เดนตายในผ้าเหลือง : เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย สุดท้ายได้เป็นนักเรียน
คอลัมน์ Agora : กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
เดนตายในผ้าเหลือง (3) : เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย สุดท้ายได้เป็นนักเรียน
ปฏิบัติการลับของทหารญี่ปุ่นทั้งแปดในการปลอมตัวเป็นพระภิกษุสงฆ์เริ่มต้นขึ้นด้วยการรวมพลกันที่ “โรงแรมประเทศไทย” ซึ่งปัจจุบันคือสถานทูตรัสเซีย ย่านสาทร (ในหนังสือนายพลลี้ภัยเขียนว่าถนนสาธร) เพื่อเรียนรู้วิธีการห่มจีวรจากพระญี่ปุ่นนิกายบุณฑริกนามว่า “มารูยามา”
จากนั้นก็ตระเตรียมความพร้อมในเรื่องที่จำเป็น รวมทั้งจัดการเอกสารต่างๆ เช่น บัตรประจำตัวพระสงฆ์ ฯลฯ ที่กรมการศาสนาของไทยได้ทำให้กับทั้งแปดคน ตามที่ “ยามาโมโต” เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยได้ดำเนินการเจรจากับทางการไทยจนสำเร็จ
เมื่อทำความเข้าใจแผนการต่างๆ ลุล่วงแล้วทั้งหมดก็สละผ้าเหลืองออก แล้วเปลี่ยนเครื่องแต่งกายกลับไปสู่เครื่องแบบทหารอีกครั้ง รอคอยเวลาเปลี่ยนโฉมมาเป็นพระอีกครั้งหลังสะสางธุระของแต่ละคนให้แล้วเสร็จ
สำหรับมาซาโนบุ ทสุจิ แล้วสถานภาพของเขาตอนนี้คือผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วในสนามรบ และมีข่าวลือในหมู่ผู้คนทั่วไปพูดกันปากต่อปากว่าเขาได้ทำฮาราคีรี ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการตายในสนามรบหรือฆ่าตัวตายเองด้วยการคว้านท้องก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องมดเท็จทั้งสิ้น
ในคืนสุดท้ายก่อนทสุจิเปลี่ยนฐานะมาเป็นพระกำมะลอนั้น เขาได้ไปร่วมงานเลี้ยงสุกี้ยากี้เพื่ออำลาที่สโมสรร่วมมิตร ถนนสี่พระยา จึงทำให้มีโอกาสได้พบกับคนหลายคน บ้างก็พบระหว่างรับประทานอาหาร บ้างก็พบระหว่างทาง บ้างก็พบในที่ทำงาน ทั้งนายพลนากามูระ รองเสนาธิการฮามาดา และ พล.ท.ซาโต
ซึ่งอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา หลายคนที่เขาได้พบก็จากไปตลอดกาลด้วยการฆ่าตัวตาย
นอกจากบรรดานายทหารชาวญี่ปุ่นแล้วเขาก็ยังได้เจอกับ “พ.ต.อาจ เจริญศิลป์” (ยศในขณะนั้น) เสนาธิการทหารบกของไทย ซึ่งมีฐานะเป็นลูกศิษย์ของเขาตั้งแต่ครั้งที่ พ.ต.อาจยังเป็นนักเรียนนายร้อยทหารบกอยู่ที่ญี่ปุ่นช่วงปี พ.ศ.2477
