“เฉียบขาดของจริง…คืนความปลอดภัยให้คนกรุงเทพฯสักที”
สังคมไทยชื่นชมความกล้าหาญของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและ รมว.อุดมศึกษาฯ ในการเผชิญหน้ากับปัญหาเรื้อรังที่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนกล้าทำอย่างจริงจัง…คุยโม้กันมาหลายสิบปี
ให้คะแนน 10 เต็ม 10 เพราะตั้งใจแก้ปัญหารวดเร็ว สั่งการเป็นรูปธรรม คือ เสียงสะท้อนจากกลุ่มผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าและคนทำงานย่านสยามสแควร์ที่ต้องคอยระแวงลูกหลง มีการขีดเส้นตายและตั้งกรอบเวลาชัดเจนแบบนี้ คือ ทางออกที่ถูกต้อง
ทั้งนี้ เกิดจากเหตุเลวร้าย วิวาท ใช้อาวุธ ถึงขั้น “เอาชีวิต” ของ 2 สถาบันย่านปทุมวัน
เหตุร้ายล่าสุดของ น.ศ. 2 สถาบัน… คือ 07.45 น.7 กันยายน 2569 ณ สถานี BTS สยาม น.ศ.สองสถาบันใหญ่ย่านปทุมวัน (อุเทนถวาย และเทคโนโลยีปทุมวัน) ฝั่งละกว่า 30 คน ได้ยกพวกวิ่งเข้าตะลุมบอนกันบนชานชาลาชั้น 3 ใช้อาวุธมีดแทงกันบาดเจ็บสาหัส 2 ราย ประชาชนวิ่งหนีตายกันอลหม่าน
บทสรุป ในการแก้ไขปัญหา น.ศ.ของ 2 สถาบัน คือ
1.หลังจากนี้อย่างน้อย 3 เดือน จะไม่ให้มีการจัดการเรียนการสอนในพื้นที่ดังกล่าว ของทั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน โดยจะออกรูปแบบการเรียนการสอนไม่ให้กระทบผู้เรียน โดยอาจใช้เวลามากกว่า 3 เดือน จนกว่าจะเปลี่ยนผ่านพื้นที่แล้วเสร็จ
2.สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ต้องทำตามข้อ 1 และต้องหาแนวทางและเตรียมความพร้อมจะเปลี่ยนผ่านและเปลี่ยนแปลง หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นอีก โดยให้ทำตามกรอบเวลาที่กำหนดอย่างน้อย 3 เดือน
3.พื้นที่ปัจจุบันที่อุเทนถวายใช้อยู่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะคงไว้เป็นพื้นที่นวัตกรรมและคงไว้ซึ่งปรัชญาดั้งเดิมของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย โดยยืนยันว่าจะไม่นำไปใช้ด้านพาณิชย์แน่นอน
4.ตั้งกรรมการพัฒนาพื้นที่ ที่มีทุกสถาบันร่วมดูแล รวมถึงมีทางตำรวจเข้าดูแลพื้นที่อย่างเข้มงวด
สาธุครับ…คนไทยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายทศวรรษ ต่างแซ่ซ้อง ชื่นชม ปลื้มกับการสั่งการของ ดร.เชน
แน่นอนที่สุดคือ กระทบกับ น.ศ.ส่วนใหญ่ที่มิได้ก่อเหตุ
มาตรการทั้งหมดนี้ ชัดเจน เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ตอบโจทย์ที่คนไทยร้องขอมาตลอด ประการสำคัญที่สุด คือ การรักษาชีวิตของนักศึกษาและประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง จะไม่มีใครต้องบาดเจ็บ ล้มตาย บ้านเมืองเสียหายเพราะคนเลวเพียงไม่กี่คน
