หน้าแรก บทความ กม.อยู่ที่กระ...

กม.อยู่ที่กระดาษ

26.08.26 | 12:04 น.
กม.อยู่ที่กระดาษ “ทั้งนี้ ให้การบริหารราชการในกระทรวงศึกษา

“ทั้งนี้ ให้การบริหารราชการในกระทรวงศึกษาธิการอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนี้ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเวลาสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ”


ผมรื้อฟื้นข้อความนี้ขึ้นมาทบทวนความจำอีกครั้ง สำหรับผู้สนใจติดตามความเป็นไปการยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่

เหตุเพราะเป็นข้อความที่ปรากฏอยู่ในวรรคท้าย มาตรา 106 ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับเดิม (660/2564) ซึ่งคำแถลงของอนุกรรมการเฉพาะกิจยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษา บอกว่าจะต่อยอดนำมาเป็นแกนหลัก

เลยเกิดความกังวลว่า ข้อความที่ว่านั้นจะโผล่ขึ้นมาอีก และทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งตามมา

Advertisement

เพราะเชื่อมโยงถึงประเด็นโครงสร้างการบริหารกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้หลักการบริหารแบบซิงเกิลคอมมานด์ ทุกแท่งต้องเสนอเรื่องผ่านปลัดกระทรวงก่อนถึงรัฐมนตรี

ความเป็นไปล่าสุด ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาที่เผยแพร่เพื่อขอรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่ายก่อนปรับเสนอคณะรัฐมนตรี (อนุทิน 2) ไม่ปรากฏข้อความนี้แล้ว

จึงเป็นไปตามมติของที่ประชุมอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ ที่ว่าไม่แตะต้องประเด็นโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ

โดยให้เป็นขั้นตอนของการยกร่างกฎหมายลูก คือ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถึงเวลานั้นแล้ว ความเป็นไปจะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป

ครับ จากนี้ก็มาสานเสวนากันต่อถึงสาระของกฎหมายใหม่ที่เพิ่งปิดการรับฟังประชาพิจารณ์ไปเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา จะพบว่ามีจุดเด่น น่าสนใจหลายเรื่อง

โดยเฉพาะหมวด 7 ระบบครุศึกษาและระบบการพัฒนาวิชาชีพ ให้กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับหน่วยงานอื่นของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือภาคเอกชน ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีระบบครุศึกษา ที่ประกอบไปด้วย ระบบการฝึกหัดครู ระบบการพัฒนาครูใหม่และระบบการพัฒนาครูประจำการ

รวมทั้งให้การส่งเสริมสนับสนุนระบบการพัฒนาวิชาชีพ ได้แก่ การส่งเสริมการเลื่อนวิทยะฐานะ การสร้างขวัญและกำลังใจ ความภาคภูมิใจในวิชาชีพ การมีองค์กรวิชาชีพที่เป็นอิสระจากส่วนราชการ

ให้รัฐจัดสรรงบประมาณแก่สถาบันผลิตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสมและเพียงพอ เพื่อให้การพัฒนาวิชาการและพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง

ข้อความในมาตรานี้แสดงถึงเจตนาที่จะปฏิรูปทั้งระบบให้เกิดความเชื่อมโยง ตั้งแต่การผลิต การใช้และการพัฒนา ทั้งครูใหม่ผู้ที่จะก้าวเข้ามาสู่วิชาชีพครู และครูเก่า ครูประจำการทุกแขนง

ประเด็นอยู่ที่ว่า เมื่อกฎหมายเขียนให้เกิดความเชื่อมโยงแล้ว ในภาคปฏิบัติ ความร่วมมือขององค์กร สถาบัน และตัวบุคคล จะเกิดขึ้นจริงตามมาในระดับที่ควรจะเป็นแค่ไหน

สถานการณ์ที่ผ่านมาต่างฝ่ายต่างทำกันไป ตัวใครตัวมัน ทำให้เกิดปัญหาบัณฑิตเฟ้อ ผลิตไม่ตรงสาขาที่ควร ใช้หรือบรรจุครูไม่ตรงกับสาขาที่เป็นความต้องการของสถานศึกษา จะลดลงหรือไม่

ทิศทางการดำเนินงานของสถาบันการผลิต และพัฒนาครู ภายใต้ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ควรจะเป็นอย่างไรต่อไป

จะเป็นไปตามแนวทาง แข่งขันกันไปร่วมมือกันไป ส่วนไหนร่วมก็ร่วม ส่วนไหนแข่งขันก็แข่ง เพื่อให้เกิดทางเลือกและการพัฒนาที่หลากหลาย

หลักการทั้งความร่วมมือและการแข่งขัน เป็นแนวทางที่ไม่มีใครปฏิเสธ

ประเด็นอยู่การปฏิบัติ จะออกแบบกลไก องค์กรกลางและกำหนดกติกาที่เป็นธรรมอย่างไร ถึงจะทำให้เกิดความร่วมมือ แลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันกำหนดเป้าหมายทั้งคุณภาพและปริมาณ ทำให้ทิศทางการวางแผนกำลังคนด้านการศึกษาชัดเจน

กลไกที่เขียนไว้ในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ ให้เป็นภาระหน้าที่ของคณะกรรมการศึกษาวิจัย 1 ใน 4กรรมการภายใต้คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ

รับผิดชอบเสนอแนะงานด้านวิชาการเกี่ยวกับระบบการศึกษา ระบบการเงินและเศรษฐศาสตร์เพื่อการศึกษา การดูแลและพัฒนาเด็กเล็ก การผลิตและพัฒนาครู สถานศึกษา ตลอดจนระบบหลักสูตร การจัดกระบวนการเรียนรู้และประมวลผล

บทบาท อำนาจ หน้าที่ของคณะกรรมการชุดแรกนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นมันสมอง เป็นมือไม้ รองรับซุปเปอร์บอร์ดทางการศึกษา

ขณะเดียวกับร่างกฎหมายใหม่บัญญัติไว้ในมาตรา (72) ว่า ให้สถาบันอุดมศึกษาที่มีบทบาทหน้าที่ในการเตรียมและพัฒนาครู นักจัดการเรียนรู้ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งก่อนประจำการและประจำการ ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับหน่วยงานอื่นของรัฐและภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องในการพัฒนานักครุศึกษาและระบบครุศึกษาฯ

นั่นหมายถึงว่า มหาวิทยาลัย ที่ประชุมอธิการบดี คณบดีด้านครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ต้องเป็นฝ่ายปฏิบัติ จะต้องได้รับการสนับสนุน ถึงจะทำให้ทิศทางและเป้าหมายการพัฒนานักครุศึกษาและระบบครุศึกษา บรรลุผล

เพียงแค่การจัดสรรงบประมาณให้กับมหาวิทยาลัยเด่นดังขนาดใหญ่ กับ 38 มหาวิทยาลัยราชภัฏ ยังคงเป็นประเด็นปัญหาความไม่เป็นธรรมมาถึงวันนี้

ครับ กฎหมายอยู่ที่กระดาษ ความสามารถอยู่ที่คน

ระบบ โครงสร้าง องค์กร กลไก กติกา เขียนไว้แค่ไหนก็ตาม หากไม่สามารถทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้ ก็ไร้ความหมาย

คำตอบสุดท้ายก็คือ สำเร็จเพียงครึ่งเดียว ออกกฎหมายเสร็จ แต่การบังคับใช้ไม่บรรลุผล เพราะคนบิดเบือน ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง