คอลัมน์ Agora : กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
เดนตายในผ้าเหลือง (2) | จัดฉากว่าตายแล้ว
ภารกิจลับสุดยอดของหน่วยกล้าตายชาวญี่ปุ่นจากเริ่มแรกที่มีจำนวน 9 คน ในที่สุดก็เหลือ 8 คน เนื่องจากตาตา (หรือออกเสียงแบบที่คนไทยคุ้นเคยคือทาตะ) ไม่ได้รับอนุมัติให้ร่วมภารกิจนี้ เนื่องจากเป็นทายาทเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ในครอบครัว และมีแม่ผู้ชราภาพมากแล้ว
ดังนั้น ผู้บังคับบัญชาจึงมีคำสั่งเด็ดขาดให้เขาต้องกลับบ้านไปดูแลครอบครัว
เมื่อตัดเขาออก เหล่าเดนตายในผ้าเหลืองจึงมีเพียง 8 คน รวมทั้งมาซาโนบุ ทสุจิ ด้วย
ในบรรดา 8 คนนี้มีทสุจิคนเดียวที่เป็นผู้อาวุโส ที่เหลืออีก 7 คนล้วนแล้วแต่เป็นคนหนุ่มวัยไม่เกิน 23 ปีด้วยกันทั้งนั้น
ปฏิบัติการลับใต้ดินนี้ได้รับการอนุมัติอย่างไม่เป็นทางการจากกองทัพใหญ่ โดยต้นคิดมาจากตัวทสุจินั่นเอง จากนั้นก็ได้รับความเห็นชอบตามสายบังคับบัญชาขึ้นมาเป็นขั้นๆ
เริ่มจากหัวหน้าเสนาธิการ “ทาคาชิ ฮานายา” โดยปรากฏหลักฐานอยู่ในบันทึกของนายพลอาเคโตะ นากามูระ ชื่อว่า “ผู้บัญชาการชาวพุทธ ความทรงจำของนายพลนากามูระ เกี่ยวกับเมืองไทยสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา” บทที่ 25 “การตายของเสนาธิการทสุจิ” ดังข้อความที่บรรยายว่า นายพลนากามูระได้ทราบเรื่องนี้หลังจากที่ฮานายาพาทสุจิมาเข้าพบ เพื่อรายงานภารกิจและขออนุมัติปฏิบัติการ
โดยฮานายาอ้างเหตุผลแก่นากามูระว่า
“เพื่อให้ญี่ปุ่นฟื้นและลุกกลับคืนมาได้อีก การบันทึกข้อเท็จจริงหลังแพ้สงครามนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับประเทศชาติ ในแง่นี้ข้าพเจ้าพิจารณาให้เสนาธิการทสุจิพร้อมกับนายทหารหนุ่มอีกหลายคนไปปฏิบัติงานใต้ดินโดยไม่จำกัดเวลา เรื่องนี้ได้รับอนุมัติอย่างไม่เป็นทางการจากกองบัญชาการกองทัพใหญ่ แต่ในฐานะที่ท่านเป็นผู้บัญชาการจึงขอคำตัดสินจากท่านด้วย”
สถานภาพของนายพลนากามูระซึ่งเป็นแม่ทัพ “งิ” คือเป็นผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 18 หรือกองทัพญี่ปุ่นประจำประเทศไทยนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเห็นชอบต่อภารกิจนี้
ทว่าไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า ความเห็นที่แท้จริงของนากามูระเป็นอย่างไร
แต่เขาบันทึกว่าได้ยอมตามความต้องการของฮานายาและทสุจิไป เนื่องจากไม่สามารถทัดทานอะไรได้
เขาคงตระหนักเป็นอย่างดีว่าต่อให้ห้ามปรามก็คงไม่เป็นผล หากคนบ้าดีเดือดอย่างทสุจิตัดสินใจจะทำอะไรแล้วก็ไม่มีใครไปหยุดยั้งเขาได้
อาจกล่าวได้ว่าทสุจิคิดแผนการร่วมกับฮานายา และตัดสินใจทำลงไปก่อนโดยพลการ จากนั้นก็ไปรายงานแก่นากามูระแบบ “มัดมือชก”
ดังที่นากามูระได้กล่าวไว้ในบันทึกว่า
“เรื่องออกไปปฏิบัติงานใต้ดินของเสนาธิการทสุจินี้ ข้าพเจ้าเพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรกในครั้งนี้เอง แต่การตัดสินใจที่มีไปแล้วของเขาทั้งสองคนเป็นเรื่องยากจะเปลี่ยนใจได้”
ในที่สุด ภารกิจนี้ก็ได้รับการอนุมัติตามความประสงค์ของทสุจิ โดยทสุจิได้ลงมือขั้นต่อไปด้วยการส่งโทรเลขลับสุดยอดไปที่กองบัญชาการทหารสูงสุด จากนั้นจึงนำมาให้นายพลนากามูระลงนามในคืนนั้นเลย
เรื่องราวนี้เกิดขึ้นภายในวันเดียวเท่านั้น กล่าวคือ รุ่งเช้าของวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2488 นากามูระได้ทราบเรื่องจากปากของฮานายาและทสุจิ พอตกกลางคืน ทสุจิติดต่อกับกองบัญชาการทหารสูงสุด แล้วนำเอกสารมาให้นากามูระลงนาม
