คอลัมน์ Agora : กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
เดนตายในผ้าเหลือง (4)
หลังจากที่หน่วยกล้าตายชาวญี่ปุ่นทั้งแปดได้ฝังตัวหลบซ่อนอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ด้วยการปลอมตัวเป็นพระสงฆ์และนุ่งห่มจีวรแบบพระไทยแม้จะอาศัยอยู่ในวัดญี่ปุ่นก็ตาม
ทั้งแปดคนฝังตัวอยู่ไม่ถึงหนึ่งเดือนก็เริ่มใช้ภาษาไทยขั้นพื้นฐานในชีวิตประจำวันได้
มาซาโนบุ ทสุจิ ผู้เป็นต้นคิดในปฏิบัติการลับครั้งนี้ก็ตั้งอกตั้งใจเรียนภาษาไทยจนสามารถสื่อสารภาษาไทยได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากตระหนักดีว่าอีกไม่นานหลังจากนี้เขาและสมาชิกที่เหลือจะต้องหาทางหลบออกจากประเทศไทย โดยมีเป้าหมายแรกอยู่ทางทิศตะวันออก มุ่งสู่ดินแดนอินโดจีนของฝรั่งเศส ผ่านเส้นทางของประเทศลาวหรือไม่ก็กัมพูชา
ในระหว่างที่ยังคงกบดานอยู่ในวัด พวกเขาถูกแยกออกเป็นสองกลุ่ม
กลุ่มหนึ่งจำนวน 6 คนย้ายไปอยู่ที่วัดมหาธาตุ ย่านสนามหลวง
ส่วนอีก 2 คนยังคงอยู่ที่วัดเลียบ ย่านสะพานพุทธ พวกเขาถูกทางการไทยสอบสวนไปแล้วหนึ่งครั้งจากเจ้าหน้าที่ของกรมการศาสนาของไทย ที่มีคนญี่ปุ่นฝ่ายตรงข้ามร่วมทำงานด้วย มาซาโนบุ ทสุจิ เป็นเป้าหมายหลักของการไล่ล่าในทุกครั้ง แต่เขาก็พลิ้วหลบการตรวจจับมาได้ด้วยการเปลี่ยนชื่อเป็น “อาโอกิ” และอาศัยทักษะการเจรจาพาทีที่ลื่นไหล
เสนาธิการทสุจิเป็นผู้ที่อยู่ในรายชื่อของคนที่อาจถูกตั้งข้อหาอาชญากรสงคราม แต่เขามีปฏิภาณไหวพริบดีเลิศ เจ้าเล่ห์หัวไว เคยเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อยทหารบกญี่ปุ่น
ดังนั้น เมื่อถึงยามคับขันเขาก็มีลูกเล่นมากมายที่งัดออกมาเพื่อเอาตัวรอด
อย่างไรก็ตาม พระอาโอกิก็ตกเป็นที่เพ่งเล็งจากทั้งทางการไทย จีน รวมทั้งอังกฤษที่เพิ่งเข้ามาได้ไม่นานเพื่อปลดอาวุธทหารญี่ปุ่น พวกเขาตามหาตัวทสุจิกันจ้าละหวั่น และไม่พอใจเอามากๆ ที่หาตัวเป้าหมายอันดับต้นๆ ไม่เจอ
สถานการณ์นี้ไม่ได้ส่งแรงกดดันไปสู่หน่วยกล้าตายทั้งแปดเท่านั้น แต่ยังสร้างความตึงเครียดอย่างหนักให้กับคณะนายทหารระดับสูงในกองทัพญี่ปุ่นประจำประเทศไทย
และคนที่ปวดเศียรเวียนเกล้ากับเรื่องนี้ที่สุดก็คือนายพลอาเคโตะ นากามูระ ซึ่งตกที่นั่งลำบาก ต้องมาคอยรับหน้าเสื่อเมื่อทหารอังกฤษตั้งข้อสงสัยและพยายามเค้นเอาคำตอบให้ได้