ผู้เขียนขอฟื้นความหลัง กรณีนักเรียน นักศึกษาตีกัน จ้องเข่นฆ่ากันในที่สาธารณะในอดีตที่น่ารังเกียจ…ให้กับคนรุ่นปัจจุบันได้ทราบครับ
นักเรียนยกพวกตีกัน ซ้ำซาก จำเจ ทุกฝ่ายดีแต่พูดมากว่า 50 ปี โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ชั้นในและชั้นนอก และบางจังหวัด
มีการ “จับคู่กันเป็นศัตรู” ด้วยความภาคภูมิใจ
ที่น่าขยะแขยงที่สุดคือ เด็กพวกนี้ไม่ได้จำกัดพื้นที่ทำร้ายกันในที่ลับสายตา แต่ชอบมาตีกัน มาออกอาวุธใส่กันบนพื้นที่สาธารณะ ป้ายรถเมล์ สถานีรถไฟฟ้า ทำให้ประชาชนต้องมารับเคราะห์กรรม บาดเจ็บและเสียชีวิตจากลูกหลงของกระสุน ระเบิดและคมมีด
มันคือฆาตกร
จากอดีตสู่ปัจจุบัน สิ่งที่เด็กพวกนี้เรียกว่า “ศักดิ์ศรี” แท้จริงแล้วมันคือความป่าเถื่อนที่ไร้สติ และเป็นมะเร็งร้ายที่สร้างแต่ความพินาศ
ค่านิยมฝังหัวที่แฝงไปด้วยความรุนแรงเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มันคือ “ระบบสืบทอดความเลวทราม” ที่มีรุ่นพี่เฮงซวยและองค์กรศิษย์เก่าบางกลุ่มคอยเป็นผู้บงการ คอยล้างสมองและบ่มเพาะความเกลียดชังให้รุ่นน้องไปไล่ฆ่าคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เพียงเพราะใส่เสื้อช็อปคนละสี เป็นการส่งต่อมรดกบาปที่ไม่รู้จักจบสิ้น
ถือได้ว่าราว 50 ปีที่แล้ว…มี “สงครามกลางเมือง” ต่อเนื่อง
ความคลั่งแค้นต่างสถาบันของเยาวชนไทย (ส่วนน้อยนิด) ที่ไม่รู้ว่าเริ่มจากไหน เริ่มจากใคร ถึงขนาดไปผลิต “ระเบิดขวด” มาสังหารกัน
ช่วง พ.ศ.2510 เป็นต้นมา มีการใช้ “ระเบิดขวด” ที่ถือว่าเป็นอาวุธยอดฮิตระดับเบสิกที่เด็กช่างยุคนั้นทำเองได้ง่ายๆ แค่มีขวดแก้ว น้ำมันก๊าดหรือเบนซิน ใส่เศษตะปู เศษเหล็กแหลมคม ใส่เศษผ้าแล้วจุดไฟโยนใส่เป้าหมาย อานุภาพทำลายล้างของมันสร้างความสยดสยองต่อผู้บริสุทธิ์จำนวนไม่น้อย รวมถึงมีผู้บาดเจ็บ พิการ
เปลี่ยนป้ายรถเมล์เป็นทะเลเพลิง…
ไม่มีเวลาเฉพาะเจาะจง…กลุ่มนักเรียนจากสถาบันหนึ่ง จะตระเวนขี่มอเตอร์ไซค์มาเป็นฝูง หรือดักซุ่มอยู่บนสะพานลอย พอเห็นคู่อริยืนรวมกันที่ป้ายรถเมล์ หรือนั่งอยู่บนรถเมล์สายประจำ ก็จะโยนระเบิดขวดเข้าใส่ทันที
ระเบิดขวดทำงาน ไฟลุกท่วมชนิดที่ไม่สนใจว่าตรงนั้นจะมีประชาชนคนอื่นนั่งอยู่ด้วยหรือไม่ ผู้บริสุทธิ์ต้องวิ่งหนีตายกันอลหม่าน บางคนโดนไฟคลอกเสียโฉมไปตลอดชีวิต
พ้นจากยุคระเบิดขวด…ต่อมาพัฒนาสู่ “ระเบิดปิงปอง” ความทรามก็อัพเกรดขึ้น
คนพวกนี้เริ่มเอาความรู้ทางช่างมาใช้ผลิตระเบิดแสวงเครื่อง ทั้งระเบิดปิงปองที่พันด้วยเทปดำอัดดินปืนและเศษตะปูสลัก อานุภาพทำลายล้างสูง โยนใส่กันกลางถนนหลวง เสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ที่ชั่วร้ายที่สุด คือ ขว้างเข้าหน้าต่างรถเมล์ (30-40 ปีที่แล้วไม่มีรถเมล์ปรับอากาศ เปิดหน้าต่างโล่งกินลมอย่างเดียว)
