เดนตายในผ้าเหลือง ปฏิบัติการลับของทหารญี่ปุ่นในไทยสมัยสงครามโลก (1)
คอลัมน์ Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีปฏิบัติการลับอย่างหนึ่งซึ่งคนไทยส่วนใหญ่แทบไม่เคยรู้เลย
ก็คือปฏิบัติการลับสุดยอดของหน่วยกล้าตายญี่ปุ่นจำนวน 9 คน ที่ฝังตัวอยู่ในประเทศไทยด้วยการปลอมตัวเป็นพระภิกษุสงฆ์ แอบแฝงอยู่ในวัดเลียบหรือวัดราชบูรณะ ย่านปากคลองตลาด เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากประเทศญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามไปแล้ว แต่กองกำลังจากฝ่ายสัมพันธมิตรยังไม่ทันได้เข้ามาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในไทย
ช่องว่างแคบๆ อันเป็นรอยต่อระหว่างกองทัพญี่ปุ่นกำลังจากไป ในขณะที่กองทัพอังกฤษกำลังเข้ามา ทำให้เกิดช่วงสุญญากาศที่กองทัพญี่ปุ่นประจำประเทศไทยตัดสินทำภารกิจประหลาดนี้
นำโดยเสนาธิการทหารบก “พันเอกมาซาโนบุ ทสุจิ” (Masanobu Tsuji) ตามยศในขณะนั้น ผู้เป็นเจ้าของสมญา “เจ้าแห่งยุทธการ” (The God of Operation)
เรื่องราวนี้ได้รับการบอกเล่าต่อมาในภายหลัง เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงไปนับสิบปีแล้ว ผ่านหนังสือ “Underground Escape” หรือชื่อในภาษาญี่ปุ่นคือ “Senk? Sanzenri” ซึ่งเขียนโดยมาซาโนบุ ทสุจิ เอง
งานชิ้นนี้เคยได้รับการแปลจากฉบับภาษาจีนเป็นภาษาไทยมาตั้งแต่เมื่อเจ็ดสิบกว่าปีก่อน ในปี พ.ศ.2497 โดยใช้ชื่อว่า “นายพลลี้ภัย” ผู้แปลคือ “อุทัย ตัณฑลากุล”
เมื่อแปลหลายทอดผ่าน 3 ภาษา การถอดเสียงถ้อยคำต่างๆ จึงดูแปลกหูแปลกตาไปมาก เช่น มาซาโนบุ ทสุจิ หรือมาซาโนบุ สึจิ ก็กลายเป็น จืยิ เซสิน (หรือจือยิ เซสิน ฉบับภาษาไทยเขียนชื่อจืยิ ไม่มี อ อ่าง)
กล่าวคือ ดั้งเดิมนั้นทสุจิเขียนหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาญี่ปุ่น ต่อมามีการแปลจากญี่ปุ่นเป็นภาษาจีน แล้วอุทัยก็แปลจากจีนมาเป็นไทยอีกทอดหนึ่ง
ทสุจิเล่าเรื่องราวนี้เอาไว้ในบทที่สอง “ฟันฝ่าออกจากห้วงมรณะ” ตอนที่ 1 “ครองผ้ากาสาวพัตร” และตอนที่ 2 “ชีวิตในระหว่างครองผ้าเหลือง” ว่าจุดเริ่มต้นก็คือเมื่อมีพระบรมราชโองการจากสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2488 ให้กองทัพยอมแพ้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างไม่มีเงื่อนไข และทหารญี่ปุ่นทุกคนต้องวางอาวุธทันที
ประกาศนี้สร้างความตกตะลึงให้กับเหล่าทหารที่กำลังติดพันศึกอยู่ ในบรรดาทหารจำนวนมากที่ประจำการตามที่ต่างๆ นั้น มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมแพ้ แต่ก็ไม่สามารถขัดพระบรมราชโองการได้ พวกเขาจึงตัดสินใจสู้ต่อไป และแอบวางแผนปฏิบัติภารกิจโดยไม่ขออนุมัติจากเบื้องบน โดยพวกเขาทำงานใต้ดินอย่างเป็นเอกเทศจากรัฐบาล
สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ รวมทั้งในกองทัพญี่ปุ่นประจำประเทศไทยด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้จะตัดสินใจอย่างอิสระไม่ขึ้นต่อรัฐบาลก็ตาม แต่ภารกิจลับนี้ก็ผ่านความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงแล้ว นั่นคือ “นายพลอาเคโตะ นากามูระ” (Aketo Nakamura) ผู้บัญชาการกองทัพญี่ปุ่นประจำประเทศไทย
แต่นายพลนากามูระแสร้งทำทีเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพื่อตบตากองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร
ในอีกด้านหนึ่งนั้น รัฐบาลไทยเองก็ทราบแผนการนี้ด้วย แม้ว่าจำนวนคนที่ทราบเรื่องจะมีอยู่อย่างจำกัดมากก็ตาม
