หน้าแรก คอลัมนิสต์ สมรสเท่าเทียม...

สมรสเท่าเทียมและกัญชาเสรี ‘ความจริงใหม่’ ที่กฎหมายกำลังจะสถาปนา

22.06.22 | 12:30 น.

ถ้าเมื่อไรที่ต้องยกตัวอย่างพลวัตที่แสดงการแลกเปลี่ยนกันระหว่างบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมประเพณีของสังคมกับอำนาจรัฐที่แสดงออกมาผ่านกฎหมาย ตัวอย่างที่มักจะใช้อธิบายเพราะมันชัดเจนเห็นภาพที่สุด คือ

เรื่อง “ผัวเดียวเมียเดียว” และ “บุหรี่” เรื่องผัวเดียวเมียเดียว คือก่อนนี้สำหรับฝ่ายชายแล้วหากไม่ใช่กรณี “ผิดลูกผิดเมีย” คือไปบังคับชิงลูกสาวใครมาโดยไม่เต็มใจ หรือไปเป็นชู้กับเมียคนอื่นเสียแล้ว รวมถึงหากเลี้ยงดูกันไปได้ไม่ทิ้งขว้าง ผู้เป็นสามีนั้นชอบจะมีภรรยากี่คนก็ได้ ไม่เป็นเรื่องผิดศีลธรรมอันใด

จนกระทั่งเมื่อประกาศใช้กฎหมายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องครอบครัวและมรดกขึ้นในปี พ.ศ.2478 ซึ่งมีบทบัญญัติให้บุคคลสามารถมีคู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายในขณะเดียวกันได้เพียงคนเดียว ถือเป็นการสถาปนาระบบครอบครัวแบบ “ผัวเดียวเมียเดียว” ที่มาพร้อมกับแนวคิดเรื่องความเสมอภาคของบุคคลอันเป็นผลจากการปกครองในระบอบใหม่

กฎหมายดังกล่าวนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงเชิงศีลธรรมทางสังคม ที่เป็นเหมือน “ศีลธรรมใหม่” ว่าการมีเมียมากกว่าหนึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้องทางศีลธรรม ถือเป็นการ “นอกใจ” กัน

สำหรับเรื่องบุหรี่ เดิมนั้นแม้จะตระหนักว่าบุหรี่เป็นสารเสพติดและทำลายสุขภาพ แต่ในสายตาของสังคมก็มองว่าใครสูบก็เป็นเรื่องรับโทษภัยกันไปเฉพาะตน แย่หน่อยก็แค่รบกวนคนรอบข้างในระยะรัศมีสองสามเมตร ไม่ถึงกับเป็นการละเมิดการอยู่ร่วมกันในสังคม ในยุคสมัยที่ว่านั้นผู้คนจะสูบบุหรี่ที่ไหน บนเครื่องบิน หรือในร้านอาหารก็ได้ สำหรับคนที่ไม่ได้สูบแล้วรู้สึกรบกวนก็แค่แยกโซนกันไป

Advertisement

แต่เมื่อมีข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ว่าโทษภัยของควันบุหรี่มือสองนั้นเป็นอันตรายร้ายแรงต่อผู้ไม่ได้สูบมากกว่าเป็นแค่เรื่องเดือดร้อนรำคาญ เป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการสูบบุหรี่และยาสูบในลักษณะเดียวกัน จนกลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมต่อมา กระทั่งในที่สุดกิจกรรมการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะกลายเป็นการละเมิด “ศีลธรรม” การอยู่ร่วมกันของสังคมไป

น่าสนใจที่ประเด็นใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับพลวัตทางวัฒนธรรมและกฎหมายที่เกิดขึ้นและเป็นประเด็นใหญ่ที่สุดพร้อมกันในปักษ์แรกของเดือนมิถุนายน 2565 เป็นเหมือน “ภาคต่อ” ของเรื่องครอบครัวผัวเดียวเมียเดียวและบุหรี่ คือเรื่อง “สมรสเท่าเทียม” และ “กัญชาเสรี”

กฎหมายกับวัฒนธรรมประเพณีมีจุดร่วมตรงกันคือ เป็นเครื่องกำกับพฤติกรรมการอยู่ร่วมกันทางสังคมของมนุษย์ ความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมประเพณีกับกฎหมาย คือ วัฒนธรรมประเพณีเกิดจากการสั่งสมกันขึ้นมาเองของผู้คนในสังคมที่อาจจะใช้เวลายาวนานก็ได้ หรืออาจจะฉับพลันก็ได้ หากเกิดฉันทามติบางอย่างตรงกัน แต่อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมประเพณีต้องอาศัยความเห็นพ้องต้องกันของคนส่วนมากของสังคมในสัดส่วนอันมีนัยสำคัญเพียงพอ