พ.ต.อาจจึงเป็นคนสุดไทยคนสุดท้ายที่ได้เจอกับทสุจิ ทั้งคู่มีโอกาสได้เปิดใจต่อกันในหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องปฏิบัติการลับที่ทสุจิกำลังทำอยู่ด้วย
การยอมเผยความลับให้คนไทยล่วงรู้ สะท้อนให้เห็นว่า พ.ต.อาจเป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวที่ทสุจิให้ความไว้วางใจที่สุด จนยอม “เสียลับ” เปิดเผยแผนการให้ฟังได้
ทสุจิกลับเข้าห้องพักในคืนนั้น โดยมีทหารหลายนายมาร่ำลาและอวยพรอยู่เรื่อยๆ ตกดึกเขาเปลี่ยนเครื่องแต่งกายมาเป็นพระ
เมื่อเข้าสู่เช้าตรู่ ก่อนถึงรุ่งสางของวันถัดมา พาหนะของทหารญี่ปุ่นก็พาเขาไปส่งที่วัดเลียบ เชิงสะพานพุทธ
ภายในวัดเลียบมีวัดญี่ปุ่นตั้งซ้อนอยู่ภายในรั้วเดียวกัน เขาเข้าไปเริ่มชีวิตพระวันแรกโดยมีสามเณรตื่นงัวเงียมาต้อนรับ ภายในเต็มไปด้วยอัฐิของชาวญี่ปุ่นที่เสียชีวิตไม่ว่าจะเป็นพลเรือนหรือทหาร
ทสุจิเฝ้ามองป้ายระบุเถ้าถ่านของผู้วายชนม์ โดยหวังว่าวันข้างหน้าจะไม่มีชิ้นส่วนของเขาปรากฏอยู่ที่นี่
เพราะเป้าหมายต่อไปคือต้องรอด! ด้วยการซุ่มกบดานอยู่จนแน่ใจว่าปลอดภัย
จากนั้นก็หาช่องทางหลบหนีออกไปจากแดนสยาม
หลังปลอมตัวบวชได้ไม่กี่วันหน่วยกล้าตายในคราบพระสงฆ์ก็ถูกกรมการศาสนาของไทยเรียกตัวเข้าสู่กระบวนการสอบสวนในวันที่ 21 สิงหาคม เพื่อตรวจสอบและค้นหาทหารที่แฝงตัวมาเป็นพระ
หน่วยกล้าตายทั้งแปดถูกสอบปากคำอย่างละเอียดโดยมีชาวญี่ปุ่นชื่อ “อิชิดะ” เป็นล่ามให้กับเจ้าหน้าที่
ชาวญี่ปุ่นผู้นี้เข้ามาอยู่เมืองไทยได้หลายปีแล้ว และสังกัดอยู่กับสมาคมหนึ่งซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านสงคราม ดังนั้น เขาจึงกระตือรือร้นอย่างยิ่งในการควานหาเหล่าอาชญากรสงครามชาวญี่ปุ่นที่เร้นกายหลบซ่อนอยู่ในซอกหลืบต่างๆ
อิชิดะมีเป้าหมายที่จะจับตัวทสุจิให้ได้ แต่โชคดีของทสุจิที่อิชิดะไม่รู้จักใบหน้าค่าตาของทสุจิว่าเป็นอย่างไร ร่องรอยทางกายภาพจุดสำคัญที่ใช้บ่งชี้ว่าคือทสุจิหรือไม่ มีเพียงแผลเป็นที่แขนขวาเท่านั้น
ทว่า ร่องรอยเหล่านี้ก็ถูกปกคลุมอย่างมิดชิดภายใต้ผ้าเหลืองที่ห่อหุ้มกายอยู่
ในหนังสือ “นายพลลี้ภัย” ซึ่ง “อุทัย ตัณฑลากุล” แปลมาจากหนังสือ “Underground Escape” ภาคภาษาจีน หรือชื่อในภาษาญี่ปุ่นคือ “Senk? Sanzenri” ซึ่งเขียนโดยมาซาโนบุ ทสุจิ เองบอกเล่าเรื่องราวในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานระหว่างที่อิชิดะกำลังซักถามทสุจิตรงๆ เอาไว้ว่า
“ท่านรู้จักกับจืยิ เซสิน (มาซาโนบุ ทสุจิ) ไหมครับ?” อิชิดะถาม
