เปิดพฤติการณ์ชายจีน หนีคดีซุกไทย สวมสิทธิทำทัวร์ครบวงจรในพัทยานาน 30 ปี เปิด 5 บริษัท ทุนจดทะเบียน 89 ล้าน
จากกรณี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร., พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ.ตร., พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี, กำลังตำรวจภูธรภาค 2, ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี, ตำรวจสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, ตำรวจท่องเที่ยว, ปลัดจังหวัด, นายอำเภอบางละมุง, เจ้าหน้าที่ศูนย์ต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน DOPA N.I.C.E., เจ้าหน้าที่กรมการปกครอง นำหมายจับศาลจังหวัดพัทยา เลขที่ 509/2569 ฐานความแจ้งเอกสารอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานราชการ (บัตรประชาชนปลอม) เข้าทำการจับกุม นายสุชาติ หรือ นายซู ซาน อายุ 67 ปี (Mr.Zhu Zhishan) ชาวจีน หลังพบหลักฐานสำคัญในการแอบสวมสิทธิ์ทำบัตรประชาชนไทย โดยจับกุมได้ที่บ้านพัก ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ม.7 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรีนั้น
อ่านข่าว – รวบชายจีนหนีคดี30ปี สวมสิทธิเป็นคนไทย ทำธุรกิจ มีทรัพย์สินในชลบุรีกว่า 100 ล้าน
จากการสืบสวนสอบสวนข้อมูลเชิงลึก นายสุชาติ หรือชื่อจริงเดิม คือ นายซู ซาน อายุ 67 ปี ชาวจีน พบมีประวัติก่อคดีอาชญากรรมร้ายแรง (ฆาตกรรมผู้อื่นโดยเจตนา) เหตุเกิดเมืองไท่โจว มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนจะถูกทางการประเทศจีนออกหมายจับ ในช่วงวันที่ 9 มกราคม 1990 (พ.ศ.2533) หรือเมื่อ 36 ปีก่อน จนในปี 2020 (พ.ศ.2563) องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (หมายแดง อินเตอร์โพล เลขที่ A-6202/7-2020) ก่อนที่เจ้าตัวจะหลบหนีออกจากประเทศจีนมายังประเทศเมียนมา (พม่า) ก่อนจะหลบหนีข้ามแดนมาในประเทศไทย

จนกระทั่งใน พ.ศ.2544 นายซู ซาน มีการไปสวมสิทธิ์ชาวกะเหรี่ยง ก่อนจะได้บัตรประชาชนไทย ที่ อ.พบพระ จ.ตาก โดยมีการจ่ายค่าดำเนินการไป 50,000 บาท จนมีบัตรประชาชนไทย ชื่อว่า “นายสุชาติ สุรชัย” (หมายเลขบัตรประชาชน 8 6307 84054 681) เมื่อได้บัตรประชาชนก็เริ่มมาประกอบธุรกิจในพื้นที่เมืองพัทยา
โดยมีชื่อเป็นเจ้าของบริษัททั้งหมด 5 บริษัท ประกอบธุรกิจทัวร์แบบครบวงจร อาทิ โรงแรม, ร้านอาหาร, ร้านกาแฟ, และธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว โดยใช้ทุนจดทะเบียนบริษัทรวมกว่า 89 ล้านบาท รวมระยะเวลาการประกอบธุรกิจในเมืองพัทยารวมทั้งสิ้นกว่า 30 ปี
นอกจากนี้ยังพบว่าในระหว่างที่เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย นายสุชาติ หรือชื่อจริง เดิมคือ นายซู ซาน ได้จดทะเบียนสมรสที่ อ.บางละมุง กับ นางสาวหยุนฮัว วันที่ 12 พฤศจิกายน 2533 และกำเนิดลูกแฝดชาย-หญิง ปัจจุบัน อายุ 12 ปี โดยการไปแจ้งเกิดสูติบัตรจนลูกได้สัญชาติไทยทั้ง 2 คน