ส่วนกฎหมายคือบรรทัดฐานที่เกิดจากอำนาจรัฐ ซึ่งจริงๆ แล้วโดยทฤษฎีก็เกิดมาจาก “ตัวแทน” ของสังคมนั่นแหละ แต่ในทางความเป็นจริงก็พูดได้ยากว่ากฎหมายทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสังคมเกิดขึ้นตามความต้องการของสังคมอย่างแท้จริงเสมอไป

แต่ทั้งประเพณีวัฒนธรรมและอำนาจรัฐผ่านกฎหมายต่างก็เป็นบรรทัดฐานทางสังคมที่มีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นพลวัต สามารถเปลี่ยนแปลงสลับย้ายกันไปมาได้ เช่น ที่วัฒนธรรมจารีตประเพณีเป็นต้นกำเนิดสำคัญของกฎหมายในทุกระบบทั่วโลก ศีลธรรมขั้นพื้นฐานส่วนใหญ่ของมนุษย์ก็อยู่ในรูปของกฎหมายอาญา ส่วนธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ทรัพย์สิน สัญญา การค้า และครอบครัวพื้นฐานก็กลายเป็นกฎหมายแพ่ง

กรณีที่กฎหมายกลายเป็นต้นกำเนิดของวัฒนธรรมประเพณีในสังคมก็ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น คือเรื่องการสถาปนาระบบศีลธรรมผัวเดียวเมียเดียวในประเทศไทย และที่การสูบบุหรี่กลายเป็นสิ่งผิดบาปในโลกปัจจุบัน หรือในบางครั้งความเปลี่ยนแปลงเชิงความคิดของสังคมก็ต้องอาศัยกระบวนการทางกฎหมายในการก่อรูป เช่น กรณีการตระหนักรู้ในเรื่องความมีอยู่ของ “ทรัพย์สินทางปัญญา” ที่แต่เดิมแม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายลิขสิทธิ์ใช้มาเป็นเวลานาน แต่รู้สึกระลึกได้ของคนทั่วไปในสังคมว่า ผลิตผลทางความคิดของผู้อื่นเป็นสิ่งที่มีค่าและไม่ควรมีใครฉกฉวยไปเปล่าๆ การลอกงานใคร หรือใช้แผ่นผีซีดีเถื่อนเป็นเรื่องไม่สมควรทำนั้น เพิ่งเริ่มหว่านเมล็ดแหละหยั่งรากลงในสังคมไทยพร้อมกับการใช้บังคับของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 กว่าจะมาแข็งแรงมั่นคงในทุกวันนี้

ส่วนหนึ่งที่กฎหมายสร้างบรรทัดฐานทางวัฒธรรมประเพณีในสังคมได้อย่างรวดเร็วกว่าการสั่งสมค่อยเป็นค่อยเปลี่ยน นั่นเพราะกฎหมายมีฐานเบื้องหลังเป็นอำนาจรัฐ ที่สามารถบังคับให้การเปลี่ยนแปลงเป็นได้แบบฉับพลันทันที

เรื่องของการสมรสเท่าเทียม และเรื่องของกัญชาเสรี อาจจะเป็นคนละเรื่องกัน แต่ก็มีจุดร่วมกันคือ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานทางสังคมและวัฒนธรรมครั้งสำคัญผ่านกลไกทางกฎหมาย แม้ไม่ถึงกับเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลัน เพราะทั้งสองเรื่องมีเค้าลางมาจากกระแสโลกและกระแสสังคมที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปให้เห็นและเตรียมตัวกันมาบ้างแล้ว แต่เมื่อกฎหมายเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ (หรืออาจเปลี่ยนไปได้จริงในกรณีของสมรสเท่าเทียม) ก็หมายถึงความเปลี่ยนแปลงในระดับรูปธรรมของสังคมก็กำลังจะเปลี่ยนไปด้วย และระหว่างนี้จะเกิดช่องว่างบางอย่างที่สังคมจะต้องค่อยๆ ก้าวข้ามกัน

