จากการที่ทั่วโลกกำลังเผชิญความร้อนในระดับที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สภาพอากาศสุดขั้ว ภาพเกิดดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลัน กระทบชีวิตผู้คนในหลายภูมิภาค อย่างล่าสุดคลื่นถล่มอาคารในเนปาลและทิเบตของจีน หลายเมืองใหญ่ในญี่ปุ่นน้ำท่วมสูง เกิดไฟไหม้ป่าหรือน้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็ว ตามการพยากรณ์ทางวิทยาศาสตร์ ยังระบุว่าภัยพิบัติต่อไปคือการก่อตัวซุปเปอร์เอลนีโญ ความร้อนแล้งผสมพายุเพิ่มขึ้นอีกในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะจะรุนแรงอย่างมากในปี 2570 ทำให้เกิดคำถามมากมาย แล้วอนาคตจะอยู่กันอย่างไร และทางรอดต้องทำกันอย่างไร!!
⦁ภัยพิบัติกระทบห่วงโซ่อาหาร
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดทำข้อมูลสถานการณ์ภัยพิบัติโลกและความมั่นคงทางอาหาร ดังนี้ ผลกระทบของภัยพิบัติต่อห่วงโซ่อาหาร แยกเป็น
1.ผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารโลก ภัยพิบัติที่รุนแรงและถี่ขึ้นทำให้ห่วงโซ่อุปทานอาหารชะงักงัน ตั้งแต่ความสูญเสียด้านผลผลิตทางการเกษตร โลจิสติกส์หยุดชะงัก ไปจนถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารที่สูงขึ้นจากการปนเปื้อน (เช่น ระบบทำความเย็นขัดข้องจากไฟฟ้าดับ) ปัจจัยเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอาหาร รวมทั้งทำให้ราคาอาหารผันผวน
2.ผลกระทบต่อแหล่งวัตถุดิบของไทยในปัจจุบันและอนาคต โดยปัจจุบันไทยกำลังเผชิญความไม่แน่นอนของปริมาณวัตถุดิบทางการเกษตร ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบต้นทางสูงขึ้น เช่น ข้าวเปลือก หัวมันสำปะหลัง ยางพารา และผลปาล์มสด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนของอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร
3.อนาคต ภาคเกษตรไทยมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม หากห่วงโซ่การผลิตต้นน้ำยังพึ่งพาสภาพอากาศตามธรรมชาติเป็นหลัก ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบจะรุนแรงขึ้น อาจทำให้ไทยสูญเสียศักยภาพเป็นแหล่งผลิตอาหารที่พึ่งพาได้ของโลก
4.ภาวะต้นทุนพุ่งสูง แต่กำลังซื้อชะลอตัว ปัจจุบันผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทยต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น สะท้อนจากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนสิงหาคม 2569 ที่สูงถึง 9.1% จากต้นทุนพลังงานและราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อโลกที่อ่อนแอ ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังราคาสินค้าปลายทางได้ทั้งหมด ทำให้ต้องเผชิญกับภาวะกำไรหดตัว ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง และแบกรับความเสี่ยงทางธุรกิจสูงขึ้น
จากข้อมูล องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ชี้ว่า ช่วง ค.ศ.1991-2023 ภัยพิบัติได้สร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรทั่วโลก 3.26 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (เฉลี่ย 99,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี) คิดเป็น 4% ของ GDP ภาคเกษตรโลก โดยสูญเสียผลผลิตสำคัญ ได้แก่ ธัญพืช 4.6 พันล้านตัน ผักและผลไม้ 2.8 พันล้านตัน และเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นม 900 ล้านตัน ส่งผลให้ปริมาณพลังงานอาหารที่ประชากรได้รับลดลงเฉลี่ยประมาณ 320 กิโลแคลอรีต่อคนต่อวัน เอเชียได้รับผลกระทบสูงสุด คิดเป็น 47% ของความเสียหายทั่วโลก หรือประมาณ 1.53 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่แอฟริกามีสัดส่วนความเสียหายต่อ GDP ภาคเกษตรสูงสุดที่ 7.4% สะท้อนความเปราะบางของประเทศที่พึ่งพาภาคเกษตรในระดับสูง นอกจากนี้ภัยพิบัติยังส่งผลต่อประมง โดยคลื่นความร้อนในทะเลสร้างความเสียหายประมาณ 6.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงปี ค.ศ.1985-2022 และกระทบต่อประมงทั่วโลกประมาณ 15%