นากามูระพยายามเปลี่ยนใจทสุจิอยู่บ้างเหมือนกัน แต่เมื่อหยั่งเชิงดูแล้วไม่พบวี่แววว่าจะโน้มน้าวทสุจิได้สำเร็จ ก็เลยจำยอม และตกลงกับเหล่าผู้บังคับบัญชาของกองทัพญี่ปุ่นคนอื่นๆ เพื่อตอบคำถามเรื่องนี้ให้ตรงกัน
ทว่า ระหว่างนี้บางคนก็ทยอยฆ่าตัวตายลาโลกไปทีละคนสองคน
ส่วนคนที่เหลือก็ปั้นหน้าหาทางไปต่อ
หลังจากที่หน่วยกล้าตายในคราบพระสงฆ์ร่ำเรียนภาษาไทยไปได้สักพัก พวกเขาก็ถูกเรียกสอบสวนอีกเป็นครั้งที่สอง
คราวนี้ตึงเครียดกว่าครั้งแรก เนื่องจากผู้ทำการสอบสวนก็คือฝ่ายอังกฤษ โดยมีเจ้าหน้าที่จากฝ่ายไทยทั้งตำรวจและทหารร่วมทำงานด้วย
ชาวญี่ปุ่นแต่ละคนถูกสอบสวนแยกเดี่ยวหลายชั่วโมง บางคนถูกสอบ 4 ชั่วโมง บางคน 3 ชั่วโมง ส่วนทสุจิโดนเค้นสอบยาวนาน 2 ชั่วโมงแต่ก็ได้รับการปล่อยตัว
อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นการปล่อยตัวชั่วคราวไปพลางๆ ก่อน เพราะคณะสอบสวนดูสงสัยในตัวเขามาก
ซึ่งในหนังสือ “นายพลลี้ภัย” ของทสุจิ ที่แปลโดยอุทัย ตัณฑลากุล ได้ระบุว่าทหารอังกฤษถึงขั้นถามเขาตรงๆ ดังนี้
“มีคนบอกว่าหน้าตาของท่านช่างเหมือนกับ จืยิ เซสิน (มาซาโนบุ ทสุจิ) ผู้ซึ่งทางการทหารอังกฤษกำลังต้องการตัวอยู่นั้นราวกะแกะ ขอถามจริงๆ เถิด ท่านรู้จักจืยิ เซสิน ไหมครับ?” นายทหารอังกฤษถาม
ซึ่งทสุจิก็ตอบกลับไปว่า
“อาตมาก็เคยได้ยินชื่อจืยิ เซสิน เหมือนกัน หากแต่ไม่เคยได้พบหน้ากับคนคนนี้เลย คุณบอกว่าอาตมามีหน้าตาเหมือนกับจืยิ เซสิน นั้น ทำให้อาตมาเองก็พลอยรู้สึกสงสัยไปด้วย ถ้าจะให้ดีก็ขอให้อาตมาชมรูปของจืยิ เซสิน ผู้นี้บ้าง หากไม่รังเกียจ”
ในสมัยนั้นภาพถ่ายของบุคคลเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง ไม่เหมือนกับปัจจุบันที่แต่ละคนล้วนมีภาพของตัวเองอยู่นับไม่ถ้วน
ด้วยเหตุนี้ลักษณะทางกายภาพของทสุจิจึงเป็นเพียงเสียงลือเสียงเล่าอ้างที่ปราศจากหลักฐานอ้างอิงใดๆ
ช่องโหว่นี้เองที่ทำให้เขาสามารถทำงานลับไปได้อย่างยาวนานโดยไม่ถูกจับเสียก่อน
แต่ถึงแม้ว่าจะเร้นกายจากกองทัพอังกฤษได้ แต่เขากลับ “เสียลับ” ให้กับทหารจีน ซึ่งสืบรู้ได้โดยไม่ต้องพยายามมากมายเหมือนอังกฤษด้วยซ้ำ
เพราะในขณะที่อังกฤษเพิ่งเข้ามาหมาดๆ แต่บรรดาสายลับชาวจีนนั้นฝังตัวอยู่ในเมืองไทยมานานแล้ว นอกจากนี้ พวกเขายังมาหากินในไทย ทำการค้าเป็นล่ำเป็นสัน และพูดภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว
อีกเหตุผลหนึ่งก็คือสายลับจีนที่ทำงานให้จีนคณะชาติซึ่งตั้งรัฐบาลอยู่ที่จุงกิงนั้น มักเป็นคนจีนไหหลำ กวางตุ้ง แต้จิ๋ว ฯลฯ ซึ่งแทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกับคนไทยอยู่แล้ว
ฉะนั้น การหาข่าวจากคนไทยจึงทำได้อย่างสะดวกง่ายดาย
สายลับจีนในไทยหลายคนเป็นนายทหารระดับสูงมาก บางคนมียศสูงถึงพลโท อันเป็นชั้นยศในระดับเดียวกันกับนายพลนากามูระ ผู้บัญชาการกองทัพญี่ปุ่นประจำประเทศไทยเลยทีเดียว
วันหนึ่งในขณะที่ทสุจิยังคงพยายามทำตัวกลมกลืนอยู่ในวัดเลียบ ก็ถูกชาวจีนรุกเข้ามาถึงภายในห้องพัก พวกเขาเป็นพ่อค้าชาวจีนที่ไม่ใช่คนธรรมดา ก่อนหน้านี้พวกพ่อค้าจีนเทียวเข้าเทียวออกวัดเลียบอยู่บ่อยๆ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การเจรจาขอซื้อข้าวของต่างๆ จากวัดญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ภายในวัดเลียบเพื่อเอาออกไปขายต่อทำกำไร
คนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่สามารถเข้าถึงห้องหับต่างๆ ของพระญี่ปุ่นได้ แต่ในที่สุดพ่อค้าชาวจีนก็แสดงตัวออกมาว่าทำงานใต้ดินให้กับฝ่ายจุงกิง สำนักงานลับของพวกเขาตั้งอยู่ที่ถนนสุริวงศ์ (ในหนังสือนายพลลี้ภัยใช้คำว่าสุริวงศ์ แต่หมายถึงถนนสุรวงศ์) ไม่ไกลจากโรงแรมประเทศไทยที่หน่วยกล้าตายใช้สำหรับประชุมและตระเตรียมวางแผน
นี่เป็นช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานที่สุดอีกครั้งหนึ่งของทสุจิ เขาอาจถูกจับกุมตัวหรือไม่ก็ถูกเก็บ และไม่ว่าจะตกอยู่ในเงื้อมมือของอังกฤษหรือจีน คนอย่างเขาซึ่งมีประวัติอื้อฉาวยาวเหยียดที่สุดคนหนึ่งในกองทัพญี่ปุ่นก็ย่อมไม่มีเงาหัว
โชคดีที่สายลับเหล่านั้นไว้ชีวิตของทสุจิ และดูเหมือนว่าพวกเขามีเป้าหมายบางประการซึ่งต้องการจากทสุจิ
ถึงตรงนี้แผนการลักลอบออกจากเมืองไทยก็มีเค้าลางที่เป็นไปได้มากขึ้น ทสุจิมองเห็นช่องในการเจรจาต่อรองกับกองกำลังอื่นที่ไม่ใช่อังกฤษ ยื่นหมูยื่นแมวในดีลพิสดารบางประการให้แก่จีน อันทำให้สามารถหลบหนีจากไทยไปสู่อินโดจีน จากนั้นก็เดินทางต่อเพื่อมุ่งเข้าสู่จีนได้
เมื่อใดก็ตามที่เข้าสู่จีนสำเร็จ ปลายทางประเทศญี่ปุ่นก็อยู่แค่เอื้อม
แต่ปัญหาก็คือในระหว่างนี้เขาจะรอดพ้นสายตาจากพวกอังกฤษไปได้หรือไม่ ด้วยวิธีอะไร และมีข้อแลกเปลี่ยนใดที่จะทำให้ทั้งเจ้าหน้าที่ไทยและจีนบางคนยอมให้ความร่วมมือกับเขา