มีเรื่องที่ต้องเข้าใจตรงกันสำคัญอยู่เรื่องหนึ่งคือ “กฎหมายไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงของสิ่งใดได้”

ความเป็นจริงที่เป็นภาวะวิสัยอันเป็นสิ่งที่กฎหมายไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ในที่นี้จะอยู่ในรูปแบบของข้อมูล หรือข้อบ่งชี้ทางวิทยาศาสตร์ ที่พิสูจน์กี่ครั้งผลก็จะเป็นจริงตามนั้นทุกครั้ง คือสิ่งที่ต่อให้กฎหมายบอกว่า กัญชาก็ดี กระท่อมก็ตาม ไม่ใช่สารเสพติดอีกต่อไป แต่ทั้งหลายมันก็เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงในทางกายภาพที่สารเคมีในพืชสมุนไพรเหล่านั้นกระทำต่อร่างกายมนุษย์ไม่ได้ (แต่จะกระทำต่อมนุษย์คนไหนมากน้อยกว่าขึ้นกับปัจจัยรายละเอียด)

หากสิ่งที่กฎหมายมีอำนาจที่จะกระทำคือการไปเปลี่ยนแปลงการให้ค่า หรือตีความเป็นจริง หรือข้อเท็จจริงนั้น ที่กฎหมายจะกำหนดนิยามนั้นให้แก่ “ข้อเท็จจริง” ใด กรณียาเสพติดหรือสารเสพติดนี้มีจุดตัดแบ่งที่ชัดเจน นั่นคือการที่สารเสพติดชนิดใดส่งผลต่อร่างกายของมนุษย์อย่างไรเพียงใดนั้นเป็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งที่จะกำหนดว่าการส่งผลต่อมนุษย์ในทางข้อเท็จจริงเช่นนั้นถือว่าเป็นการ “ให้โทษ” หรือรบกวนต่อความเป็นอยู่ร่วมกันหรือเป็นอันตรายเกินกว่าที่สังคมจะรับได้หรือยัง เป็นสิ่งที่ “กฎหมาย” สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามบริบทความเป็นไปและฉันทามติของสังคม ส่วนหนึ่งที่สำคัญก็อาจประกอบด้วย “ข้อเท็จจริง” จากการค้นพบในทางวิทยาศาสตร์นั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย เช่น การศึกษาพบประโยชน์ของกัญชามากขึ้นในระยะหลังเสียจนทบทวนกันว่าโทษของมันอาจจะไม่ได้ร้ายแรงจนเกินไปหากเทียบกับประโยชน์ของมัน ก็ส่งผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลงในการ “กำหนดค่า” ของกฎหมายทั้งในระดับโลกและในประเทศไทยด้วย

ดังนั้น เรื่องที่เป็นปัญหาและอาจจะเป็นอันตรายของเรื่องกัญชาเสรีในตอนนี้ คือการที่ทุกคนทำราวกับว่าการเปลี่ยนแปลงการกำหนด “คุณค่า” ทางกฎหมายของมันสามารถเปลี่ยนแปลง “ข้อเท็จจริง” ของมันในระดับที่โทษภัยทั้งหลายตามความเป็นจริงหายไปทั้งหมด ใครมาเถียงก็ต้องจัดทัวร์ไปลงจนไม่มีใครกล้าปริปากแสดงความเห็นแย้ง และแทนที่สังคมควรจะอยู่กับมันในฐานะของพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์และอาจจะมีโทษบ้างแต่ก็ขึ้นกับการใช้งาน และความสมัครใจและยอมรับความเสี่ยง ก็อาจจะทำให้ในที่สุดกัญชาอาจจะกลายเป็นสมุนไพรพิษที่สุ่มสร้างโทษภัยให้ผู้คนได้โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวอย่างหลายกรณีที่ได้เกิดไปในสัปดาห์ที่แล้ว ทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว

สำหรับเรื่องสมรสเท่าเทียม แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายที่อาจมีนั้นไม่อาจเปลี่ยนความเป็นจริงทางกายภาพอันเป็นวิทยาศาสตร์ว่าด้วยการสืบพันธุ์ของมนุษย์ที่ต้องอาศัยโครโมโซมเพศที่ต่างกันได้ แต่เรื่องนี้ก็ต้องไม่ไปติดกับหลงประเด็นตรงนั้น เพราะการสมรสไม่เท่ากับการมีเพศสัมพันธ์ และการมีเพศสัมพันธ์ก็ไม่เท่ากับการสืบพันธ์ การสมรสที่แล้วแล้วไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าพันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์โดยเจตจำนงระหว่างมนุษย์สองคนที่จะตกลงกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่ได้รับการยอมรับโดยสังคมและรับรองนิติฐานะโดยรัฐ ที่มีสถานะสูงสุดและเก่าแก่ที่สุดหากนับแต่การมีวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ซึ่งไม่ควรถูกแยกไปสร้างเรียกเป็นสิ่งใหม่อันเพิ่มเติม