⦁6เสี่ยงต่อความปลอดภัยด้านอาหาร
นอกจากความเสียหายต่อปริมาณอาหารแล้ว ภัยพิบัติยังเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหาร ควรคำนึงถึง 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.รักษาสุขอนามัย 2.ควบคุมอุณหภูมิ 3.ใช้วัตถุดิบที่ปลอดภัย 4.ป้องกันการปนเปื้อน 5.ใช้น้ำสะอาดและปลอดภัย และ 6.ขนส่งและจัดเก็บอาหารอย่างปลอดภัย เพื่อช่วยลดการเจ็บป่วยจากอาหารและน้ำ และเสริมความมั่นคงของระบบอาหารในภาวะฉุกเฉิน
รายงาน The State of Agricultural Commodity Markets 2026 ระบุว่า ห่วงโซ่อาหารโลกที่มีความเชื่อมโยงและพึ่งพาระหว่างประเทศมากขึ้น ทำให้ผลกระทบจากภัยพิบัติหรือภาวะช็อกในพื้นที่หนึ่งสามารถส่งต่อไปยังประเทศอื่นได้อย่างรวดเร็ว ผ่านเครือข่ายการค้า การขนส่ง และการพึ่งพาวัตถุดิบและอาหารจากต่างประเทศ แม้การมีคู่ค้าหลายรายจะเพิ่มทางเลือกและความยืดหยุ่น แต่ตลาดสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด และข้าว คงพึ่งพาผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงไม่กี่ประเทศ ทำให้เมื่อเกิดความเสียหายต่อการผลิตในประเทศผู้ส่งออกสำคัญ ผลกระทบสามารถลุกลามเป็นวงกว้าง ทั้งการลดลงของปริมาณการค้า และการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าอาหารสูง ทั้งนี้ เดือนสิงหาคม 2569 ดัชนีราคาอาหารโลกของ FAO เพิ่มขึ้น 1.9% จากเดือนกรกฎาคม และเพิ่ม 2.5% จากปีก่อนหน้า
“สะท้อนความกังวลด้านอุปทานจากสภาพอากาศรุนแรง ภัยแล้ง อุณหภูมิสูง ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาโลจิสติกส์การค้า โดยราคาธัญพืชเพิ่มขึ้น 2.2% และราคาน้ำตาลเพิ่มขึ้นถึง 11.9% ขณะที่ผลผลิตธัญพืชโลกปี 2569 คาดจะลดลง 2.0% เหลือ 2,980 ล้านตัน สะท้อนถึงความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานสามารถส่งผ่านไปสู่ราคาอาหารโลกและความมั่นคงทางอาหารได้อย่างรวดเร็ว”
สำหรับไทย ธนาคารโลกระบุว่า ไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การขนส่ง และการกระจายสินค้า โดยภาคเกษตรเปราะบางต่อภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำ ขณะที่น้ำท่วมและอุณหภูมิสูงขึ้นส่งผลต่อผลผลิต ปศุสัตว์ ประมง ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ นอกจากนี้ ข้อจำกัดด้านน้ำยังเพิ่มความเสี่ยงต่อต้นทุนและความต่อเนื่องของการผลิตอาหาร ดังนั้น ผลกระทบจึงครอบคลุมทั้งความไม่แน่นอนของวัตถุดิบ ต้นทุนสูงขึ้น และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและความสามารถในการแข่งขันของไทย ซึ่งดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย (PPI) เดือนสิงหาคม 2569 สูงขึ้น 9.1% การเพิ่มขึ้นของ PPI สะท้อนต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าในภาคการผลิตที่สูงขึ้น อาจนำไปสู่ราคาสินค้าอาหารที่เพิ่มขึ้น
⦁คง‘ครัวของโลก’ไทยต้องปรับตัว
