McKinsey เปิดภาพเศรษฐกิจอาเซียน-ไทย อุตฯ เทคหนุนเติบโต

12.09.26 | 11:53 น.
Reuters

McKinsey เปิดภาพเศรษฐกิจอาเซียน-ไทย อุตฯ เทคหนุนเติบโต


ท่ามกลางแรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงานและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก McKinsey เผยแพร่รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ระบุว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยภาคเทคโนโลยีและการค้าขยายตัวโดดเด่น

ทั้งนี้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัวลงฉุดการเติบโตของบางประเทศ ขณะที่วิกฤตพลังงานในตะวันออกกลางยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและค่าเงิน และทำให้แต่ละประเทศมีแนวทางดำเนินนโยบายที่แตกต่างกันมากขึ้น

โดย เวียดนาม และ มาเลเซีย มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเร่งขึ้นมาอยู่ที่ 8.39% และ 6.0% ตามลำดับ ขณะที่เศรษฐกิจ สิงคโปร์ ยังขยายตัวในระดับแข็งแกร่งที่ 5.9% ส่วน อินโดนีเซีย สามารถรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจไว้ได้ โดยขยายตัว 5.29% ทำให้ทั้ง 4 ประเทศจัดอยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจที่มีการเติบโตโดดเด่นในภูมิภาค

Advertisement

ในทางตรงกันข้าม ไทย และ ฟิลิปปินส์ มีแรงส่งทางเศรษฐกิจลดลง โดยการเติบโตชะลอตัวมาอยู่ที่ 1.9% และ 2.3% ตามลำดับ สะท้อนการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศและอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนลง

การส่งออกถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยอุปสงค์จากตลาดโลกที่มีต่อสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E) รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีประเภทอื่น ๆ ช่วยสนับสนุนภาคการค้าของทั้ง 6 ประเทศ

กิจกรรมภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้นใน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ขณะที่อินโดนีเซียและไทยมีทิศทางชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เดือนกรกฎาคมสะท้อนว่า ภาวะการผลิตมีแนวโน้มปรับดีขึ้นเมื่อเข้าสู่ไตรมาส 3

ด้านการบริโภคภาคเอกชนยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจ แต่ชะลอตัวลงในหลายประเทศจากค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้น ขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศยังคงมีความยืดหยุ่นในภาพรวม โดยมี เทคโนโลยี ภาคการผลิต และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เป็นปัจจัยหลักในการดึงดูดเงินลงทุน

พร้อมกันนี้ วิกฤตพลังงานในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ ค่าเงินและนโยบายการเงินอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นใน 5 จาก 6 ประเทศ และเพิ่มขึ้นมากที่สุดใน ฟิลิปปินส์และเวียดนาม ขณะที่แรงกดดันต่อค่าเงินกระจุกตัวอยู่ที่ รูเปียห์อินโดนีเซีย เปโซฟิลิปปินส์ และเงินบาท
ส่งผลให้แต่ละประเทศมีการตอบสนองเชิงนโยบายแตกต่างกัน โดย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ขณะที่ สิงคโปร์เพิ่มความเข้มงวดด้านนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ส่วน มาเลเซีย ไทย และเวียดนามยังคงแนวนโยบายเดิม

เมื่อมองไปข้างหน้า การส่งออกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและตัวชี้วัดภาคการผลิตที่ปรับตัวดีขึ้น ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี อย่างไรก็ตาม ความต่อเนื่องของการเติบโตในภูมิภาคจะขึ้นอยู่กับทิศทางของ เงินเฟ้อแรงกดดันด้านค่าเงิน และอุปสงค์ภาคครัวเรือนด้วย

ดังนั้น ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 สะท้อนให้เห็นภาพการเติบโตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มี ความแตกต่างระหว่างประเทศมากขึ้น โดยวัฏจักรเทคโนโลยีในตลาดโลกยังคงเป็นแรงส่งสำคัญ ขณะที่วิกฤตพลังงานกำลังทดสอบความสามารถของแต่ละประเทศในการเปลี่ยนแรงส่งจากภาคเศรษฐกิจภายนอกให้กลายเป็น การเติบโตในประเทศที่ครอบคลุมและยั่งยืนมากขึ้น

สำหรับ เศรษฐกิจไทย McKinsey มองว่า เศรษฐกิจไทยชะลอตัวในไตรมาส 2 จากการบริโภคภาคเอกชนที่ลดลงและการลงทุนภาครัฐที่หดตัว แม้การลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวช่วยพยุงเศรษฐกิจ ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัว 1.9% จาก 2.8% ในไตรมาสแรก ขณะที่ภาคไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E) ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรม

ด้านเงินเฟ้อกลับมาอยู่ในแดนบวกหลังลดลงต่อเนื่อง 4 ไตรมาส ขณะที่เงินบาทยังอ่อนค่า และธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการรับมือแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

การชะลอตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ในช่วงครึ่งแรกของปีขยายตัว 2.4% จากนั้นรัฐบาลได้ปรับกรอบคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 โดยปรับกรอบล่างขึ้นจาก 1.5% เป็น 2.0% ทำให้กรอบคาดการณ์ใหม่อยู่ที่ 2.0–2.5% จากเดิม 1.5–2.5%

ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจจะได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง การส่งออกที่แข็งแกร่ง การลงทุนภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น และการใช้จ่ายภาครัฐ

จีดีพี
เศรษฐกิจไทยขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนในไตรมาส 2 จาก 2.8% ในไตรมาสแรก โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคส่วนสำคัญส่วนใหญ่ชะลอตัวลงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

การขยายตัวของภาคการผลิตชะลอลงจากผลผลิตยานยนต์และอุตสาหกรรมสำคัญอื่นๆ ที่ลดลง ขณะที่ภาคเกษตรกรรม การก่อสร้าง การค้าส่งและค้าปลีก รวมถึงบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ต่างมีแรงส่งลดลง โดยภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี รวมถึงรายได้จากการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น

การบริโภคภาคเอกชน
การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวในไตรมาส 2 ที่ 1.9% ชะลอลงจาก 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า หลังค่าครองชีพที่สูงขึ้นกดดันการใช้จ่ายของครัวเรือน แม้จะได้รับแรงสนับสนุนบางส่วนจากมาตรการภาครัฐที่เริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน

การใช้จ่ายยังขยายตัวในเกือบทุกหมวดสินค้า ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ยานยนต์ เสื้อผ้า และรองเท้า ทั้งนี้ การใช้จ่ายด้านบริการและเชื้อเพลิงชะลอลง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงเหลือ 50.3 จาก 52.8 ต่ำสุดในรอบ 14 ไตรมาส สะท้อนว่าครัวเรือนยังระมัดระวังการใช้จ่าย

การค้า
การส่งออกยังขยายตัว 17.6% ในไตรมาส 2 เท่ากับไตรมาสแรก โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ จากอุปสงค์โลกที่ยังแข็งแกร่ง ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรฟื้นตัวตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกที่สูงขึ้น

สินค้าที่มีการส่งออกเติบโตโดดเด่น ได้แก่ อุปกรณ์โทรคมนาคม ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และเครื่องจักร ทว่า การส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลหดตัวลงอย่างมาก ด้านตลาดส่งออกสำคัญ ทั้งอาเซียน-5 สหภาพยุโรป และสหรัฐฯ ยังขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกไปกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ฮ่องกง และตะวันออกกลางลดลง

ภาคอุตสาหกรรม
ภาคการผลิตชะลอตัวในไตรมาส 2 โดยขยายตัว 0.1% จาก 0.9% ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ลดลง จากผลผลิตสินค้าสำคัญที่ลดลง โดยเฉพาะยานยนต์ เครื่องประดับ พลาสติก และยางสังเคราะห์ ขณะที่การผลิตคอมพิวเตอร์ อาหารแปรรูป และสินค้าที่เน้นตลาดในประเทศช่วยพยุงภาคการผลิตไว้บางส่วน

อย่างไรก็ดี แนวโน้มภาคการผลิตเริ่มปรับดีขึ้นในไตรมาส 3 โดย ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นแตะ 54.2 สูงสุดในปี 2569 จากคำสั่งซื้อใหม่และการผลิตที่เร่งตัว ขณะที่ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง จากยอดขายที่ดีขึ้นและคาดการณ์อุปสงค์และผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่มขึ้น

การจ้างงาน
อัตราการว่างงานของไทยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 0.96% ในไตรมาส 2 จาก 0.94% ในไตรมาสแรก แต่ยังอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าตลาดแรงงานได้มีสัญญาณชะลอตัว โดยจำนวนผู้ทำงานต่ำกว่าศักยภาพเพิ่มขึ้นและชั่วโมงการทำงานลดลง

ค่าจ้างยังขยายตัวในระดับต่ำ โดยค่าจ้างที่แท้จริงยังอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนเกิดโควิด-19 ทั้งนี้ การฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของอุปสงค์ในประเทศและภาวะธุรกิจจะยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการจ้างงานและรายได้ครัวเรือน

เงินเฟ้อ
เงินเฟ้อทั่วไปปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2.7% ในไตรมาส 2 จาก -0.5% ในไตรมาสแรก โดยมีสาเหตุหลักจากราคาพลังงานและอาหารที่สูงขึ้น และคาดการณ์ว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายและราคาพลังงานปรับลดลง จะส่งผลให้มีการปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อลงมาอยู่ที่ 1.5–2.0% จากเดิมที่คาดไว้ 2.0–3.0% ในช่วงต้นปี

ค่าเงิน
เงินบาทอ่อนค่าลงอีก 2.0% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในไตรมาส 2 หลังจากอ่อนค่าลง 4.2% ในไตรมาสแรก ส่งผลให้เงินบาทเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่มีผลการดำเนินงานแย่ที่สุดในเอเชียนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

การอ่อนค่าของเงินบาทมีสาเหตุหลักจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้ไทยมีภาระนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้น และกดดันดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่อยู่ในระดับสูง และอัตราดอกเบี้ยของไทยที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ

กระแสเงินทุนไหลเข้า
ไทยยังคงมีแรงส่งที่แข็งแกร่งด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในไตรมาส 2 โดยคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติในช่วงครึ่งแรกของปีเพิ่มขึ้น 80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับ 1.37 ล้านล้านบาท โดยการลงทุนยังคงกระจุกตัวในโครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูล (Data Center) และบริการคลาวด์