หน้าแรก ประชาชื่น เราจะข้ามเจ้า...

เราจะข้ามเจ้าพระยามาพบกัน ‘ฉายอรุณ’ ไม่ใช่แค่ฉายหนัง เนรมิตวังท่าพระ สู่พื้นที่ (ทดลอง) ทางศิลปะ

21.02.26 | 12:17 น.

เราจะข้ามเจ้าพระยามาพบกัน
‘ฉายอรุณ’ ไม่ใช่แค่ฉายหนัง
เนรมิตวังท่าพระ สู่พื้นที่ (ทดลอง) ทางศิลปะ

แม้มักถูกเรียกว่า ‘งานฉายหนัง’ แต่แท้จริงแล้ว ฉายอรุณ คือพื้นที่ทดลองทางศิลปะที่ก่อตัวขึ้นจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้งสถาบันการศึกษา เครือข่ายสร้างสรรค์ และกลไกสนับสนุนเศรษฐกิจวัฒนธรรม จนหลอมรวมออกมาเป็นเทศกาลศิลปะภาพเคลื่อนไหวเชิงทดลองที่มีชีวิตและเติบโตไปพร้อมกับพื้นที่เมือง โดยล่าสุด จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 แล้ว

ด้วยความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยศิลปากร ภายใต้กิจกรรม SU Learning Fest ร่วมกับ เทศกาลออกแบบเมืองระดับนานาชาติอย่าง Bangkok Design Week 2026 และการสนับสนุนของ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ‘ฉายอรุณ ครั้งที่ 3’ จึงถือกำเนิดขึ้น ระหว่างวันที่ 6-7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ย้อนไปในครั้งก่อนหน้า ซึ่งปักหมุดจุดตั้งต้นในย่าน ‘วังเดิม’ ใกล้วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ฝั่งธนบุรี สู่ครั้งนี้ที่ข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามาสู่ฝั่งพระนคร บนพื้นที่ประวัติศาสตร์ของวังท่าพระ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยตั้งคำถามใหม่ๆ ต่อบทบาทของศิลปะภาพเคลื่อนไหวในฐานะเครื่องมือเรียนรู้ การทดลอง และการเชื่อมโยงผู้คนผ่านทุนทางวัฒนธรรมของสองฝั่งแม่น้ำ

ฉายอรุณจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมฉายภาพยนตร์ หากแต่เป็น พื้นที่กลางที่เปิดโอกาสให้ศิลปิน อาจารย์ผู้สอน นักศึกษา และผู้ชม ได้พบปะ สนทนา และร่วมกันสำรวจความหมายของศิลปะร่วมสมัยในบริบทเมืองเก่า

Advertisement

จากวังเดิม สู่วังท่าพระ จากปีแรก สู่ปี 3
‘ข้ามเจ้าพระยามาพบกัน’

ดร.ภาณุ แสง-ชูโต อาจารย์ภาควิชาสื่อผสม คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและการพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในฐานะภัณฑารักษ์โครงการฯ เล่าว่า ตนเกิดและเติบโตบริเวณวังเดิม ใกล้วัดอรุณฯ โดยเมื่อ 3 ปีก่อน CEA ขยายอาณาเขตโครงการฯ นอกจากบางรัก ตลาดน้อย หัวลำโพง เพิ่มเป็นอีกย่านหนึ่งขึ้นมา
ขณะที่ตนเน้นเรื่องการสอนแบบโปรเจ็กต์เบส (Project-Based Learning) คือให้เด็กมีกิจกรรม มีผลงาน จึงนำมาซิงโครไนซ์ (Synchronize) เขียน โพรโพซัล
(proposal) ยื่นไป CEA จึงเป็นจุดกำเนิดของ ‘ฉายอรุณ’ ในย่านวังเดิม มีฉายหนังมีดนตรี มีกิจกรรมต่างๆ หลากหลาย