อีกคำถามคือ หนึ่งในนโยบายของรัฐบาล คือผลักดันไทยเป็นแหล่งครัวโลก จะให้ยั่งยืนต้องทำอย่างไร สนค.ให้มุมมองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพและมีจุดแข็งในการเป็น “ครัวของโลก” จากความหลากหลายของวัตถุดิบทางการเกษตร ทั้ง พืชไร่ พืชสวน ประมง และปศุสัตว์ มีศักยภาพของอุตสาหกรรมแปรรูป และมาตรฐานการผลิตระดับสากลแต่ท่ามกลางความผันผวนของสภาพอากาศและภูมิรัฐศาสตร์ การจะคงสถานะครัวโลกดังกล่าว ไทยจำเป็นต้องปรับตัวและเตรียมพร้อม ทั้งการปรับตัวของภาคเอกชนและห่วงโซ่อุปทาน ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลวางแผนการผลิตเพื่อลดต้นทุนและการสูญเสีย เพิ่มใช้การประกันภัยพืชผลเพื่อชดเชยความเสียหายจากภัยพิบัติ ยกระดับสู่การผลิตนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ผู้ส่งออกและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ต้องสร้างความยืดหยุ่นห่วงโซ่อุปทาน ปรับเปลี่ยนเส้นทางและแหล่งจัดหาวัตถุดิบได้ทันสถานการณ์ ใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้า เป็นเครื่องมือป้องกัน ความผันผวนของราคา ยกระดับ Positioning ของอาหารไทยสู่ “อร่อยและรับผิดชอบต่อโลก” ผ่านสัญลักษณ์ Thai SELECT สนับสนุนแหล่งเงินทุน งานวิจัย และเทคโนโลยี เพื่อรับมือความเสี่ยง
สำหรับบทบาทของรัฐบาล 1.บริหารจัดการข้อมูลและเทคโนโลยี อาทิ บูรณาการ Big Data และข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อวิเคราะห์พื้นที่เพาะปลูกและคาดการณ์ปริมาณผลผลิตล่วงหน้า (เช่น ข้าว) แบบเรียลไทม์ ช่วยให้รัฐบาลวางแผนและบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ การต่อยอดแอพพลิเคชั่นและ Dashboard สินค้าเกษตร 2.บริหารจัดการและการตลาด เร่งเปลี่ยนผ่านห่วงโซ่อาหารสู่สินค้านวัตกรรมและมูลค่าสูง เช่น อาหารแห่งอนาคต อาหารเชิงฟังก์ชั่นและนวัตกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม จัดทำแผนบริหารสินค้าในภาวะวิกฤตและระบบติดตามสต๊อก 3.พัฒนาเชิงโครงสร้าง นำเครื่องมือวิเคราะห์อนาคตทัศน์ วางแผนยุทธศาสตร์ ประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อมองไปข้างหน้า และเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดในอนาคต อาทิ สร้างความมั่นคงของฐานการผลิตภาคเกษตร ผ่านการยกระดับการบริหารจัดการน้ำพัฒนาพันธุ์พืช ส่งเสริมเกษตรแม่นยำ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลังการเก็บเกี่ยวและโลจิสติกส์ บูรณาการนโยบายระดับชาติตั้งแต่แปลงเกษตรถึงตลาดโลก วางนโยบายให้ทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อาหารเชื่อมโยงกัน เป็นต้น
จากการวิเคราะห์อาหารอนาคต อาหารโลก ทั้งพืช เนื้อสัตว์ และอาหารโปรตีนเพื่ออนาคต พบว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของโลกอยู่ในภาวะ “ชะลอตัว” เล็กน้อย (หดตัว 1.2%) และทิศทางตลาดกำลังเคลื่อนตัวจากเน้นปริมาณไปสู่สินค้ามูลค่าสูงขึ้น ทำให้กลุ่มอาหารอนาคต (Future Food) มีแนวโน้มเติบโตดี โดยปี 2568 ส่งออกอาหารอนาคตของไทยขยายตัว 7.4% แยกชนิด พบว่า พืช (ธัญพืชโลก) แนวโน้มผลผลิตชะลอตัว (คาดปี 2569/2570 ลดลง 2%) เนื้อสัตว์ โตเล็กน้อย 1% เติบโตกระจุกตัวอยู่ที่เนื้อไก่ อาหารอนาคต (Future Food) มีสัดส่วนประมาณ 11% และเป็นอุตสาหกรรม New S-Curve ที่สำคัญ ขณะที่ผลผลิตธัญพืชโลกปี 2569/70 คาดลดลง 2% ขณะที่การบริโภคยังเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา อย่างไรก็ตาม สต๊อกต่อการใช้ราว 31.7% สะท้อนว่าอุปทานโลกยังอยู่ในระดับค่อนข้างสมดุล แม้ผลผลิตจะลดลง
⦁เอกชนยอมรับ‘กังวลสูง’
ภาคเอกชนนั้น นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวว่าภัยพิบัติโลกกระทบต่อห่วงโซ่เกษตรและอาหาร เป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลสูง เมื่อแหล่งผลิตสำคัญหลายประเทศได้รับผลกระทบพร้อมกันจะทำให้จัดหาวัตถุดิบทดแทนทำได้ยากขึ้น ผลกระทบเกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ผลผลิตทางการเกษตรลดลง คุณภาพไม่สม่ำเสมอ ฤดูเก็บเกี่ยวคลาดเคลื่อน จนถึงโรงงานได้รับวัตถุดิบไม่ต่อเนื่องและส่งมอบสินค้าได้ยากขึ้น น้ำท่วมและพายุอาจทำลายทั้งพื้นที่เพาะปลูกโรงงาน คลังสินค้า และเส้นทางขนส่ง ส่วนความร้อนและภัยแล้งกระทบการเจริญเติบโต การออกดอกและติดผล รวมถึงผลผลิตปศุสัตว์และประมง ความเสียหายจึงอาจต่อเนื่องถึงรอบการผลิตถัดไป แม้เหตุการณ์ภัยพิบัติจะผ่านไปแล้วก็ตาม