“การขว้างระเบิดเข้าใส่รถเมล์” ไม่ใช่แค่การทะเลาะวิวาทของเด็กวัยรุ่น แต่มันคือพฤติกรรม “ก่อการร้าย” กลางเมืองหลวง ที่อำมหิตและไร้มนุษยธรรมที่สุดในประวัติศาสตร์ศึกต่างสถาบันของไทย
รถเมล์ที่จอดติดไฟแดง คือ เป้าหมายนิ่ง ผู้โดยสารและนักเรียนคู่อริไม่มีทางหนี พอระเบิดปิงปอง ระเบิดขวด หรือระเบิดแสวงเครื่องถูกโยนทะลุหน้าต่างเข้าไป เสียงตูมสนั่นจะตามมาด้วยสะเก็ดระเบิดที่ทำจากเศษตะปู นอต และโซ่จักรยาน พุ่งกระจาย ฉีกร่างคนบนรถ แรงอัดทำให้กระจกแตกบาดซ้ำ คราบเลือด คนตายในรถเมล์
สังคมไทยในช่วงเวลานั้น ท้อแท้ ได้แต่นินทากัน เพราะเยาวชนพวกนี้พอใจ รักที่จะพลีชีพกันเพื่อสถาบัน ทุกภาคส่วนเมินเฉย
คนไทยบางส่วนยังยอมรับอีกว่า…คนมันถึงคราวตาย
ตามมาด้วยปืนปากกา ที่ผลิตกันเองในโรงงานฝึกงาน
พัฒนาการต่อมาคือ ใช้มีด ใช้ดาบซามูไร มีดสปาร์ตาออกล่าเหยื่อด้วยมอเตอร์ไซค์เพื่อขอแก้แค้นให้เพื่อนร่วมสถาบันที่โดนทำร้าย
ฝูงนักเรียนฆาตกร กล้าที่จะปรี่เข้าหาคู่อริกลางห้างสรรพสินค้าหรือพื้นที่สาธารณะอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย พฤติกรรมใช้ระเบิดขวดและอาวุธสงครามในอดีต มันสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าเด็กพวกนี้ไม่ได้ “ตีกัน” เพราะอารมณ์ชั่ววูบ แต่เข้าข่าย “ฆาตกรพยายามฆ่า” ที่มีการเตรียมการ วางแผน และผลิตอาวุธทำลายล้างชีวิตผู้อื่นมาอย่างตั้งใจ
เป็นตราบาปในประวัติศาสตร์สังคมไทย ที่แลกมาด้วยชีวิตคนบริสุทธิ์จำนวนมาก
“ข้อมูลเชิงประจักษ์” …ที่ขอนำมาบอกเล่าครับ
พ.ศ.2534 คดีกราดยิง-ปาระเบิดรถเมล์สาย 11
กลุ่มนักเรียนอาชีวะย่านบางกะปิ เปิดศึกดักโจมตีคู่อริบนรถเมล์สาย 11 นักเรียนโยนระเบิดแสวงเครื่องและสาดกระสุนปืนเข้าใส่กลางเมืองหลวง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันที 2 ราย และบาดเจ็บสาหัสอีกนับสิบคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้โดยสารที่กำลังเดินทางกลับบ้าน
พ.ศ.2541 คดีระเบิดรถเมล์สาย 27 คดีตราบาปที่กลุ่มเด็กช่างกลย่านรามคำแหงปาระเบิดขวดและระเบิดปิงปองยัดเศษเหล็กเข้าใส่รถเมล์ สะเก็ดระเบิดทำลายล้างฉีกร่างชายผู้บริสุทธิ์ ที่นั่งอยู่ใกล้หน้าต่างจนเสียชีวิตคาที่ โดยที่เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับทั้งสองสถาบันเลย
พ.ศ.2549 คดีสังหารหมู่รถเมล์สาย 59 ศึกศักดิ์ศรีจอมปลอมย่านดอนเมือง-รังสิต เมื่อกลุ่มเด็กช่างใช้อาวุธปืนสาดกระสุนเข้าใส่รถเมล์เพื่อสังหารคู่อริ กระสุนนัดหนึ่งพุ่งทะลุศีรษะหญิงสาวผู้โดยสารที่กำลังนั่งรถกลับไปหาลูก เสียชีวิตจมกองเลือดบนรถเมล์อย่างน่าอนาถ
เสาร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2566 เวลาประมาณ 09.30 น. เหตุการณ์สะเทือนขวัญคดีฆาตกรรม “ครูเจี๊ยบและน้องหยอด”
ผู้ก่อเหตุจากสถาบันได้สะกดรอยตามเป้าหมายจนมาเจอนายธนสรณ์ (น้องหยอด) นักศึกษาอุเทนถวาย บริเวณหน้าธนาคารทหารไทยธนชาต ถนนสุนทรโกษา
มือปืนได้ลั่นไกใส่น้องหยอด แต่กระสุนพลาดไปถูก น.ส.ศิรดา (ครูเจี๊ยบ) ครูสอนคอมพิวเตอร์ โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ ที่กำลังเดินไปซื้อของจนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ จากนั้นมือปืนได้หันมายิงซ้ำน้องหยอดจนเสียชีวิตเป็นรายที่ 2
มีเหตุ “ฆาตกรรม” จากการแก้แค้นอีกหลายครั้งที่ไม่ขอกล่าวถึง
ประโยคคลาสสิกที่ว่า “รู้เท่าไม่ถึงการณ์”, “เป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบของวัยรุ่น” หรือ “ทำไปเพราะรักสถาบัน” เป็นคำแก้ตัวที่น่าสะอิดสะเอียนซ้ำซากมานานหลายทศวรรษแล้ว
มันไม่ใช่การทะเลาะวิวาทของเด็ก แต่มันคือ “พฤติกรรมก่อการร้ายกลางเมือง” และ “ความพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน”
ถึงแม้ตำรวจจะสามารถ สืบสวน จับกุม ฆาตกรเหล่านี้ได้ ก็มิใช่เรื่องที่จะต้องดีใจ
ตกลงกันว่า…จะย้ายสถานที่ตั้งของสถาบันเพื่อแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่ก็มักจะเจอกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มศิษย์เก่าและนักศึกษาปัจจุบัน ที่ผ่านมาทำไม่เคยสำเร็จ
แถมท้ายครับ…สถาบันอุดมศึกษาในไทยหลายแห่ง ยังต้องมี “การรับน้อง” เพื่อสร้างค่านิยม กูเป็นพี่-มึงเป็นน้อง มอมเหล้า ชกต่อย กระทำทารุณกรรม จุดไฟเผาขน น่าจะยังมีเฉพาะในประเทศไทย
ต้องยอมให้รุ่นพี่รุมตบ เตะ ต่อย ถึงตายก็มีมาแล้วนับไม่ถ้วน ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ น.ศ.ที่เสียชีวิตจะจบลงง่ายๆ ด้วยเงินเยียวยา
น่าจะมีไม่กี่ “ชนเผ่า” ในโลกนี้ที่ยังต้องการฝ่าฝืน กล้าทำสิ่งนี้ โดยที่มีคำอ้างว่า “มันเป็นประเพณี”
เราแทบไม่เคยได้ยินข่าว “ประเทศรอบบ้านเรา” เรื่องนักเรียนยกพวกกันมาประสงค์ต่อชีวิต ยกพวกตีกันเพราะรักสถาบัน
คงไม่ต้องมีการ ตั้งคณะกรรมการ และอนุกรรมการเพื่อแก้ปัญหาอะไรอีก และขอความกรุณาไม่ต้องยกให้เป็นวาระแห่งชาติ
คนไทยเชียร์ ดร.เชน-ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่กล้าล้างตำนานโบราณนี้ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเพื่อสังคมไทยได้ “ปลอดภัย”



