สงครามนิวเคลียร์ยูเครน! : สุรชาติ บำรุงสุข

หนึ่งในความกังวลใหญ่จากสถานการณ์สงครามยูเครนคือ “ปัญหาสงครามนิวเคลียร์” ทั้งที่ในความเป็นจริงของประเด็นด้านความมั่นคงในยุคหลังสงครามเย็นนั้น ปัญหาและความกังวลใจในเรื่องของอาวุธนิวเคลียร์ดูจะเป็นเรื่องที่จบลงไปกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

โลกในยุคหลังสงครามเย็นเป็นเรื่องของสงครามต่อต้านการก่อการร้าย อันเป็นผลพวงจากการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นกับสหรัฐอเมริกาในวันที่ 11 กันยายน 2001 จนกล่าวกันว่า “โลกหลัง 11 กันยาฯ” ในมิติด้านความมั่นคงเป็น “ยุคของการก่อการร้าย” และถ้าจะมีความกังวลกับเรื่องของอาวุธนิวเคลียร์ ก็จะเป็นเรื่องของ “การก่อการร้ายด้วยนิวเคลียร์” แต่ไม่ใช่ประเด็นในเรื่องของสงครามนิวเคลียร์ระหว่างรัฐมหาอำนาจใหญ่เช่นในแบบยุคสงครามเย็น

แม้ในอีกมุมหนึ่งของปัญหาการเมืองระหว่างประเทศในช่วงระยะใกล้ที่ผ่านมา ความกังวลเช่นนี้เกิดจากการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ แต่ประเด็นนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาสงครามนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่การเมืองโลกเคยเผชิญในสมัยสงครามเย็น

เมื่อเกิดการบุกยูเครนของกองทัพรัสเซียเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 ที่ผ่านมา และตามมาด้วยการที่ประธานาธิบดีปูตินประกาศเตรียมพร้อมกองกำลังรบทางด้านอาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซีย แน่นอนว่า การประกาศเช่นนี้ ได้สร้างความตระหนกตกใจให้แก่ประชาคมระหว่างประเทศอย่างมาก และทำให้ความกังวลใจในเรื่องของปัญหาสงครามนิวเคลียร์กลับมาอีกครั้งในยุคปัจจุบัน

Advertisement

สภาวะเช่นนี้นำไปสู่คำถามสำคัญว่า ผู้นำรัสเซียจะตัดสินใจใช้อาวุธนิวเคลียร์เป็นเครื่องมือในการ “ปิดเกมสงคราม” ในยูเครนหรือไม่?

ประเด็นของสงครามนิวเคลียร์ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปฎิบัติการทางทหาร อันเนื่องมาจากการที่กองทัพรัสเซียซึ่งตัดสินใจเปิดการรุกทางทหารตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ นั้น ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร และยังไม่สามารถเข้าควบคุมยูเครนได้ตามที่ประธานาธิบดีปูตินคาดหวังไว้ แม้ทางฝ่ายรัสเซียจะทุ่มกำลังรบเต็มที่ในการเข้าตีที่หมายทางทหาร ตลอดรวมถึงเมืองหลัก และเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เช่น ท่าเรือ เป็นต้น แม้จะล่วงเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง ไม่เพียงแต่การยึดเคียฟ (Kyiv) ที่เป็นเมืองหลวงไม่ประสบความสำเร็จเท่านั้น หากยังไม่สามารถยึดคาร์เคียฟ (Kharkiv) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของยูเครนได้ด้วย กองทัพรัสเซียสามารถยึดได้เพียงเคอร์ซอน (Kherson) ซึ่งเป็นเมืองท่าของยูเครนในทะเลดำ ทั้งที่การรบเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในหลายเมือง

การรบเป็นไปอย่างหนักในหลายพื้นที่ และสร้างปัญหาให้เกิดผู้อพยพขนาดใหญ่ และเป็นการอพยพที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดในโลกด้วย จนวันนี้ยุโรปกำลังเผชิญกับ “วิกฤตผู้อพยพ” ครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งนับจากการอพยพของชาวมุสลิมที่เคลื่อนตัวเข้ายุโรปในปี 2015

ผลจากการเปิดสงครามเช่นนี้ทำให้รัสเซียถูกต่อต้านและ/หรือถูกประท้วงอย่างมากจากเวทีโลก โดยเฉพาะการถูกแซงชั่นทางเศรษฐกิจ และการตัดรัสเซียออกจากระบบการเงินระหว่างประเทศ จนอาจกล่าวได้ว่าการแซงชั่นด้วยการตัดออกจากระบบการเงินโลกหรือ “สวีฟ” (SWIFT) นั้น จึงเป็นเสมือนกับการทิ้ง “ระเบิดนิวเคลียร์ทางเศรษฐกิจ” และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของรัสเซีย

ดังนั้น ผลกระทบอย่างสำคัญทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เกิดกับรัสเซียเช่นนี้ ในด้านหนึ่งจึงเป็นเสมือนกับความพยายามที่จะกดดันให้ผู้นำรัสเซียเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เพื่อยุติสงครามในยูเครน แต่ในอีกด้านหนึ่ง การกดดันดังกล่าวจะเป็นดังการผลักประธานาธิบดีปูตินให้ “เข้ามุมอับ” หรือไม่ และอาจทำให้รัสเซียจำเป็นต้องต่อสู้ด้วยการยกระดับสงครามให้สูงขึ้น

