หน้าแรก บทความ ยุทธการ 18 หั...

ยุทธการ 18 หัวเมือง : รากฐาน ขับเคลื่อน กำลัง ‘พล’ กำลัง ‘ทรัพย์’ กำลัง ‘ความคิด’

26.08.26 | 12:22 น.
ยุทธการ 18 หัวเมือง : รากฐาน ขับเคลื่อน กำลัง ‘พล’

สํานวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) สะท้อนให้เห็นภาพของฝ่ายโจโฉครั้นตื่นขึ้นไม่เห็นตันก๋งแล้วก็คิดว่า “ตันก๋งเห็นกูกระทำผิดจึงเอาตัวหนี ครั้นจะอยู่ที่นี่ก็มิได้ ภัยจะมี”
ก็รีบไปในเวลากลางคืน
ครั้นถึงเมืองตันลิวก็บอกแก่โจโก๋ผู้บิดาตามเนื้อความซึ่งมีมาแต่หลัง “ซึ่งข้าพเจ้าหนีมานี้หวังจะขอเงินทองจากบิดาที่มีอยู่นั้น จะซื้อม้าแลอาวุธแล้วจะเกลี้ยกล่อมผู้คน ให้ได้มากแล้วจะทำการสืบไป”
โจโก๋จึงว่า “เงินทองเรามีอยู่บ้างเห็นจะไม่พอการ เราเห็นคนหนึ่งชื่ออุยหอง มีทรัพย์สินเป็นอันมาก น้ำใจก็กว้างขวางสัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน ถ้าได้ไปบอกเนื้อความทั้งปวงก็เห็นจะลงใจด้วย จะให้เงินทองมาจ่ายอาวุธแลม้า จะได้เป็นกำลังสืบไป”
โจโฉได้ยินบิดาว่าดังนั้นก็มีความยินดีนัก จึงให้แต่งโต๊ะแล้วให้ไปเชิญอุยหองมากินโต๊ะ


สํานวน วรรณไว พัธโนทัย บรรยายสถานการณ์เดียวกันนี้ว่า ครั้นโจโฉตื่นขึ้นไม่เห็นตันก๋งก็คิดพิจารณาว่า “ตันก๋งพูดกับเราสองสามคำในตอนหลังนี้ว่าเราไร้ศีลธรรม เขาจึงทิ้งเราไปเสีย เราจะต้องรีบออกจากที่นี่ขืนอยู่เนิ่นนานเห็นจะเสียการเป็นแน่”
คิดแล้วออกจากที่พักในกลางดึกนั้น
ตรงไปหาบิดาที่เมืองตันลิว เล่าเนื้อความแต่หนหลังให้ฟังกับบอกว่า “อยากจะได้ทุนรอนเพื่อใช้จ่ายเกลี้ยกล่อมผู้คนที่ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินมาเข้าพวก”
บิดาจึงบอกว่า “ทุนทรัพย์ของเรามีน้อยไม่พอแก่การดอก แถวนี้มีชายคนหนึ่งชื่ออุยหอง เป็นคนร่ำรวยมีทรัพย์สมบัติเป็นอันมาก นิสัยดี ไม่เห็นแก่เงิน ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับทำความดีแล้ว เท่าไรเท่ากัน หากเราได้เขามาช่วยจะเป็นกำลังสำคัญทีเดียว”
โจโฉจึงไปแสดงความคารวะอุยหองถึงบ้าน แล้วเชิญมากินโต๊ะด้วยกัน

เห็นได้ชัดว่า รายละเอียดระหว่างสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) กับสำนวน วรรณไว พัธโนทัย ไม่ตรงกัน
จำเป็นต้องอ่าน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช โดยด่วน
เฉาเชาตื่นขึ้นมาไม่พบเฉินกง คิดดูจึงรู้ว่า “ชะรอยมันฟังคำเพียงสองประโยคของข้า คงคิดว่าข้าไม่มีคุณธรรม มันจึงทิ้งข้าไป ข้าต้องรีบเดินทางอยู่ช้าไปไม่ดี”
แล้วเร่งเดินทางไปพบบิดาที่เมืองเฉินหลิว
เล่าความให้บิดาฟังแล้วว่า “ต้องการระดมทุนสมัครทหารอาสา”
บิดาว่า “บ้านเราทรัพย์ไม่มากนัก มีคนหนึ่งชื่อเว่ยหง เป็นคนร่ำรวย คนผู้นี้ไม่สนใจเงินทอง รักความถูกต้อง ยุติธรรม เขาคงช่วยเราได้”
“เฉาเชาจัดงานเลี้ยง เชิญเว่ยหงมากินเลี้ยงที่บ้าน”
ไม่ว่าจะเป็นเพราะมีการส่งเทียบเชิญ หรือเดินทางไปหาด้วยตนเอง แต่ที่เห็นและเป็นอยู่ ณ เบื้องหน้า
สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ยืนยัน
โจโฉจึงบอกเนื้อความแก่อุยหองว่า “ทุกวันนี้ตั๋งโต๊ะทำการหยาบช้าต่อแผ่นดิน ข้าพเจ้าคิดจะทำนุบำรุงแผ่นดินจะฆ่าตั๋งโต๊ะเสียให้ได้ แต่ว่ากำลังทรัพย์สินข้าพเจ้าน้อยนัก
ข้าพเจ้าจึงหนีมา จะคิดอ่านเกลี้ยกล่อมซ่องสุมผู้คนให้ได้มากแล้วจะยกเข้าไปทำการล้างตั๋งโต๊ะเสีย บัดนี้ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านมีทรัพย์เป็นอันมากแลน้ำใจสัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน
ข้าพเจ้าจะขอทรัพย์ท่านไปจัดซื้ออาวุธแลม้าจะได้ทำการสืบไป”
อุยหองได้ฟังดังนั้นมีความยินดีนักจึงว่า “แต่รู้ข่าวว่าเมืองหลวงเป็นจลาจลก็มาคิดอยู่จะทำนุบำรุงแผ่นดิน แต่หามีผู้จะคิดเป็นหลักไม่ อันซึ่งท่านคิดอ่านทั้งนี้เรามีความยินดีด้วย
ทรัพย์ของเราซึ่งมีอยู่นั้นเราจะให้ท่านทำตามปรารถนา”

