สสส. แนะแม่ตั้งครรภ์-หลังคลอด ขยับกายตาม ‘เวชปฏิบัติ’ ยกระดับสุขภาวะแม่และเด็ก

13.08.26 | 09:00 น.

สสส. สานพลัง กรมอนามัย ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ และมูลนิธิศูนย์นมแม่ฯ ยกระดับการดูแลแม่และเด็ก ขับเคลื่อน ‘แนวทางเวชปฏิบัติการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด’ เปลี่ยนความเชื่อเดิม สู่การสร้าง Active Society ในช่วง ‘มหัศจรรย์ 2,500 วันแรกของชีวิต’ ลุยขยายผลสู่โรงเรียนพ่อแม่ และคลินิกฝากครรภ์คุณภาพทั่วประเทศ


พญ.ศิริพร กัญชนะ ประธานมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงหลักฐานทางการแพทย์ที่ย้ำชัดว่า การออกกำลังกายขณะตั้งครรภ์ช่วยให้รกมีขนาดใหญ่ขึ้น ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดและสารอาหารไปสู่ทารกดีขึ้น โดยงานวิจัยพบว่ามีส่วนช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสมองของลูกน้อยได้อย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับการดูแลหลังคลอด พญ.ศิริพร ระบุว่า การออกกำลังกายระดับปานกลางสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 20 นาที ไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณหรือคุณภาพของน้ำนมแม่ แต่จะช่วยลดภาวะซึมเศร้าหลังคลอด พร้อมทั้งฟื้นฟูสุขภาพกายและใจของคุณแม่ให้กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์

Advertisement

สอดคล้องกับ ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.พัญญู พันธ์บูรณะ ประธานอนุกรรมการอนามัยแม่และเด็ก ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า ราชวิทยาลัยฯ ได้จัดทำแนวทางเวชปฏิบัติ (CPG) โดยอ้างอิงหลักฐานเชิงประจักษ์ตามคำแนะนำของ ACOG และองค์การอนามัยโลก (WHO)

คำแนะนำดังกล่าวมุ่งเน้นให้หญิงตั้งครรภ์และหลังคลอดที่ไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์ ออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลาง เช่น เดินเร็วหรือปั่นจักรยานอยู่กับที่ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงภาวะครรภ์เป็นพิษ ความดันโลหิตสูง เบาหวานขณะตั้งครรภ์ และภาวะซึมเศร้า โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์

เพื่อนำองค์ความรู้ทางวิชาการไปสู่การปฏิบัติจริง นิรมล ราศรี ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. ได้อธิบายถึงแนวทางการขับเคลื่อนไว้ว่า แนวทางเวชปฏิบัติการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด สสส. มุ่งขยายผลผ่าน 3 กลไกสำคัญ คือ 1. การสื่อสารสร้าง Active Society ด้วยชุดความรู้และสื่อที่เข้าใจง่าย เพื่อสร้างความมั่นใจให้แม่และครอบครัว 2. การนำองค์ความรู้และเครื่องมือต้นแบบลงสู่ชุมชน ผ่าน รพ.สต. อสม. และเครือข่ายท้องถิ่น พร้อมสอดแทรกใน ‘โรงเรียนพ่อแม่’ และ ‘คลินิกฝากครรภ์คุณภาพ’ และ 3. การสนับสนุนองค์ความรู้ร่วมกับภาคีวิชาการ เพื่อให้คุณแม่ทุกพื้นที่เข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและนำไปปฏิบัติได้จริง

ขณะเดียวกัน พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ยังกล่าวเสริมถึงการบูรณาการเรื่องนี้เข้าสู่ระบบฝากครรภ์คุณภาพอย่างครอบคลุม 3 ระยะ ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรในระดับต้นน้ำ การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ผ่านคลินิกฝากครรภ์ (ANC) ในระดับกลางน้ำ และการพัฒนาสภาพแวดล้อมรวมถึงระบบนิเวศที่เอื้อต่อการออกกำลังกายในระดับปลายน้ำ เพื่อให้คุณแม่ออกกำลังกายได้อย่างมั่นใจในทุกช่วงอายุครรภ์

ส่วนมาตรฐานความปลอดภัย ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.พัญญู ได้เน้นย้ำถึงการออกแบบแนวทางเวชปฏิบัติที่ประเมินตามหลัก FITT (Frequency, Intensity, Time, Type) ข้อห้ามทางการแพทย์ สัญญาณเตือน และการยกของหนักอย่างรัดกุม เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศมีมาตรฐานเดียวกันในการดูแลคุณแม่

“แนวทางเวชปฏิบัติยังครอบคลุมการประเมินความปลอดภัย ข้อห้ามทางการแพทย์ สัญญาณเตือนที่ต้องหยุดออกกำลังกาย รวมถึงคำแนะนำเรื่องการยกของหนักตามช่วงอายุครรภ์ เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์มีแนวทางเดียวกันในการให้คำแนะนำอย่างถูกต้องและปลอดภัย โดยจะมีการแถลงรายละเอียดทางวิชาการเพิ่มเติมในเดือนตุลาคม เพื่อผลักดันแนวทางดังกล่าวไปสู่การใช้ในระบบบริการสุขภาพต่อไป” ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.พัญญู ทิ้งท้าย