นอกจากนี้ยังพบประวัติว่า ในช่วง 13 ปี นายซู ซาน มีการย้ายเข้า-ออกทะเบียนบ้านทั้งหมด 8 ครั้ง โดยย้ายออกจากบ้านเลขที่ในอำเภอพบพระ จังหวัดตาก เมื่อปี 2546 เข้ามาในทะเบียนบ้านอำเภอบางละมุง จ.ชลบุรี จากนั้นก็มีการย้ายเข้าออกบ้านเลขที่ในพื้นที่อำเภอบางละมุง รวม 7 ครั้ง ซึ่งบ้านเลขที่ที่มีการย้ายล่าสุดคือบ้านหลังหนึ่ง ใน ม.9 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2559 และเป็นบ้านเลขที่เดียวกันกับที่อยู่ปัจจุบันตามบัตรประชาชน
ส่วนการจับกุมได้ในครั้งนี้สืบเนื่องจาก นายสุชาติ หรือนายซู ซาน ได้ทำวีซ่าเดินทางไปยังประเทศจีน (ประเทศบ้านเกิด) จนกระทั่งทางการจีนพบเอกสารมีความผิดปกติ เนื่องจาก นายซู ซาน เป็นประชาชนพลเมืองของประเทศจีนมาก่อน แต่กลับได้สัญชาติไทยอย่างมีนัยสำคัญ ทางการประเทศจีนจึงมีการสืบสวนจนพบว่านายสุชาติก็คือ นายซู ซาน และมีประวัติฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา สถานทูตจีนจึงมีการประสานมาทางกระทรวงมหาดไทย ให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน
จนกระทั่งล่าสุด กระทรวงมหาดไทย โดยศูนย์ต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน DOPA N.I.C.E. พบว่านายซู ซาน มีการไปยื่นเอกสารเพื่อต่อบัตรประชาชน ที่อำเภอบางละมุง แต่เนื่องจากเอกสารไม่ครบ โดยต้องรอเอกสารสำคัญบางส่วน แต่เมื่อทางอำเภอตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกพบความผิดปกติหลายอย่าง จึงยื่นเรื่องกลับไปยังกรมการปกครอง รวมถึงลงพื้นที่ไปสอบปากคำญาติพี่น้องชาวกะเหรี่ยง ว่า นายสุชาติ สุรชัย หรือนายซู ซาน เป็นบุคคลในเครือญาติหรือไม่ ซึ่งได้รับการยืนยันว่าไม่ใช่ญาติพี่น้อง และคาดว่าน่าจะมีการสวมสิทธิเพื่อใช้บัตรประชาชน กรมการปกครองจึงมีคำสั่งนายอำเภอบางละมุง เดินทางไปแจ้งความกับตำรวจ สภ.บางละมุง

จนกระทั่งมีการออกหมายจับ นายสุชาติ หรือ นายซู ซาน ฐานความผิด “แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตร และแจ้ง ข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตร” ต่อมาตำรวจจึงเริ่มปฏิบัติการสืบสวนสอบสวนจนสามารถขออนุมัติศาลจังหวัดพัทยาออกหมายจับ โดยตำรวจสืบสวนภาค 2 ร่วมกับตำรวจ สภ.บางละมุง สามารถจับกุม นายสุชาติ หรือชื่อจริงเดิมคือ นายซู ซาน ได้ที่บ้านพักดังกล่าว
นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างทางการไทยและทางการจีน ซึ่งภายหลังทราบเรื่อง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีการสั่งการให้ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน จนเป็นที่มาของการจับกุม นายสุชาติ หรือนายซู ซาน รวมถึงการถอดถอนสัญชาติไทย ซึ่งรวมถึงตัวลูกแฝด 2 คน ที่ได้สัญชาติไทยก่อนหน้านี้ และเตรียมบังคับใช้กฎหมายพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ.2499 ที่เปลี่ยนมาเป็นกฎหมายหลัก และมีการประกาศใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ.2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เพื่อเพิ่มมาตรการเด็ดขาดในการจัดการกับชาวต่างชาติที่เข้ามากระทำผิดในประเทศไทย เตรียมขยายผลเรื่องนี้และมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นกรณีมีการออกบัตรประชาชนให้กับชาวจีนรายนี้ โดยจะมีคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในพื้นที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก และมีการตรวจสอบแบบถอนรากถอนโคน อีกทั้งยังพบว่าหลังมีการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก มีบุคคลชาวต่างชาติในลักษณะดังกล่าวอีกหลายราย ซึ่งห่างกับกระทรวงมหาดไทย จะร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กวาดล้างชาวต่างชาติกลุ่มนี้ให้สิ้นซาก
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า กรณีนายซู ซาน ก่อเหตุฆ่าผู้อื่นในประเทศจีน ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี 2533 หรือ 36 ปีก่อน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าคดีดังกล่าวยังไม่หมดอายุความ โดยทางการไทยเตรียมรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีก่อนจะส่งตัวกลับไปให้ทางจีนดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากนี้จะมีการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายซู ซาน ทั้งหมด พร้อมทั้งทำการยึดทรัพย์ซึ่งรวมมูลค่าเกือบ 100 ล้านบาท