ข้อกังวลของบางฝ่ายว่าการที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมจะสร้างความลำบากใจให้นักบวชบางศาสนาที่อาจต้องทำพิธีกรรมที่ขัดต่อหลักศาสนาให้นั้นคงไม่ใช่ปัญหาอะไรตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เพราะไม่ว่าจะมีกฎหมายหรือไม่ ในทางกฎหมายก็ไม่มีอำนาจใดไปกำหนดหน้าที่บังคับนักบวชไม่ว่าจะศาสนาใดให้ต้องทำพิธีทางศาสนาอยู่แล้ว ทั้งในความเป็นจริงที่คู่สมรสเพศเดียวกันส่วนใหญ่ที่เห็นก็ไม่ได้ต้องการพิธีศาสนา หรือไม่ได้อยากไปขืนใจศาสนาให้ต้องมาทำพิธีให้กันสักเท่าไร

หากผลที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมที่จะทำให้การสมรสที่ชอบด้วยกฎหมายนี้เป็นเรื่องระหว่าง “บุคคล” โดยไม่จำกัดเพศนี้ หากจะส่งผลสะเทือนต่อศาสนิกที่เคร่งในศาสนาหรือผู้มีความคิดอนุรักษนิยมหรือจารีตนิยม ก็คงเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายนี้เท่ากับเป็นการกลับ “บรรทัดฐานทางสังคม” ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ด้วยการสถาปนา “ความชอบด้วยกฎหมาย” นี่เสียมากกว่า

เพราะมันเท่ากับเป็นการยอมรับว่า “คุณค่า” ที่ขัดต่อความเชื่อทางศาสนา คือบรรทัดฐานใหม่ของสังคมที่ชอบด้วยกฎหมาย ในทางกลับกัน “ความเชื่อทางศาสนา” หรือประเพณีเดิม ถือเป็นเพียง “ความเชื่อเฉพาะตน” หรือเฉพาะกลุ่มคนที่ไม่มีคุณค่าบังคับทางกฎหมายใดๆ อีกต่อไป การสมรสแบบเดิมที่จำกัดเฉพาะ “ชายหญิง” จะเป็นเพียง “ความเชื่อ” หรือ “ความคิดเห็น” ไม่ใช่ “ความเป็นจริง” ที่กฎหมายรับรองอีกต่อไป

ปัญหาที่หากจะตั้งข้อกังวลไว้ล่วงหน้าในกรณีที่อาจจะมีการผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมออกมาจริง (หรือแม้แต่กฎหมายคู่ชีวิตก็ตาม) คือ “ทางเลือกของเจ้าหน้าที่รัฐ” ผู้ต้องทำหน้าที่จดทะเบียนหรืออำนวยประโยชน์ให้แก่คู่สมรสเพศตรงข้าม เพราะเท่ากับว่าโดยผลของกฎหมาย อาจจะต้องบังคับให้เขาปฏิบัติหน้าที่ที่ฝ่าฝืนต่อความเชื่อทางศาสนาของเขาก็ได้ เรื่องนี้เคยมีคดีตัวอย่างในต่างประเทศมาบ้างแล้ว แต่อันนั้นไว้กฎหมายออกมาจริงค่อยว่ากันอีกที

สุดท้ายนี้ โดยส่วนตัวก็รู้สึกยินดีกับทั้งเรื่องของสมรสเท่าเทียมและกัญชาเสรีนั่นแหละ เพราะทั้งสองเรื่องก็แสดงให้เห็นพัฒนาการของการที่สังคมที่เปลี่ยนความคิดความเชื่อ จนสามารถผลักดันอำนาจรัฐให้สะเทือนจนมีการปรับแก้กฎหมายให้เป็นไปตามความเปลี่ยนแปลงของสังคม ที่นิยามคุณค่าใหม่ของทั้งสองเรื่องนั้นได้ในที่สุด