“หมอเวร” ชี้ถอดสายน้ำเกลือไม่ต้องใช้กรรไกรตัดสาย ยกแนวทางต่างประเทศห้ามใช้ของมีคมแกะวัสดุยึดในเด็ก
จากกรณีเด็กชายวัยประมาณ 1 ขวบ เข้ารักษาอาการไข้หวัดในโรงพยาบาล ก่อนเกิดเหตุได้รับบาดเจ็บจนปลายนิ้วขาด ระหว่างเจ้าหน้าที่ใช้กรรไกรนำเทปหรือผ้าก๊อซที่พันยึดสายน้ำเกลือออก และภายหลังทีมแพทย์ได้ผ่าตัดต่อนิ้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างพักฟื้นและติดตามผลการรักษานั้น
เพจ “หมอเวร” โพสต์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนทางการแพทย์ พร้อมระบุว่า รายละเอียดเหตุการณ์และบทบาทของเจ้าหน้าที่ในกรณีดังกล่าวยังต้องรอผลตรวจสอบและคำชี้แจงจากโรงพยาบาล จึงยังไม่ควรสรุปว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในขั้นตอนใด หรือเกิดจากสาเหตุใด
เพจหมอเวรอธิบายว่า ต้องแยกระหว่างการ “ถอดสายน้ำเกลือ” กับการ “ตัดสายน้ำเกลือ” เนื่องจากตามปกติ การถอดสายสวนหลอดเลือดดำส่วนปลายจะค่อยๆ แกะวัสดุที่ใช้ยึดออก ก่อนถอนสายสวน โดยไม่จำเป็นต้องตัดตัวสาย ดังนั้น การใช้กรรไกรที่เป็นประเด็นในกรณีนี้อาจเกิดขึ้นระหว่างการนำเทป ผ้าพัน หรือวัสดุที่ใช้ยึดอุปกรณ์ออก ซึ่งต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเกิดเหตุในขั้นตอนใด
ส่วนกรรไกรเฉพาะทางสำหรับตัดผ้าพันแผล เช่น กรรไกรแบบ Lister แม้จะมีปลายด้านหนึ่งทู่และออกแบบเพื่อลดโอกาสทิ่มผิวหนัง แต่ไม่ได้หมายความว่าใบมีดจะไม่สามารถตัดเนื้อได้ หรือการสอดกรรไกรเข้าไปใกล้มือของเด็กจะปลอดภัยเสมอไป
เพจหมอเวรยังยกแนวทางของ Clinical Excellence Commission รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเคยออกคำเตือนหลังพบเด็กได้รับบาดเจ็บจากกรรไกรระหว่างนำวัสดุที่ยึดสายน้ำเกลือออก ตั้งแต่แผลถลอกไปจนถึงการสูญเสียอวัยวะบางส่วนหรือทั้งหมด โดยแนวทางระบุให้แกะหรือคลายเทปด้วยมือ และไม่ใช้กรรไกรหรือของมีคมในการนำวัสดุปิดแผลและอุปกรณ์ดามที่ยึดสายน้ำเกลือออก
สำหรับข้อสงสัยว่าต้องใช้แรงมากเพียงใดจึงทำให้นิ้วเด็กขาด เพจหมอเวรระบุว่า ไม่สามารถประเมินแรงหรือจำนวนครั้งจากข้อมูลข่าวได้ เพราะต้องทราบทั้งชนิดของอุปกรณ์ ตำแหน่งบาดเจ็บ และลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ขณะที่มือของเด็กเล็กมีพื้นที่น้อย วัสดุยึดสายและอุปกรณ์ดามอาจอยู่ใกล้นิ้ว แม้ตำแหน่งแทงสายสวนจะอยู่บริเวณหลังมือ สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การตรวจสอบว่ามีอะไรอยู่ในแนวตัด เจ้าหน้าที่สามารถมองเห็นได้ครบหรือไม่ และเหตุใดจึงเลือกใช้วิธีดังกล่าว
ส่วนกรณีต้องมีผู้ช่วยจับหรือประคองเด็กหรือไม่นั้น โดยทั่วไปโรงพยาบาลต้องประเมินและจัดท่าเด็กให้สามารถทำหัตถการได้อย่างปลอดภัย อาจมีเจ้าหน้าที่อีกคนช่วยประคอง หรือให้ผู้ปกครองช่วยอุ้มและปลอบตามคำแนะนำ แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนต้องถูกมัดหรือกดแขนไว้ โดยแนวทางการดูแลเด็กจะเน้นการประคองให้เกิดความมั่นคงและสบาย ลดการบังคับยึดตรึง และควรหยุดหัตถการที่ไม่เร่งด่วนหากเด็กไม่พร้อมหรือมีความทุกข์ทรมานมาก
อย่างไรก็ตาม สำหรับเหตุการณ์นี้ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าขณะเกิดเหตุมีใครช่วยประคองเด็กอยู่บ้าง จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าไม่มีผู้ช่วย และแม้ผู้ปกครองจะช่วยประคองเด็ก ก็ไม่ได้หมายความว่าความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยจะตกอยู่กับครอบครัว
ด้านการเยียวยา เพจหมอเวรระบุว่า หากเด็กใช้สิทธิบัตรทองและเข้าเงื่อนไขความเสียหายจากบริการของหน่วยบริการในระบบ ครอบครัวสามารถยื่นขอเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามมาตรา 41 ได้ โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ว่าใครเป็นฝ่ายผิด และต้องยื่นภายใน 2 ปีนับแต่วันที่ทราบความเสียหาย โดยสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วน สปสช. 1330
สำหรับเกณฑ์เงินช่วยเหลือ แบ่งเป็นกรณีบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยต่อเนื่องไม่เกิน 100,000 บาท กรณีพิการหรือสูญเสียอวัยวะ 100,000-240,000 บาท และกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร 240,000-400,000 บาท อย่างไรก็ตาม เด็กในกรณีนี้จะเข้าหลักเกณฑ์ใดและได้รับเงินเท่าใด ต้องพิจารณาจากสิทธิและผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง โดยเงินดังกล่าวเป็นเพียงความช่วยเหลือเบื้องต้น ไม่ใช่ข้อสรุปค่าเสียหายทั้งหมด
เพจหมอเวรทิ้งท้ายว่า การผ่าตัดต่อนิ้วเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการรักษา หลังจากนี้ยังต้องติดตามการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงนิ้ว การหายของแผล ตลอดจนการฟื้นตัวของความรู้สึกและการเคลื่อนไหว จึงยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิมมากน้อยเพียงใด พร้อมระบุว่าครอบครัวควรได้รับทั้งการดูแล คำตอบ และความรับผิดชอบที่ชัดเจน เพราะผลกระทบที่เกิดกับเด็กอาจยาวนานกว่าวันที่ออกจากโรงพยาบาล



