พ.ร.ป.กสม.มาตรา 60 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ แต่ให้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่
เห็นว่า ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 26 วรรคหนึ่ง มาตรา 218 และมาตรา 273 ด้วยเหตุผลดังนี้
1) เหตุผลที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อ้างว่า การที่ กสม.ของไทยถูกลดสถานะจาก A เป็น B เมื่อปี 2557 เพราะที่มาของการสรรหาไม่เปิดกว้าง ไม่มีเวลาให้กลุ่มที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเพียงพอตามที่ระบุไว้ในหลักการปารีส ซึ่งเป็นพันธกรณีระหว่างประเทศที่เราต้องทำตามนั้น ก็เป็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ไม่ถูกต้อง และที่อ้างว่า เวลา กสม.ของไทยไปประชุมในต่างประเทศจะประชุมในฐานะของ กสม.ไม่ได้ ต้องไปในฐานะทีมงานของกระทรวงการต่างประเทศนั้น ก็ไม่เป็นความจริง เพราะกระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานของรัฐบาล แต่ กสม.เป็นองค์กรอิสระ ต่างคนต่างมีบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะในการประชุมคณะกรรมการประจำอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี กสม.ของประเทศไทยมีศักดิ์และสิทธิเท่าเทียมกับประเทศภาคีสมาชิกอื่นทุกประการ
2) กรณีที่ กรธ.อ้างว่า กสม.ของประเทศไทยถูกลดสถานะจาก A เป็น B เมื่อปี 2557 นั้น เนื่องมาจากเหตุผลประการหนึ่งที่กฎหมายไม่มีหลักประกันความเป็นอิสระและความหลากหลายเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่งกรรมการสิทธิฯ มิได้มุ่งเน้นไปที่ตัวบุคคลซึ่งมีฐานะเป็นกรรมการสิทธิฯแต่อย่างใด การบัญญัติให้ประธานกรรมการและกรรมการสิทธิฯ พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ จึงมิได้เป็นหลักประกันที่จะทำให้มั่นใจได้ว่า ผู้ประเมินสถานะจะคืนสถานะ A ให้ กสม.ของประเทศไทย
3) ที่ กรธ.อ้างว่า หากยังให้ กสม.ชุดปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอาจเกิดปัญหา ทำให้ กสม.ถูกลดเกรดความน่าเชื่อถือไปเรื่อยๆ และกระทบต่อการทำงานนั้น จากผลงานของ กสม.ชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติมาเป็นกลไกในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน มีชื่อเสียงเลื่องลือไปยัง กสม.ในอาเซียน สหภาพยุโรป และทั่วโลก มีการชมเชยให้ กสม.ของไทยเป็นแบบอย่างของ กสม.ประเทศอื่น
ข้ออ้างดังกล่าวจึงไม่เป็นความจริง
4)ในหลักการปารีสและข้อสังเกตทั่วไป (General Observation) ของคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศว่าด้วยสถาบันแห่งชาติเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (The International Coordinating Committee of National Institutions for the Promotion and Protection of Human Rights-ICC) ในอดีต หรือพันธมิตรสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติระดับโลก (GANHRI) ในปัจจุบัน ไม่ได้กำหนดให้กรรมการสิทธิฯ เข้าสู่ตำแหน่งโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายต้องพ้นจากตำแหน่ง