“อาตมาไม่เคยรู้จักคนที่มีชื่อเช่นนั้น อาตมาชื่ออาโอกิ” ทสุจิตอบ
“ถ้าหากท่านทราบที่อยู่ของเขา ได้โปรดแจ้งให้ผมทราบด้วย จะมีรางวัลอย่างงามถวายท่าน” อิชิดะกล่าวปิดท้าย โดยทสุจิตอบสนองต่อข้อความนี้ด้วยการผงกหัวรับคำ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมาซาโนบุ ทสุจิก็อยู่ ณ ที่ตรงนี้นี่เอง และกำลังตอบคำถามอิชิดะที่กำลังเค้นสอบอยู่
ทสุจิใส่แว่นตาดำเพื่อพรางใบหน้าและหลบสายตา แล้วอาศัยทักษะการเจรจาพาทีที่ช่ำชองของตนจนข้าราชการจากกรมการศาสนาของไทยพึงพอใจ
กระทั่งได้รับการปล่อยตัวกลับสู่วัดญี่ปุ่นภายในวัดเลียบโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยยับยั้งห้ามปรามมิให้อิชิดะได้มีโอกาสซักถามต่อ
ส่วนสมภารประจำวัดญี่ปุ่นนามว่า “ชิโน” นั้นทราบดีอยู่แล้วว่าทสุจิเป็นใคร และรู้ว่าเขากำลังทำภารกิจอะไรอยู่ เรียกได้ว่าปฏิบัติการนี้เมื่อดำเนินมาระยะหนึ่งแล้วก็ปรากฏว่ามีผู้สมรู้ร่วมคิดจำนวนมาก แต่ละคนก็ช่วยสนับสนุนแผนการอยู่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
หลังจากการถูกสอบสวนแล้วเสร็จ เมื่อเวลาล่วงผ่านไปไม่ทันข้ามเดือน เดนตายในผ้าเหลืองทั้งแปดก็มีอันต้องแยกออกเป็นสองกลุ่ม
โดยกลุ่มใหญ่จำนวน 6 คนย้ายไปอยู่ที่ “วัดมหาธาตุ” อันเป็นแหล่งการศึกษาพุทธศาสนาที่สำคัญ
ส่วนที่เหลืออีก 2 คนยังคงอยู่ที่วัดเลียบดังเดิมตามคำสั่งของกรมการศาสนา สองคนที่ยังคงอยู่ที่เดิมก็คือทสุจิกับกูฟูกูตา
เมื่อต้องแฝงกายอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อหาโอกาสต่อสู้ และพลิกฟื้นญี่ปุ่นจากการพ่ายแพ้สงคราม พวกเขาจึงจำเป็นต้องเรียนภาษาไทยสำหรับใช้ในการเอาตัวรอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจังหวะเวลาของการหลบหนีออกจากประเทศเริ่มต้นขึ้น
เมื่อใดก็ตามที่หาช่องลักลอบหลบหนีออกนอกประเทศได้ พวกเขาทั้งแปดจำเป็นต้องแยกตัวออกจากกัน และการต้องเดินทางตามลำพังแบบกระจัดกระจาย
เพราะฉะนั้นหากไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยกับคนในท้องถิ่นได้เลยก็เป็นเรื่องยากที่จะเล็ดรอดออกไปได้ และเมื่อประสบปัญหาหรือมีสถานการณ์คับขันให้ต้องแก้ไข ถ้าไม่รู้ภาษาไทยเลยก็คงหาทางเอาตัวรอดได้ยาก
ด้วยเหตุนี้ปฏิบัติการขั้นต่อไปของเดนตายในผ้าเหลืองจึงหาใช่การซ้อมรบหรือฝึกอาวุธใดๆ ไม่
แต่คือการเข้าสู่บทเรียนบทที่ 1 ของวิชาภาษาไทย
อ่านต่อฉบับหน้า