หากพิจารณาถึงการยกระดับของสงครามแล้ว อาจทำให้เกิดการคาดคะเนว่า ในท้ายที่สุดแล้ว รัสเซียอาจตัดสินใจใช้อาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเราอาจสร้างสถานการณ์จำลองในกรณีนี้ได้ใน 3 รูปแบบหลัก คือ

1) รัสเซียอาจโจมตีด้วยการกระทำต่อเป้าหมายที่เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ของยูเครน เพราะส่วนหนึ่ง ยูเครนเป็นดัง “แหล่งพลังงาน” ที่สำคัญของยุโรป เนื่องจากยูเครนมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เป็นจำนวนมากถึง 15 โรง หากรัสเซียใช้อาวุธของสงครามตามแบบโจมตีโดยตรงต่อเป้าหมายดังกล่าว ย่อมจะทำให้เกิดการระเบิดของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ หรือโดยนัยคือ เกิด “การระเบิดนิวเคลียร์” ขึ้นในยูเครน ฉะนั้น การโจมตีเช่นนี้อาจมีนัยถึงการโจมตีด้วยความตั้งใจ หรือเกิดจากสถานการณ์การรบติดพันดังที่ปรากฏเป็นข่าว ซึ่งหากเกิดขึ้นในตัวแบบเช่นนี้ ก็อาจเทียบเคียงได้กับกรณีของปัญหา “วิกฤตโรงไฟฟ้าที่เชอร์โนบิล” ที่เกิดขึ้นในยูเครนในยุคของสหภาพโซเวียตมาแล้ว แต่การโจมตีอาจมีขอบเขตใหญ่ของการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีมากกว่า หากมีการระเบิดเกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อยุโรปและโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น คำถามที่ตามมาคือ ชาติตะวันตกจะมีปฎิกริยาอย่างไรกับสถานการณ์เช่นนี้ แต่สหประชาชาติเองก็พยายามอย่างมากที่จะทำให้พื้นที่ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปลอดจากการรบของทั้งสองฝ่าย

2) รัสเซียอาจใช้อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี เพื่อยุติปัญหาการต่อสู้ของกำลังรบยูเครน เนื่องจากสงครามไม่เป็นไปดังเป้าหมายที่รัสเซียต้องการ ที่จะสามารถเผด็จศึกด้วยการยึดยูเครนให้ได้อย่างรวดเร็ว หัวรบนิวเคลียร์ที่ติดตั้งกับขีปนาวุธระยะใกล้ “อาจจะ” เป็นทางเลือกโดยตรง และรัสเซียมั่นใจได้ว่า ยูเครนไม่มีขีดความสามารถทางด้านอาวุธนิวเคลียร์ จึงไม่มีความกังวลที่จะต้องระวังการ “ตอบโต้กลับ” ด้วยการใช้อาวุธนิวเคลียร์ของฝ่ายตรงข้าม แต่ในทางการเมืองและการทหารก็คือ ฝ่ายตะวันตกจะยอมรับกับให้รัสเซียใช้อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีในการโจมตียูเครนเพียงใด และความคาดหวังของรัสเซียว่า การใช้อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีอย่างจำกัดจะสามารถทำให้เกิด “สงครามจำกัด” ได้จริงหรือไม่

3) หากความตึงเครียดทวีถึงจุดสูงสุด อันเป็นผลจากการที่ตะวันตกตัดสินใจใช้กำลังรบเข้าแทรกแซงการรุกทางทหารของกองทัพรัสเซีย และผู้นำรัสเซียตัดสินใจขั้นเด็ดขาดที่จะ “กดปุ่ม” ยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ โดยมุ่งทำลายเป้าหมายทั้งในส่วนของยูเครน และของฝ่ายตะวันตก สถานการณ์เช่นนี้จะนำไปสู่สภาวะของ “สงครามนิวเคลียร์ขนาดใหญ่” ระหว่างรัสเซียกับรัฐมหาอำนาจตะวันตกโดยตรง และย่อมจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างคาดไม่ถึงในเวทีโลก อีกทั้งอาจจะต้องยอมรับว่า ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ดังจะเห็นได้จากผลที่เกิดกับฮิโรชิมาและนางาซากิจากการทำลายด้วยระเบิดปรมาณูในปี 1945 มาแล้ว แต่อำนาจการทำลายล้างของอาวุธนิวเคลียร์ในปัจจุบันสูงกว่ามาก ดังนั้น หากเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นจริง สิ่งที่จะเกิดตามมาย่อมเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดคะเนได้เลย และจะเป็นโลกอีกชุดที่คาดเดาไม่ได้ด้วย

สถานการณ์สงครามยูเครนในปัจจุบัน จึงไม่เพียงแต่จะส่งผลให้เกิดวิกฤตในด้านต่างๆ เท่านั้น หากกำลังสร้างความกังวลต่อ “ปัญหาสงครามนิวเคลียร์” ให้กลับมาสู่เวทีระหว่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง จนบางที เราอาจต้องหวนคืนกลับไปเรียนรู้ประสบการณ์ของยุคสงครามเย็นใน “การควบคุมอาวุธและจำกัดอาวุธนิวเคลียร์” กันอีกครั้งในโลกศตวรรษที่ 21… โลกกำลังถูกท้าทายอย่างมากอีกครั้งจากยุคโควิดจนถึงยุคสงครามยูเครน!

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image