ไม่มีข้อกำหนดหรือแนวปฏิบัติใดในหลักการปารีสที่แสดงให้เห็นว่า หากมีกฎหมายของประเทศสมาชิกกำหนดให้กรรมการสิทธิฯ ชุดที่ได้มาโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายของประเทศสมาชิกพ้นจากตำแหน่งทั้งชุดแล้ว สถาบันสิทธิฯ ของประเทศสมาชิกที่สูญเสียสถานะ A จะได้สถานะ A กลับคืนมาโดยง่าย และไม่มีข้อกำหนดหรือแนวปฏิบัติใดในหลักการปารีสที่แสดงให้เห็นว่า หากมีกฎหมายของประเทศสมาชิกกำหนดให้กรรมการสิทธิฯ ของประเทศสมาชิกดังกล่าวคงอยู่ในตำแหน่งต่อไป สถาบันสิทธิฯ ของประเทศสมาชิกที่สูญเสียสถานะ A จะได้สถานะ A กลับคืนมาโดยยาก
การขอคืนสถานะ A ของสถาบันสิทธิฯ สมาชิก มีรอบการพิจารณาและขึ้นอยู่กับการได้มีการแก้ไขปัญหาตามเงื่อนไขที่มีการกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วหรือไม่ และสถาบันสิทธิฯ สมาชิกจะต้องมีความพร้อม กล่าวคือ ได้แก้ไขปัญหาทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงแล้ว หากประเทศไทยไม่สามารถแก้ไขกฎหมายกำหนดกระบวนการสรรหาและให้ความคุ้มกันแก่การปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติโดยสุจริต รวมทั้งท่าทีสนองตอบสถานการณ์ละเมิดไม่ล่าช้าแล้ว การขอคืนสถานะ A ของไทยในปี 2559 และ 2560 จึงเป็นไปไม่ได้
ดังนั้น การบังคับให้ประธานกรรมการและกรรมการสิทธิมยุษยชนแห่งชาติพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 60 วรรคหนึ่ง ไม่สามารถจะมีผลทำให้สถานะ A ของไทยกลับคืนมาแต่ประการใด
5) ในหลักการปารีสและข้อสังเกตทั่วไป (General Observation) ของคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศว่าด้วยสถาบันแห่งชาติเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (The International Coordinating Committee of National Institutions for the Promotion and Protection of Human Rights-ICC) ในอดีต หรือพันธมิตรสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติระดับโลก (GANHRI) ในปัจจุบัน ไม่ได้กำหนดให้กรรมการสิทธิฯ เข้าสู่ตำแหน่งโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายต้องพ้นจากตำแหน่ง ทั้งนี้เพื่อ
(1) สร้างหลักประกันในความมั่นคงของสมาชิกภาพของกรรมการในองค์กร
(2) มีหลักประกันความเป็นอิสระขององค์กร
(3) สร้างความเชื่อมั่นให้สาธารณชน
(4) สร้างภาวะผู้นำระดับสูงให้แก่สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
การบังคับให้ประธานกรรมการและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 60 มีผลเป็นการถอดถอนออกจากตำแหน่ง จึงไม่อาจกระทำได้
ไม่มีข้อกำหนดหรือแนวปฏิบัติใดในหลักการปารีสที่แสดงให้เห็นว่า หากมีกฎหมายของประเทศสมาชิกกำหนดให้กรรมการสิทธิฯ ชุดที่ได้มาโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายของประเทศสมาชิกพ้นจากตำแหน่งทั้งชุดแล้ว สถาบันสิทธิฯ ของประเทศสมาชิกที่สูญเสียสถานะ A จะได้สถานะ A กลับคืนมาโดยง่าย และไม่มีข้อกำหนดหรือแนวปฏิบัติใดในหลักการปารีสที่แสดงให้เห็นว่า หากมีกฎหมายของประเทศสมาชิกกำหนดให้กรรมการสิทธิฯ ของประเทศสมาชิกดังกล่าวคงอยู่ในตำแหน่งต่อไป สถาบันสิทธิฯ ของประเทศสมาชิกที่สูญเสียสถานะ A จะได้สถานะ A กลับคืนมาโดยยาก