โดยเริ่มแรกเมื่อกองทัพญี่ปุ่นรู้ว่าต้องยอมจำนน มีหลายคนที่ไม่สามารถทำใจยอมรับความพ่ายแพ้ได้ หลายคนมิอาจทานทนต่อความอัปยศจากการถูกจับเป็นเชลย จึงทำให้ตัดสินใจฆ่าตัวตายอย่างต่อเนื่อง บางคนทำเซปปุกุหรือฮาราคีรี บางคนก็ใช้วิธีอื่นๆ เช่น กินยาพิษ ฯลฯ
ทว่า มีอยู่จำนวนหนึ่งที่เลือกสู้ต่อไปด้วยการทำงานใต้ดิน
กลุ่มทหารที่ทสุจิมุ่งหวังว่าควรมีชีวิตต่อไปเพื่อสู้ในระยะยาวและฟื้นฟูประเทศญี่ปุ่นขึ้นมาใหม่ ก็คือหน่วยกล้าตายในกองสืบราชการลับจำนวนทั้งหมด 50 คน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเด็กหนุ่มวัยไม่เกิน 23 ปี
เดิมทีชายหนุ่มพวกนี้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย หรือไม่ก็นักศึกษาในวิทยาลัยเทคนิคที่กลายมาเป็นทหารเนื่องจากประเทศเข้าสู่สงคราม
แต่ครั้นอธิบายภารกิจลับและขอความสมัครใจเข้าร่วมปฏิบัติการ ก็มีเพียงทหาร 8 คนเท่านั้นที่อาสาตอบรับภารกิจนี้
ทั้งแปดคนจะต้องปลอมตัวด้วยการบวชเป็นพระพร้อมกับทสุจิด้วย รวมทั้งหมดเป็น 9 คน ส่วนที่เหลืออีก 42 คนไม่เต็มใจ และในที่สุดพวกเขาก็เดินทางกลับสู่มาตุภูมิ
หลังจากได้อาสากล้าตายมาจำนวน 8 นายแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการสัมภาษณ์เพื่อสืบประวัติอย่างละเอียด
โดยทสุจิบรรยายเรื่องราวในส่วนนี้ว่า
“กองบัญชาการทหารลงมือสอบสวนประวัติของพระอาสาสมัครทั้งแปดองค์นั้นในทันที แต่แล้วก็ปรากฏว่านายทหารฝึกหัดชื่อตาตา เป็นลูกโทน ที่บ้านของเขาบัดนี้เหลือมารดาที่ชราภาพแล้วเพียงคนเดียว สงครามทำให้คนเราแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว ทำไมเมื่อสงครามสงบแล้วยังจะกีดกันไม่ให้แม่ลูกได้พบกัน? ด้วยเหตุนี้แหละจึงตกลงไม่อนุญาตให้นายตาตาเข้าร่วมบวชในครั้งนี้ เมื่อนายตาตาได้รับคำสั่งเช่นว่าแล้ว น้ำตาเริ่มไหลออกมาทันที — กระผมไม่อยากกลับบ้าน ยินดีจะพำนักอยู่ในประเทศนี้ กระผมไม่อาจหักหลังต่อประเทศชาติอันเป็นที่รักของเราได้หรอก — แต่คำพูดของเขาไม่เกิดผล คำสั่งต้องเป็นคำสั่ง”
เมื่อภารกิจเริ่มต้นขึ้น ผู้บัญชาการทหารก็กล่าวโอวาท อวยพร และสร้างขวัญกำลังใจให้หน่วยกล้าตายได้ทำงานลับอย่างอดทนและเข้มแข็ง โดยไม่มีใครรู้ว่าภารกิจนี้จะมีระยะเวลายาวนานเพียงใด
ตามที่ทสุจิได้ถ่ายทอดคำกล่าวในห้วงยามนั้นเอาไว้ในหนังสือว่า
“ไม่บังควรขี้ขลาดตาขาวและกลัวตาย จงพยายามใช้ความสุขุมของตนเองเท่าที่มีอยู่ฝ่าฟันอุปสรรคทั้งปวงที่เผชิญต่อหน้าเราอยู่ด้วยอารมณ์ที่เยือกเย็น ขอให้เทพยดาบนสรวงสวรรค์และพระพุทธเจ้าจงคุ้มครองให้พวกคุณแคล้วคลาดต่อภยันตรายทั้งปวงเถิด – นี่คือคำปลุกใจและคำอวยพรของท่านผู้บัญชาการทหาร”
ขั้นตอนต่อไปคือการเดินเรื่องให้ทางการไทยยอมเปิดทางแก่ภารกิจนี้ ซึ่งหน้าที่วิ่งเต้นในเรื่องดังกล่าวตกเป็นของ “ยามาโมโต” เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นนั่นเอง แต่ทว่าดูเหมือนทางการไทยจะลำบากใจกับเรื่องดังกล่าวพอสมควร จึงทำให้เรื่องนี้เกิดความชะงักงันขึ้นมา ซึ่งทสุจิเล่าเอาไว้ว่า
“ด้วยเรื่องนี้เป็นมูลเหตุที่ทำให้ท่านยามาโมโต เอกอัครราชทูต จำต้องวิ่งเต้นติดต่อกับรัฐบาลไทย เพื่อขอความเห็นใจ ในระหว่างหลายปีที่ผ่านมาแล้วนั้น ปัญหาสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับการสงครามที่จำต้องอาศัยการทูตเข้าติดต่อหรือเจรจานั้น ท่านยามาโมโตได้จัดการให้ลุล่วงไปอย่างราบรื่นอยู่ไม่น้อยทีเดียว มาบัดนี้ โดยที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม กำลังในทางการทูตก็พลอยถูกตัดให้ลดน้อยลงอย่างมาก ด้วยการวิ่งเต้นและทำการติดต่อมาหลายวัน ก็ยังไม่ได้รับผลเป็นที่พอใจ”
(อ่านต่อฉบับหน้า)
