สาวศรีสะเกษช็อก เช็กแอพพ์ทางรัฐ เจอคดีอาญา เปิดไทม์ไลน์แจงยิบมีหลักฐานที่อยู่ จี้ตรวจสอบ
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจาก น.ส.ณัทฆลตา อายุ 45 ปี ซึ่งประกอบกิจการร้านกดสิวในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ หลังเจ้าตัวตรวจสอบประวัติของตนเองผ่านแอพพลิเคชัน “ทางรัฐ” แล้วพบข้อมูลคดีอาญาที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน จนนำไปสู่การเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อุทุมพรพิสัย
น.ส.ณัทฆลตา เปิดเผยว่า เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ขณะที่เพื่อนเดินทางมาใช้บริการที่ร้านกดสิว และพูดคุยกันตามปกติ ก่อนเพื่อนจะถามว่า เคยเข้าไปตรวจสอบประวัติของตัวเองในแอปพลิเคชันทางรัฐหรือไม่ พร้อมแนะนำวิธีตรวจสอบข้อมูลประวัติอาชญากรรมและประวัติคดีของตนเอง
ด้วยความสนใจจึงลองเข้าไปตรวจสอบ โดยไม่ได้คาดคิดว่าจะพบสิ่งผิดปกติ แต่เมื่อเปิดดูข้อมูลกลับพบว่า มีชื่อของตนเองปรากฏอยู่ในคดีอาญา โดยระบุว่าเกี่ยวข้องกับคดีขายสุราเกินเวลา และมีข้อมูลว่าถูกจับกุมเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2566 เวลา 17.05 น.
“ตอนที่เห็นครั้งแรกตกใจมาก เพราะเราไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองมีคดีอาญา ตอนแรกคิดว่าแอปทางรัฐอาจมีข้อมูลผิดพลาดหรือระบบอาจจะคลาดเคลื่อน ก็เลยอยากไปตรวจสอบให้แน่ใจว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร” น.ส.ณัทฆลตา กล่าว
หลังจากนั้นเจ้าตัวจึงเดินทางไปที่ สภ.อุทุมพรพิสัย เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบข้อมูลคดีดังกล่าว โดยหวังว่าจะพบว่าเป็นเพียงความผิดพลาดของระบบหรือการบันทึกข้อมูลที่คลาดเคลื่อน แต่ผลการตรวจสอบเบื้องต้นกลับทำให้เจ้าตัวตกใจมากขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่า มีข้อมูลคดีอยู่ในระบบจริง ทั้งข้อมูลการลงบันทึกประจำวัน รายละเอียดข้อกล่าวหา และข้อมูลเกี่ยวกับการจับกุม รวมถึงมีการระบุว่ามีตำรวจและชุดจับกุมเข้าไปดำเนินการจริง
น.ส.ณัทฆลตา กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แนะนำให้กลับมาตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง เพื่อดูว่าสำนวนคดีดังกล่าวมีที่มาอย่างไร และประเด็นสำคัญคือ ใครเป็นผู้ลงชื่อหรือให้ความยินยอมแทนตัวเธอ เนื่องจากเจ้าตัวยืนยันว่าไม่เคยถูกจับกุมหรือรับทราบคดีดังกล่าวมาก่อน

น.ส.ณัทฆลตา กล่าวว่า เมื่อถึงวันจึงเดินทางกลับไปที่ สภ.อุทุมพรพิสัยอีกครั้ง และได้ขอตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดี พบว่ามีสำนวนคดีถูกจัดเก็บอยู่จริง และคดีดังกล่าวได้ดำเนินการจนเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีข้อมูลว่ามีการชำระค่าปรับและดำเนินการตามกระบวนการของคดีเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ทำให้เจ้าตัวเกิดข้อสงสัยอย่างมากคือ เมื่อขอตรวจสอบเอกสารในสำนวน กลับ ไม่พบลายเซ็นของตน ในเอกสารที่เกี่ยวข้องตามที่เธอคาดว่าจะต้องมี หากเป็นผู้ถูกจับกุมและดำเนินคดีจริง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ณัทฆลตา ยังได้นำหลักฐานเกี่ยวกับ ไทม์ไลน์ในวันที่ 11 มีนาคม 2566 ไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบ เพื่อยืนยันว่าในช่วงเวลาที่มีการระบุว่าเธอถูกจับกุม เธออยู่ที่ใดและกำลังทำอะไรโดยหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่นำไปแสดง คือภาพถ่ายและข้อมูลสถานที่จากโทรศัพท์มือถือ ซึ่งระบุว่าในวันดังกล่าว เวลาประมาณ 16.22 น. เธอกำลังเดินเข้าไปภายใน ห้างแห่งหนึ่งอุทุมพรพิสัย
น.ส.ณัทฆลตา กล่าวว่า โดยส่วนตัวเป็นคนชอบถ่ายภาพ เวลาเดินทางไปไหนมักให้สามีถ่ายภาพเก็บไว้ และโทรศัพท์มือถือจะมีข้อมูลวัน เวลา และสถานที่ประกอบภาพ นอกจากนี้ยังมีการโพสต์และเช็กอินบนสื่อสังคมออนไลน์ในวันดังกล่าวด้วย ซึ่งวันนั้นเป็นช่วงเดือนเกิดของเธอ และสามีได้พาไปซื้อทองที่ร้านทองภายในห้างโลตัส อุทุมพรพิสัย จึงมีหลักฐานภาพถ่ายและข้อมูลสถานที่ที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้เมื่อเทียบกับข้อมูลในคดีที่ระบุว่าถูกจับกุมในเวลา 17.05 น. น.ส.ณัทฆลตามองว่า มีข้อสงสัยอย่างมาก เพราะช่วงเวลาก่อนหน้านั้นเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เธอยังอยู่ภายในห้างและมีหลักฐานประกอบอย่างชัดเจน
“เวลา 16.22 น. เรากำลังเดินเข้าห้างโลตัส สามีเป็นคนถ่ายรูปให้ มีทั้งเวลาและสถานที่ แล้ววันนั้นสามีพาไปซื้อทอง เพราะเป็นเดือนเกิดของเรา เราจึงมีหลักฐานว่าอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ ซึ่งมันทำให้เราสงสัยว่า แล้วเราจะไปถูกจับตอน 17.05 น. ได้อย่างไร” น.ส.ณัทฆลตา กล่าวว่า
น.ส.ณัทฆลตา กล่าวว่า ตนตั้งข้อสังเกตอีกว่า ข้อมูลที่ปรากฏใน คดีอาญาหมายเลข 131/2566 มีทั้งชื่อและนามสกุลเดิมของเธอ เนื่องจากปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อและนามสกุลไปแล้ว ขณะที่ข้อมูลบางส่วนในคดีกลับตรงกับข้อมูลปัจจุบัน ทั้งเลขบัตรประชาชน ที่อยู่ และรายละเอียดส่วนบุคคลต่างๆ
ประเด็นดังกล่าวทำให้เจ้าตัวเกิดความกังวลเป็นอย่างมาก เพราะแม้ชื่อและนามสกุลในเอกสารจะเป็นข้อมูลเดิม แต่รายละเอียดสำคัญอื่นๆ กลับตรงกับตัวเธอ จึงต้องการทราบว่า ข้อมูลดังกล่าวถูกนำเข้าสู่สำนวนคดีได้อย่างไร และบุคคลใดเป็นผู้ให้ข้อมูลหรือดำเนินการเกี่ยวกับคดี
น.ส.ณัทฆลตา กล่าวว่า ไม่ได้ต้องการกล่าวหาเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดโดยปราศจากข้อเท็จจริง แต่ต้องการให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียด เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ชื่อเสียง ประวัติอาชญากรรม และข้อมูลส่วนบุคคลของเธอ
“เราไม่พอใจ เพราะเราไม่มีสิทธิที่จะถูกนำชื่อไปเป็นผู้ต้องหา หรือเป็นจำเลยในคดีใดๆ โดยที่เราไม่รู้เรื่อง เราอยากรู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นคนดำเนินการ ใครเป็นคนเซ็น และทำไมข้อมูลของเราถึงไปอยู่ในคดีนี้” น.ส.ณัทฆลตา กล่าว
น.ส.ณัทฆลตา กล่าวว่า หลังจากตรวจสอบข้อมูลกับเจ้าหน้าที่แล้ว เจ้าตัวได้แจ้งข้อสงสัยและนำหลักฐานเกี่ยวกับไทม์ไลน์ในวันเกิดเหตุไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมขอให้มีการตรวจสอบเอกสารในสำนวนอย่างละเอียด เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แนะนำให้เจ้าตัวติดต่อสอบถามและปรึกษา ผู้กำกับการ สภ.อุทุมพรพิสัย เพื่อให้ตรวจสอบรายละเอียดของคดีและที่มาของข้อมูล เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับสำนวนคดีที่ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว
น.ส.ณัทฆลตา กล่าวว่า หลังจากได้รับคำแนะนำจึงพยายามติดต่อผู้กำกับการ สภ.อุทุมพรพิสัย เพื่อขอคำชี้แจงและสอบถามถึงข้อเท็จจริง แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถพูดคุยโดยตรงได้ เนื่องจากผู้กำกับการยังไม่สะดวกรับโทรศัพท์
เจ้าตัวจึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเรื่องนี้โดยเร็ว โดยเฉพาะประเด็นว่า บุคคลในคดีอาญาหมายเลข 131/2566 เป็นตัวเธอจริงหรือไม่ ใครเป็นผู้ถูกจับกุม ใครเป็นผู้ลงชื่อในเอกสาร และเหตุใดข้อมูลส่วนตัวของเธอจึงปรากฏอยู่ในสำนวนคดี รวมถึงต้องการให้ตรวจสอบข้อมูลประวัติในระบบที่เชื่อมโยงกับแอปพลิเคชันทางรัฐ หากพบว่าเป็นการบันทึกข้อมูลผิดบุคคล หรือเกิดความคลาดเคลื่อนในกระบวนการดำเนินคดี ก็ขอให้มีการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้กระทบต่อประวัติและสิทธิของเธอในอนาคต
ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับที่มาของคดี การจับกุม การลงลายมือชื่อ และการชำระค่าปรับ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยยังไม่มีข้อสรุปว่าข้อมูลดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดของระบบ การบันทึกข้อมูลคลาดเคลื่อน หรือมีบุคคลอื่นนำข้อมูลของ น.ส.ณัทฆลตา ไปใช้แต่อย่างใด จึงต้องรอการตรวจสอบสำนวนและหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบต่อไป