แรงบันดาลใจของงานฉายอรุณในปีแรก คือ ‘สวัสดีอรุณ อรุณสวัสดิ์’ เพราะแสงแรกของเมืองบางกอกที่พระเจ้าตากเห็น ปรากฏขึ้นที่วัดอรุณ

“มันคือความหวังใหม่ของรัตนโกสินทร์ ไอเดียหนึ่งของโปรเจ็กต์นี้ คือ สี่แผ่นดิน เมื่อแม่พลอย ล่องเรือผ่านแสงแรกที่วัดอรุณ ภาพนั้นไม่เพียงเป็นภาพงามของรุ่งอรุณ หากยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านชีวิตและยุคสมัย แสงแรกจึงกลายเป็นคอนเซ็ปต์หลักของงาน ทั้งในเชิงเนื้อหา โทนสีส้ม-เหลือง งานออกแบบ ไปจนถึงโลโก้และอัตลักษณ์ของเทศกาล

ส่วนในปีที่สามนี้เป็นการข้ามน้ำ จากวังเดิมมายังฝั่งเจ้าพระยา เข้ามาที่วังท่าพระ ม.ศิลปากร จึงตั้งชื่องานว่า ฉายอรุณ เราจะข้ามมาพบกัน ซึ่งหมายถึง เราจะข้ามเจ้าพระยามาพบกัน โดยมีแท็กไลน์ว่า วังเดิมส่องแสง ฉายอรุณวังท่าพระ ดร.ภาณุอธิบาย ทั้งยังกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ ว่า ฉายอรุณในปีนี้ จึงเหมือน ‘ซีนเกาหลีหน่อยๆ’

“คือข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาพบกัน เหมือนมานั่งสวีตดูพระอาทิตย์ตกแอบเป็น
กิมมิคเอาไว้”

3 คณะ ‘รั้วศิลปากร’ ร่วมจอย
แตกไลน์กลายเป็น ‘เฟสติวัล’ เทศกาลแห่งการเรียนรู้

ก่อนจะโฟกัสถึง ฉายอรุณครั้งล่าสุด ดร.ภาณุย้อนเล่าว่า 3 ปีที่ผ่านมาเทรนด์ของ CEA กับ Bangkok Design Week พูดถึง ‘การปฏิสัมพันธ์’ ของผู้คน และการมีส่วนร่วมมากขึ้น รวมถึงให้ความสำคัญกับมรดกวัฒนธรรม ความเป็นรากเหง้า ซึ่งเป็นที่มาที่ทำให้ฉายอรุณคงอยู่มาตลอด 3 ปี เพียงแต่เปลี่ยนบริบทของสถานที่ฉาย

“มหาวิทยาลัยศิลปากร มีการรวมตัวกันของกลุ่มอาจารย์รุ่นใหม่จากหลายๆ คณะ เรียกว่า กลุ่มบ่มเพาะศิลปิน ซึ่งโปรเจ็กต์นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมกลางของมหาวิทยาลัย คือ นำทั้ง 3 คณะ ได้แก่ คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ ผสมกับคณะโบราณคดี และคณะดุริยางคศาสตร์ มาจอยกัน

ผมไป Pitching โครงการของ CEA แล้วเขาอนุมัติ ทำให้เกิดโครงการที่คูณ 3 คือ SU Learning Fest มันกลายเป็นอยู่ 3 ส่วนด้วยกันที่มันแท็กกัน อันแรกคือเป็น แบรนดิ้งของฉายอรุณ ร่วมกับ CEA หรือ Bangkok Design Week แล้วขาอีกข้างหนึ่งก็มาร่วมกับศิลปากร ที่เป็น SU Learning Fest เพราะว่า เราได้อนุมัติจาก CEA ในการทำโปรเจ็กต์ด้วยกัน แต่เงินการบริหาร โอเปอเรตทั้งหมด มาจากศิลปากร เลยทำให้มาผนึกกำลังกัน

