม่ยุ่งเกี่ยวการฮั้ว ส.ว. ถือเป็นการล้ำเส้นอำนาจนิติบัญญัติ ไม่สามารถก้าวก่ายได้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดและแบ่งอำนาจบริหารนิติบัญญัติ และตุลาการ อย่างชัดเจน
ตอนนี้จัดตั้งรัฐบาลบริหารมาสู่เดือนที่ 6 แล้ว มาถูกต้องรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง ยกเว้นเสียงในสภาไม่ถึงกึ่งหนึ่ง อาจถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือซักฟอกได้ ถ้ามีเสียงในสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส.เกินกึ่งหนึ่ง ก็สามารถอยู่ได้ตามวาระ 4 ปีได้ หากไม่เกิดเหตุคาดฝันใดๆ