“สำหรับอุตสาหกรรมแปรรูป แม้วัตถุดิบยังมีอยู่ แต่หากขนาด ความหวาน ความชื้น หรือคุณสมบัติไม่ตรงตามที่ต้องการ ก็ต้องคัดแยกมากขึ้น ได้สินค้าสำเร็จรูปน้อยลง และมีต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้น ขณะเดียวกันผู้ประกอบการยังต้องรับภาระค่าจัดหาวัตถุดิบสำรอง ค่าขนส่ง และเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น สิ่งที่ต้องจับตาจึงมีทั้งความเพียงพอของอาหารและความสามารถในการเข้าถึงอาหาร เพราะผู้บริโภคอาจต้องจ่ายแพงขึ้น ขณะที่เกษตรกรที่เสียผลผลิตกลับไม่ได้ประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้น”
เมื่อถามถึงเป้าหมายไทยครัวโลกแค่ไหน นายวิศิษฐ์กล่าวว่า กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของไทยแน่นอน แต่ยังไม่ควรสรุปว่าไทยจะสูญเสียบทบาทครัวโลก เพราะจุดแข็งของไทยประกอบด้วยทั้งฐานการเกษตร ความเชี่ยวชาญด้านการแปรรูป มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และความสามารถในการจัดหาวัตถุดิบมาสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่ไทยต้องบริหารความเสี่ยงทั้งวัตถุดิบในประเทศและวัตถุดิบนำเข้า หากผลผลิตในประเทศเสียหาย โรงงานอาจมีวัตถุดิบไม่เพียงพอขณะที่หากประเทศต้นทางประสบภัยพิบัติ วัตถุดิบนำเข้าอาจแพงขึ้นหรือส่งมอบล่าช้า รวมถึงต้นทุนอาหารสัตว์และปัจจัยการผลิตที่ส่งผ่านมายังสินค้าอาหารของไทย การนำเข้าวัตถุดิบเพื่อแปรรูปเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างมูลค่าเพิ่มและการเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตโลก ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่การพึ่งพาแหล่งผลิตหรือผู้ขายไม่กี่ราย และการไม่มีวัตถุดิบสำรองที่ผ่านการทดสอบคุณภาพไว้ล่วงหน้า
“มูลค่าความสูญเสีย ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะระบุผลกระทบรวมของไทยจากภัยพิบัติเหล่านี้เป็นจำนวนเงินหรืออัตราร้อยละได้อย่างน่าเชื่อถือ ต้องประเมินเป็นรายสินค้า ทั้งผลผลิตที่เสียหาย ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กำไรที่ลดลง และคำสั่งซื้อที่อาจย้ายไปประเทศคู่แข่ง โดยต้องแยกผลจากอัตราแลกเปลี่ยน ภาษี และภาวะตลาดด้วย อีกประเด็นคือ มูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการมีรายได้สุทธิหรือกำไรดีขึ้นเสมอไป เพราะอาจเพิ่มจากราคาสินค้า ขณะที่ปริมาณส่งออกลดลงและต้นทุนสูงขึ้น การรักษาบทบาทครัวโลกจึงต้องให้ความสำคัญกับความสามารถในการส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และต่อเนื่อง หากไทยบริหารเรื่องนี้ได้ดี ก็มีโอกาสสร้างความเชื่อมั่นและรักษาฐานลูกค้าในระยะยาว”
สำหรับตลาด Plant-based ได้รับผลกระทบด้านวัตถุดิบเช่นกันเพราะพึ่งพาพืช เช่น ถั่ว ธัญพืช และน้ำมันพืช แต่ความรุนแรงแตกต่างกันตามชนิดวัตถุดิบ แหล่งผลิต และสูตรผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้โปรตีนหรือส่วนประกอบที่มีคุณสมบัติเฉพาะ การเปลี่ยนแหล่งจัดหาอาจกระทบรสชาติ เนื้อสัมผัส และกระบวนการผลิต จึงต้องทดสอบก่อนนำมาใช้ทดแทน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปว่าภัยพิบัติทำให้ต้นทุน Plant-based ทั้งตลาดเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะต้นทุนยังขึ้นอยู่กับการสกัดโปรตีน พลังงาน เทคโนโลยี ขนาดการผลิต และการกระจายสินค้า
สำหรับข้อเสนอรับมือ คือ รัฐบาลควรเพิ่มน้ำหนักกับการป้องกันและการเตรียมพร้อมก่อนเกิดภัย ควบคู่กับการช่วยเหลือฟื้นฟู