ดังนั้นโปรแกรมจะวาไรตี้มากขึ้น ไม่ใช่กิจกรรมฉายหนังอย่างเดียว มันกลายมาเป็น festival ที่เรียกกันว่า Learning SU เป็นเทศกาลการเรียนรู้ นอกจากจะฉายอรุณที่ฉายหนังไฮไลต์ช่วงเย็นแล้ว เลยแตกไลน์ล้อมวงเสวนา เชิญผู้เชี่ยวชาญ เชิญคนในพื้นที่มา โดยถูกกระจายผ่านอาจารย์คณะต่างๆ” ดร.ภาณุเล่า

5 โปรแกรม วอล์ก ทอล์ก ปรุงกลิ่น ฟินเสียง-แสง
ถึงภาพเคลื่อนไหว ‘กลางแปลง’

ฉายอรุณครั้งที่ 3 ประกอบด้วย 5 โปรแกรม ได้แก่ ช่วงแรก คือ WALK TOUR “อรุณลีลา” เดินทัวร์ศิลปะข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา คือ พาคนจากฝั่งวังท่าพระ ไปเที่ยววัดอรุณ และจากวังท่าพระไปวังเดิม นำชมโดยอาจารย์คณะโบราณคดี และคณะจิตรกรรมฯ

ช่วงที่ 2 WORKSHOP ปรุงกลิ่นวัดพระแก้ว และสร้างงานศิลปะจากลายกระเบื้องวัดอรุณ เวิร์กช็อป เช่น เครื่องหอม ธูปดอกไม้ ลายกระเบื้อง

“เมื่อกลับมาจากทัวร์วัดอรุณ จะนำลายกระเบื้องที่เราไปเที่ยวกันมา ในโปรแกรมแรก มาลงสี เอามาตัด เพื่อที่จะได้เรียนว่าสมัยก่อน ที่ทำกระเบื้องต่างๆ เป็นอย่างไร เหมือนย้อนความทรงจำ” ดร.ภาณุอธิบายความเชื่อมโยงของ 2 โปรแกรม

ต่อมา ช่วงที่ 3 Talk รอบอรุณ เสวนาสำรวจแง่มุมทางโบราณคดีและสถาปัตยกรรมในพื้นที่วัดอรุณฯ เพื่อเชื่อมโยงคุณค่าจากอดีตเข้าสู่บริบทการเรียนรู้ปัจจุบัน จากวิทยากร เช่น ดร.ภีร์ เวณุนันทน์ คณะโบราณคดี และศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ รวมถึงวิทยากรภายนอก เช่น โตมร ศุขปรีชา และนายแพทย์ พงศกร จินดาวัฒนะ

ช่วงที่ 4 Music อรุณ/ท่าพระ/เสียงก่อนแสง กิจกรรมของคณะดุริยางคศาสตร์ ในรายวิชา Sonic Art และรายวิชา Ethnomusicology ซึ่งให้นักศึกษามาอัดเสียงบรรยากาศ สภาพแวดล้อม และเสียงคน เพื่อนำมาทำเป็นดนตรีสังเคราะห์ นำมาแสดงสด

“จอกลางแปลงก็ถูกฉายด้วยคลิปวิดีโอเหมือนกัน กิจกรรมใช้เวลา 50 นาที ก่อนแสงอาทิตย์จริงจะค่อยๆ หมดตาม”

ช่วงที่ 5 Screening ฉายอรุณ งานที่นำมาฉายมีทั้งของอาจารย์ผู้สอน นักสร้างสรรค์ และนักศึกษา

“Set A Video-Art 3 ชิ้น สะท้อนปัญหาของพื้นที่ ทัวร์ ไกด์ LGBTQ+ การแต่งชุดไทย การจราจรติดขัด ภาพเคลื่อนไหวที่ผมทำเป็นการสะท้อนปัญหาทั้งหมดตรงนั้น

Set B Experimental & Animation 16 ชิ้น ผลงานของนักศึกษา จากในคลาสเรียน รายวิชา ประเด็นศึกษาในงานศิลปะ Special Art Topics คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