อนึ่ง การขอคืนสถานะ A ของสถาบันสิทธิฯ สมาชิก มีรอบการพิจารณาและขึ้นอยู่กับการได้มีการแก้ไขปัญหาตามเงื่อนไขที่มีการกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วหรือไม่ และสถาบันสิทธิฯ สมาชิกจะต้องมีความพร้อม กล่าวคือ ได้แก้ไขปัญหาทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงแล้ว หากประเทศไทยไม่สามารถแก้ไขกฎหมายกำหนดกระบวนการสรรหาและให้ความคุ้มกัน (immunity) แก่การปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติโดยสุจริต รวมทั้งท่าทีสนองตอบสถานการณ์ละเมิดไม่ล่าช้าแล้ว การขอคืนสถานะ A ของไทยในปี 2559 และ 2560 จึงเป็นไปไม่ได้
การบังคับให้กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพ้นจากตำแหน่งตามร่างมาตรา 60 ไม่สามารถจะมีผลทำให้สถานะ A ของไทยกลับคืนมาแต่ประการใด
6)กรณีที่ กรธ.อ้างว่า การให้กสม.ชุดปัจจุบันอยู่ต่อครึ่งวาระ 3 ปี ตามมติคณะกรรมาธิการวิสามัญของ สนช.กับการเซตซีโร่แต่ให้ยืดเวลาสรรหา กสม.ชุดใหม่ออกไปประมาณ 320 วัน ที่ กรธ.เสนอในการพิจารณาของ สนช.ในวาระ 2 เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2560 เป็นเวลาที่ใกล้เคียงกันนั้น เห็นว่าการกระทำเช่นนี้มีผลต่างกันมาก การให้อยู่ครึ่งวาระ 3 ปี ซึ่งหาเหตุผลใดมาสนับสนุนได้ยาก แต่มีผลว่า กสม.ยังคงอยู่ในตำแหน่งจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน 2561 เมื่อไปดำเนินการใดๆ ยังคงได้รับความเชื่อถือ แต่การเซตซีโร่ ตามความต้องการของ กรธ.ทำให้ กสม.เปลี่ยนสถานะมาเป็นผู้รักษาการ ดำเนินโครงการต่างๆ ได้ยาก ขาดความน่าเชื่อ เป็นผลเสียต่อองค์กรและประเทศชาติมากกว่า แม้ข้อแตกต่างมีเพียงเท่านี้ กรธ.ก็ไม่ยอมเพราะทำให้ตนเสียหน้า ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้มีบารมีในสภาเข้าไปเปลี่ยนแปลงการประชุมของ สนช. เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2560 ให้การประชุมผิดธรรมชาติจนเปลี่ยนแปลงผลในทางตรงข้าม
7) หลักนิติธรรมในส่วนของหลักความมั่นคงของกฎหมายเป็นหลักการที่หลีกเลี่ยงความไม่ชัดเจนของกฎหมาย เรียกร้องว่า การบัญญัติกฎหมายต้องมีความแน่นอนชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้บุคคลสามารถทราบได้ว่าบทบัญญัติของกฎหมายมีความมุ่งหมายอย่างไร เพื่อให้ปัจเจกบุคคลสามารถดำเนินการให้เป็นไปตามที่กฎหมายเรียกร้อง หรือหลีกเลี่ยงข้อห้ามของกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจต่อบุคคลและสังคม
หลักความมั่นคงของกฎหมายประกอบด้วยหลักการย่อย 2 หลัก คือ หลักความแน่นอนชัดเจนของกฎหมาย (ซึ่งเรียกร้องฝ่ายนิติบัญญัติ รวมทั้งฝ่ายบริหารในการออกกฎหมายลำดับรอง) และหลักคุ้มครองความสุจริตของบุคคล
(ก) หลักความแน่นอนชัดเจนของกฎหมายเรียกร้องว่า ในการบัญญัติกฎหมายจะต้องมีความชัดเจนเพียงพอเพื่อให้บุคคลสามารถกำหนดพฤติกรรมของตนเองภายใต้กฎหมายนั้นๆ ได้ หลักความแน่นอนชัดเจนของกฎหมายมีความเคร่งครัดอย่างยิ่งโดยเฉพาะในกฎหมายอาญา เนื่องจากเป็นกฎหมายที่มีโทษทางอาญา
(ข) หลักการคุ้มครองความสุจริตของบุคคลเป็นหลักการที่มุ่งคุ้มครองสิทธิหรือประโยชน์ของบุคคลที่เกิดจากบทบัญญัติของกฎหมาย กฎ หรือคำสั่งทางปกครอง ในกรณีที่จะออกกฎหมาย กฎ หรือคำสั่งทางปกครองไปกระทบถึงสิทธิหรือประโยชน์ดังกล่าวแล้ว โดยหลักทั่วไปจะต้องถือว่าผู้ได้รับสิทธิหรือประโยชน์ดังกล่าวเชื่อโดยสุจริตว่าสิทธิหรือประโยชน์นั้น เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อได้ชั่งน้ำหนักกับประโยชน์สาธารณะในเรื่องนั้นๆ แล้ว ในกรณีที่มีการยกเลิกสิทธิหรือประโยชน์ดังกล่าว ให้นำหลักการคุ้มครองความสุจริตของผู้รับคำสั่งทางปกครองมาใช้เพื่อคุ้มครองบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกคำสั่งทางปกครองดังกล่าว
ดังนั้น พ.ร.ป.กสม.มาตรา 60 วรรคหนึ่ง จึงขัดต่อหลักนิติธรรมในส่วนของหลักความมั่นคงแน่นอนของกฎหมายที่มิได้คุ้มครองความสุจริตของ กสม.ที่เข้าใจโดยสุจริตว่าการดำรงตำแหน่ง กสม.นั้นจะได้ดำรงตำแหน่งตามวาระที่กฎหมายบัญญัติไว้
8)พ.ร.ป.กสม.มาตรา 60 วรรคหนึ่ง ขัดต่อหลักห้ามมิให้กฎหมายมีผลย้อนหลัง ซึ่งในทางกฎหมายมหาชนมีหลักดังนี้
(1) มิใช่ข้อห้ามเด็ดขาด
(2) การพิจารณาการมีผลย้อนหลังในทางกฎหมายมหาชนจะต้องแยกพิจารณาระหว่าง (ก) การมีผลย้อนหลังโดยแท้ และ (ข) การมีผลย้อนหลังมิใช่โดยแท้ เพื่อพิจารณาเกณฑ์ที่แตกต่างกัน
(3) การมีผลย้อนหลังทั้งสองกรณี หากมีผลย้อนหลังในทางที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่มีข้อห้ามแต่อย่างใด
การมีผลย้อนหลังโดยแท้ และการมีผลย้อนหลังมิใช่โดยแท้ มีข้อพิจารณา ดังนี้
(ก) การมีผลย้อนหลังโดยแท้
การมีผลย้อนหลังโดยแท้ หรือเรียกว่า การมีผลย้อนหลังในผลของกฎหมาย ซึ่งหมายความว่า กรณีที่ข้อเท็จจริงใดข้อเท็จหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในอดีต และเหตุการณ์นั้นได้เสร็จสิ้นไปแล้ว แต่มีการออกกฎหมายเพื่อให้มีผลกับเหตุการณ์ที่ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ในกรณีของการให้มีผลย้อนหลังโดยแท้ จำเป็นจะต้องพิจารณาชั่งน้ำหนักระหว่าง “หลักความมั่นคงของกฎหมาย” กับ “เหตุผลความจำเป็นของประโยชน์สาธารณะ” ในการให้กฎหมายมีผลย้อนหลังดังกล่าว
(ข) การมีผลย้อนหลังมิใช่โดยแท้
การมีผลย้อนหลังมิใช่โดยแท้ หมายถึง กรณีที่เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งได้เกิดขึ้นในอดีต แต่เหตุการณ์นั้นยังไม่เสร็จสิ้นจวบจนถึงปัจจุบัน และมีการตรากฎหมายเพื่อใช้บังคับกับเหตุการณ์ที่ยังไม่เสร็จสิ้นดังกล่าว โดยให้มีผลนับจากปัจจุบัน ซึ่งย่อมกระทบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
สำหรับการมีผลย้อนหลังมิใช่โดยแท้ จะต้องพิจารณาชั่งน้ำหนักระหว่าง “หลักการคุ้มครองสุจริต” กับ “เหตุผลความจำเป็นในการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ” การตรากฎหมายให้มีผลย้อนหลังที่กระทบต่อหลักการทั้งสอง ไม่อาจกระทำได้
อย่างไรก็ตาม การให้มีผลย้อนหลังในทั้งสองกรณี จะต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลเชื่อโดยสุจริตถึงความสมบูรณ์ของกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ หากปราศจากการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะที่ชัดแจ้งแล้ว จะต้องพิจารณาไปตามหลักความสุจริตของ กสม.