สอดรับกับสำนวน วรรณไว พัธโนทัย โจโฉปรารภว่า “ทุกวันนี้ ราชวงศ์ฮั่นเหมือนไม่มีเจ้านาย ตั๋งโต๊ะจึงใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงรังแกขุนนางใหญ่น้อย ทำร้ายอาณาประชาราษฎร์ทำให้ใต้ฟ้าเดือดร้อนกันทั่ว
ข้าพเจ้าโจโฉคิดจะกู้แผ่นดิน แต่จนใจไม่มีกำลังเพียงพอ
ข้าพเจ้าทราบว่าท่านเป็นผู้มีน้ำใจซื่อตรง จงรักภักดีต่อราชวงศ์ จึงใคร่จะทราบว่าท่านพอช่วยเหลือข้าพเจ้าบ้างได้ไหม”
อุยหองตอบว่า “ข้าพเจ้ามีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ตลอดเวลา
แต่จนใจที่หาคนกล้าหาญคิดการมิได้ ซึ่งท่านโจโฉมีจิตใจคิดกระทำการนี้ ข้าพเจ้ายินดีสละทรัพย์หนุนช่วยเต็มที่”
โจโฉดีใจยิ่งนัก
ขณะที่สำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ถอดออกมาแล้ว (เฉาเชา) กล่าวกับเว่ยหงว่า “ทุกวันนี้แผ่นดินเหมือนกับไม่มีกษัตริย์ ต่งจั๋วกุมอำนาจ ข่มเหงฮ่องเต้รังแกประชาชน คนทั้งแผ่นดินโกรธแค้นนัก
ข้าปรารถนาจะช่วยแผ่นดินแต่กำลังไม่พอ ท่านนั้นรักความถูกต้องยุติธรรม ข้าพเจ้าจึงมาขอความช่วยเหลือจากท่าน”
เว่ยหงว่า “ข้าคิดเช่นนี้มานานแล้วแต่ไม่พบวีรบุรุษผู้กล้า วันนี้เมิ่งเต๋อมีปณิธานยิ่งใหญ่ ข้ายินดีให้ความช่วยเหลือ”
เฉาเชาดีใจ

Advertisement

ความดีใจได้แปรไปสู่ปฏิบัติการตามสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ที่ว่า โจโฉมีความยินดีนัก จึงทำธงขาวคันหนึ่งแล้วเขียนอักษรลงว่า
“ให้คนทั้งปวงมีน้ำใจสัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน”
แล้วปักขึ้นไว้ตรงหน้าบ้าน บรรดาชาวเมืองทั้งปวงเห็นดังนั้นก็พากันมาหาโจโฉ
โจโฉจึงเกลี้ยกล่อมผู้คนได้เป็นอันมาก
เช่นเดียวกับสำนวน วรรณไว พัธโนทัย
โจโฉดีใจยิ่งนักจึงออกประกาศไปยังตำบลต่างๆ ชักชวนผู้กล้าหาญที่ซื่อตรงจงรักภักดีต่อราชวงศ์มาชุมนุมพร้อมกัน แล้วทำธงขาวผืนหนึ่งเขียนอักษร 2 ตัวลงบนผืนผ้าว่า
“จงรักภักดี”
เป็นเครื่องหมายของคณะ เพียงไม่กี่วันมีผู้คนมาอาสาสมัครเข้าพวกด้วยราวกับห่าฝน
อักษรบนธงขาวที่ปรากฏน่าสนใจ

น่าสนใจเพราะว่า สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) คือ “ให้คนทั้งปวงมีน้ำใจสัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน”
ขณะที่สำนวน วรรณไว พัธโนทัย เน้นเพียง “จงรักภักดี”
หากดูบริบทแวดล้อมภายในการเคลื่อนไหวของโจโฉ มองผ่านถ้อยคำอาจแตกต่าง แต่เนื้อหามิได้ห่างกันมากนัก
เมื่อพิจารณาจากสำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช
เฉาเชาดีใจ ทำหนังสือไปยังที่ต่างๆ รับอาสาสมัคร จัดทำธงขาวขึ้นผืนหนึ่งเขียนอักษร 2 คำว่า
“จงอี้” (จงรัก ภักดี สัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม)
เว่ยหงออกทุนทรัพย์จัดทำเสื้อเกราะ ธงทิว มีคนร่วมสนับสนุนเสบียงอาหารจำนวนมากมาย
เท่ากับเป็นการเสนอบทจบ

เหตุใดจึงถือว่าสำนวนแปลและเรียบเรียงของ แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช เป็นการเสนอบทจบ
เห็นได้จากลักษณะการสรุป
ประมวลเนื้อหาอันมีอยู่ในสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ประสานเข้ากับเนื้อหาอันสะท้อนผ่าน วรรณไว พัธโนทัย
บทสรุปทั้งหมดคือสัญญาณแห่งการเริ่มต้น