Set C Documentary 8 ชิ้น สารคดีมาจากภาคีพันธมิตร รายวิชา การผลิตภาพยนตร์สารคดี สาขาวิชาเทคโนโลยีการถ่ายภาพยนตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

ซึ่งไม่ใช่แค่การนำเอาหนังมาฉายบนจอกลางแปลง แต่ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทุนวัฒนธรรมของพื้นที่ และอีกทั้งยังมีการทำงานร่วมกันของอาจารย์ทั้ง 3 คณะด้วย” ดร.ภาณุฉายภาพอย่างละเอียด

เรียนรู้บริบท ลองผิดลองถูก ปฏิสัมพันธ์
จุดแข็งคือการสื่อสาร
ย้ำ ‘กระบวนการ’ สำคัญไม่แพ้ปลายทาง

จากนั้น ดร.ภาณุรีแคปว่า ปีนี้นับเป็นปีแรกที่จัดกิจกรรมในพื้นที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ จึงตั้งใจไม่จัดงานขนาดใหญ่เกินไป เพื่อเรียนรู้บริบทและค่อยๆ พัฒนาให้เหมาะสมกับพื้นที่จริง หนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับกระแสตอบรับดีเกินคาดคือช่วง Walk อรุณลีลา ซึ่งมีผู้สนใจลงทะเบียนจำนวนมาก แต่ด้วยข้อจำกัด ทำให้สามารถรับได้เพียงบางส่วน ทีมงานจึงเก็บข้อมูลและข้อเสนอแนะไว้ เพื่อนำไปปรับปรุงและขยายช่วงเวลารับผู้เข้าร่วมในปีถัดไป

“ในส่วนของกิจกรรมฉายภาพเคลื่อนไหว มีคำถามสำคัญว่า คนนอกหรือเด็กจากภายนอกที่เข้ามาจะได้อะไรกลับไป ภาพที่เห็นจากการมอนิเตอร์หน้างานคือ มีทั้งคนในพื้นที่ ชาวต่างชาติ และผู้สนใจทั่วไปมานั่งชมอย่างต่อเนื่อง จุดแข็งของงานอยู่ที่การสื่อสารผ่านภาพ ซึ่งเล่าเรื่องได้ด้วยตัวเอง ลดข้อจำกัดทางภาษา ทำให้ผู้ชมต่างชาติสามารถเข้าใจเนื้อหาได้โดยไม่ต้องพึ่งพาบทสนทนา คลิปแต่ละชิ้นมีความยาวไม่เกิน 5 นาที และหมุนเวียนเปลี่ยนเรื่องไปเรื่อยๆ ช่วยสร้างความหลากหลายและไม่ทำให้ผู้ชมรู้สึกจำเจ”

ดร.ภาณุยังมองด้วยว่า บรรยากาศหน้างานสะท้อนการมีส่วนร่วมอย่างชัดเจน บางคนนั่งชมตั้งแต่เริ่มงานจนถึงช่วงสาม สี่ทุ่ม โดยเฉพาะแววตาของเด็กๆ ที่แสดงถึงความตื่นเต้นและการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างการทำงานเป็นกลุ่ม กระบวนการเรียนรู้ในลักษณะนี้สะท้อนแนวทางการจัดการเรียนการสอนยุคใหม่ ที่ผู้เรียนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ได้ลงพื้นที่จริง เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ทดลองผิด ถูก ฝึกการจัดสรรเวลา และเผชิญกับตัวแปรหลากหลาย แม้เด็กอาจยังไม่เข้าใจทุกมิติในเชิงวุฒิภาวะ แต่สิ่งที่พวกเขารับรู้ได้คือความประทับใจในโมเมนต์ และกระบวนการกว่าจะออกมาเป็นผลงานหนึ่งชิ้น