ดังนั้น ขณะที่ พ.ร.ป.กสม.มาตรา 60 วรรคหนึ่ง มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2560 วาระการดำรงตำแหน่งของ กสม.ชุดปัจจุบันยังไม่สิ้นสุดลง แต่กฎหมายบังคับให้พ้นจากตำแหน่ง จึงเป็นกรณีของการมีผลย้อนหลังมิใช่โดยแท้ ซึ่งจะต้องพิจารณาชั่งน้ำหนักระหว่าง “หลักการคุ้มครองความสุจริต” กับ “หลักความจำเป็นในการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ”
ในกรณีนี้จะเห็นได้ว่าไม่มีความจำเป็นของการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ จึงต้องคุ้มครองความสุจริตของ กสม.ซึ่งดำรงตำแหน่งดังกล่าว กฎหมายจะบัญญัติให้ กสม.พ้นจากตำแหน่งในวันที่ พ.ร.ป.กสม.ใช้บังคับไม่ได้
กล่าวโดยสรุป เหตุที่ กสม.ไทยถูกประกาศลดสถานะจาก A เป็น B เมื่อเดือนมกราคม 2559 นอกจากจะเกิดจากท่าทีสนองตอบต่อสถานการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนล่าช้าแล้ว กสม.ชุดที่ 2 ไม่สามารถแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาและความคุ้มกัน (Immunity) ในการปฏิบัติหน้าที่ของ กสม.ตามที่ถูกกำหนดให้แก้ไขได้ทัน ในขณะร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.ยอมแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาตามที่ กสม.ชุดปัจจุบัน (คือชุดที่ 3) ร้องขอ แต่ไม่ยอมกำหนดเรื่องความคุ้มกันให้ กสม. กลับเซตซีโร่ กสม.ทั้งคณะ โดยอ้างเหตุว่าเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสากล จะทำให้ กสม.ไทยได้สถานะ A คืนมา
ข้ออ้างของ กรธ.ในการเซตซีโร่ กสม.จึงไม่เป็นความจริง ทั้งการกำหนดให้ประธานกรรมการและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งมาโดยถูกต้องตามกฎหมาย พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระตาม พ.ร.ป.กสม.มาตรา 60 วรรคหนึ่ง โดยอ้างเหตุเพื่อให้ กสม.ไทยกลับคืนสู่สถานะ A นอกจากจะไม่มีข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงสนับสนุนแล้ว ยังถือได้ว่าเป็นการตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม (The Rule of Law) ในส่วนที่เกี่ยวกับหลักความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะของบุคคล (Principle of Legal Certainty) ลิดรอนสิทธิที่ได้รับมาแล้วโดยชอบธรรม (Acquired Right) และเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่ไม่มีเหตุผลความจำเป็นอย่างเพียงพอ
แม้บทเฉพาะกาลตามมาตรา 273 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ จะบัญญัติให้สามารถตรา พ.ร.ป.กำหนดการดำรงตำแหน่งต่อไปของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินก็ตาม การตรา พ.ร.ป.ก็ต้องใช้หลักนิติธรรมตามมาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ
บทบัญญัติตามมาตรา 273 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญไม่ใช่การกำหนดให้ผู้ร่างกฎหมายสามารถเขียนอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ อันเป็นการเซ็นเช็คเปล่าให้ผู้ร่างกฎหมายสามารถกรอกข้อความได้ตามใจชอบ
อนึ่ง การที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ.2560 และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. … ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว บัญญัติให้ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการและกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่ พ.ร.ป.ใช้บังคับ ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระตามกฎหมายเดิม รวมทั้งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 บัญญัติให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งดำรงตำแหน่งยังไม่ครบวาระ ดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระ และยังคงให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่แต่งตั้งขึ้นใหม่หลังเลือกตั้งจะเข้ารับหน้าที่ ในขณะที่ประธานกรรมการและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ต้องพ้นจากตำแหน่งทันทีนับแต่วันที่ พ.ร.ป.กสม.ใช้บังคับจึงเป็นการปฏิบัติสองมาตรฐาน
พ.ร.ป.กสม.มาตรา 60 วรรคหนึ่ง จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 26 วรรคหนึ่ง มาตรา 218 และมาตรา 273 ดังนั้น พ.ร.ป.กสม. มาตรา 61 จึงเป็นกระบวนการสรรหา กสม.อันเป็นผลมาจากมาตรา 60 วรรคหนึ่ง จึงย่อมขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญไปด้วย
สติ ปัญญาญาณ