และในคืนวันเดียวกันนั้นเองก็มีคำสั่งจากกองทัพใหญ่ว่าในวันต่อมาจะมีประกาศสำคัญจากโตเกียว จึงเรียกตัวหัวหน้าเสนาธิการฮานายามารายงานตัวต่อกองบัญชาการกองทัพใหญ่ที่ไซ่ง่อน
ถัดจากนั้นอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง เมื่อแสงอรุโณทัยเริ่มจับขอบฟ้าในวันที่ 15 สิงหาคม ฮานายาก็ขึ้นเครื่องบินออกจากกรุงเทพฯ ไปปรากฏกายที่ไซ่ง่อน
บัดนี้ฮานายาผู้มีชื่อเสียงไม่น้อยกว่าใครในสมรภูมิแปซิฟิกถึงขนาดได้รับสมญาจากทหารอังกฤษว่า “วิปโยคแห่งอาระกัน” และเป็นคนเพียงไม่กี่คนในโลกที่รับรู้ภารกิจลับนี้อย่างละเอียดก็ได้ออกจากประเทศไทยไปสู่เวียดนามแล้ว
ต่อจากนี้เป็นต้นไปเขาจะไม่พูดถึงชายชื่อทสุจิอีก เว้นแต่เป็นการปรึกษาหารือกันภายในกับผู้บัญชาการกองทัพใหญ่ภาคพื้นทิศใต้เท่านั้น
ถึงตอนนี้ทสุจิได้ตายจากโลกไปแล้ว เพราะสถานะของเขาในทางราชการได้ระบุออกมาว่าเสนาธิการมาซาโนบุ ทสุจิ คือผู้ที่ตายในสนามรบ
อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีในภายหลังว่าเอกสารราชการทั้งหมดที่ระบุว่าทสุจิตายไปแล้วนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องหลอกลวง ความจริงก็คือเขายังมีชีวิตอยู่พร้อมกับผู้ใต้บังคับบัญชาอีก 7 คน ซุ่มซ่อนอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ จุดไต้ตำตอของกองทัพสัมพันธมิตรที่เข้ามาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่น กองกำลังที่เข้ามานี้นำโดยจอมพลเมาท์แบตตัน ผู้บัญชาการฝ่ายสัมพันธมิตรภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพลตรีอีแวนซ์ ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพอังกฤษประจำประเทศไทย
ซึ่งในกาลต่อมาสถานะของทสุจิจะสร้างความสงสัยให้กับพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นไปได้อย่างไรที่นายทหารระดับสูงอย่างทสุจิจะตายในสนามรบแต่หาศพไม่เจอ!
15 สิงหาคม ในวันที่ฮานายาไปรายงานตัวที่กองบัญชาการกองทัพใหญ่ที่ไซ่ง่อน ชาวญี่ปุ่นทั้งชาติก็ได้ยินพระสุรเสียงขององค์สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะแห่งญี่ปุ่น ทรงประกาศการยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างไม่มีเงื่อนไข
แม้ความจริงข้อนี้จะสั่นสะเทือนจิตใจของทหารและชาวญี่ปุ่นทั้งประเทศ แต่สำหรับเหล่าเดนตายที่เตรียมการรับมือกับเรื่องนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว
พวกเขาก็ได้แต่เงียบขรึมและเก็บความรู้สึกเอาไว้อย่างมิดชิด
พอถึงวันถัดมา 16 สิงหาคม 2488 ทสุจิก็เดินทางเข้าไปพบกับนากามูระที่ห้องทำงานเพียงลำพังเพื่อร่ำลา
ส่วนหน่วยกล้าตายอีก 7 คนที่เหลือรอคอยอยู่ภายนอก
นากามูระอวยพรให้ทสุจิประสบความสำเร็จตามที่มุ่งหวังไว้ ส่วนทสุจิพูดคำสุดท้ายว่า “แค่นี้นะครับ” แล้วก็รีบเดินจากไป
เรื่องราวในช่วงเวลานี้นากามูระได้บอกเล่าไว้ในบันทึกว่า
“ข้าพเจ้ามองตามทางที่เขาเดินไปและยกมือขึ้นพนม ตอนนั้นข้าพเจ้าคิดว่าเขาเดินไปแล้วคงไม่หันหลังกลับมาอีก แต่คิดผิด เพราะว่าเขาหันหลังกลับมามองดูข้าพเจ้าอีกถึง 2 ครั้ง เขาเดินไปที่ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ริมคลอง ที่นั่นมีลูกน้องของเขารออยู่ 7 คน (พวกนั้นเป็นผู้ที่ผ่านโรงเรียนฝึกเป็นนายทหาร และสมัครเป็นหน่วยกล้าตาย บางคนตอนนั้นอยู่ในฐานะบวชเป็นพระก็มี) หลังจากนั้นเขากับลูกน้องก็หายไปในความมืด”
อ่านต่อฉบับหน้า