“ตลอด 10 สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดการพูดคุยกับกลุ่มอาจารย์ ก่อนเข้าไปสู่คณะต่างๆ ในการทำ 5 กิจกรรมใหญ่และตัดเข้ามาในรายวิชาเรียนที่เด็กเริ่มลงพื้นที่ เห็นเด็กนั่งทำกัน จนวันที่มาฉายจริง การทำงานไม่ได้แค่อยากให้มาเห็นแล้วออกไปเฉยๆ แต่อยากให้เห็นถึงกระบวนการเหล่านี้ และมองว่ามันสำคัญ ซึ่งทุกวันนี้สิ่งที่งานศิลปะมันขาดหายไป ภาพเคลื่อนไหวคือ ให้ภาพมันเล่าเรื่องและเสียงมาช่วยเติมเต็มให้อรรถรสให้เข้าถึงอารมณ์และความรู้สึก แต่งานศิลปะในยุคสมัยนี้ เราไม่ใช่ภาพยนตร์กลางแปลง แต่เรากำลังฉายภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเด็กเดินมาบอกว่าเขาไม่เคยดูจอใหญ่ขนาดนี้ แสดงให้เห็นถึงเจเนอเรชั่น Z ที่ดูผ่านโทรศัพท์ทั้งหมด สิ่งสำคัญคือ คนที่มานั่งดูเกิดอารมณ์หัวเราะร่วมกัน บรรยากาศเหล่านี้หลังโควิดมันหายไป ตั้งจออยู่ที่หน้าวังท่าพระซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อนและไม่เคยอนุญาตให้ใครมาตั้ง” ดร.ภาณุเล่า

ขับเคลื่อนมูฟเมนต์ศิลปะ
การกลับมาของ ‘บทสนทนา’ ที่สูญหาย

เมื่อถามถึงสิ่งที่หวังว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในวงการศิลปะของไทย ดร.ภาณุมองว่า โอกาสของงาน CEA กับ ม.ศิลปากร ให้โอกาส ให้พื้นที่ในการทำงาน และให้คอนเน็กชั่น ให้ความสัมพันธ์กัน ซึ่งสิ่งที่วงการนี้ยังขาดอยู่หลังโควิด คือ บทสนทนา

“พวกเราตัดขาดกัน ไม่มีการ Community หรือ Conversation แต่งานนี้ กิจกรรมที่ทุกคนมาจอยกัน ข้อดีไม่ใช่แค่ปลายทาง แต่มันคือการดู ตั้งคำถาม และคิดตาม

สำหรับเรื่องของคอนเทนต์ ปลายปีนี้ วัดอรุณกำลังจะขึ้นทะเบียนมรดกโลก รวมถึงนำพื้นที่วังเดิม ขึ้นมรดกโลกคู่กับวัดอรุณฯ ด้วย ดังนั้นมิติที่เราทำงาน ทั้งภาคประชาชน คนในชุมชน และองค์กรเหล่านี้ มันยิ่งทำให้แข็งแรงมากขึ้น ทำให้เห็นหลายๆ เลเยอร์ ฉะนั้น งานที่จัดขึ้นจะเป็นอีกหลักฐานหนึ่งของการปรากฏใหม่กลุ่มที่เรียกว่าประวัติศาสตร์ใหม่ ตอนนี้เทรนด์ศิลปะไทยกำลังมา พอจบโครงการไป คนไม่ได้จำดีเทลของหนัง ว่ามีเรื่องแบบไหนบ้าง แต่ทุกคนได้รับรู้ร่วมกัน นี่คือสิ่งที่วงการศิลปะไทยเรียกร้อง” ดร.ภาณุอธิบาย พร้อมทิ้งท้ายโดยยกกรณีตัวอย่างคือเทศกาล ‘กรุงเทพกลางแปลง’ ที่ กทม.พยายามจัดในหลายพื้นที่ เพราะเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ผู้คนออกมารวมตัวกันในพื้นที่สาธารณะ แต่สิ่งหนึ่งนอกเหนือไปกว่านั้น คือ

มันเกิดการขับเคลื่อนหลายๆ อย่าง เช่น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทุนทางวัฒนธรรม เรื่องของความเป็นมูฟเมนต์ทางศิลปะในอีกมิติหนึ่ง