หน้าแรก เศรษฐกิจ กรรมาธิการฯ-น...

กรรมาธิการฯ-นักวิชาการ จวกเละ 14 ข้อเยียวยาหลังควบรวม ‘ทรู-ดีแทค’

2.10.22 | 12:05 น.

กรรมาธิการฯ-นักวิชาการ จวกเละ 14 ข้อเยียวยาหลังควบรวมทรู-ดีแทค หละหลวม ลอยแพผู้บริโภค ยัน ควบรวมต้องไม่เกิด! กระทบคนไทยทุกฝ่าย

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบกรณีการควบรวมกิจการโทรคมนาคม เปิดเผยถึงกรณี 14 มาตรการเยียวยาผลกระทบผู้บริโภค หากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้อนุญาตให้ควบรวมกิจการระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ว่า มาตรการเยียวยาทั้ง 14 ข้อที่ออกมา เหมือนเป็นการโยนหินถามทาง เพราะจากการศึกษาข้อมูลพบว่า ส่วนใหญ่เป็นมาตรการที่ กสทช. กำกับดูแลหรือดำเนินการอยู่แล้ว เพียงแต่นำรายละเอียดเนื้อหามารวมกัน ยำๆ เพื่อให้ดูเยอะ เหมือนจะมีสาระ มีประโยชน์ต่อผู้บริโภค แต่จริงๆ แล้วไม่มีอะไร

อาทิ การสนับสนุน MVNO มีความจุของโครงข่ายเพิ่มขึ้นเป็น 20% แต่จากเดิมที่ 10% ยังไม่สามารถดำเนินการได้, การกำหนดอัตราค่าบริการ ที่สุดท้ายแล้วผู้ให้บริการเป็นผู้กำหนด และเสนอยัง กสทช. เพื่อหาค่าเฉลี่ยราคาแพคเกจ ซึ่งไม่ถ่วงน้ำหนักจำนวนผู้ใช้งาน เพราะแต่ละคนใช้แพคเกจไม่เท่ากัน รวมถึงการใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมสำหรับโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ร่วมกันของผู้ให้บริการ เป็นมาตรการที่ต้องดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนการขยายโครงข่าย 5G ให้ครอบคลุม 80% ภายใน 5 ปี นั้น หากเปรียบเทียบระยะเวลาจาก 3G มา 4G อีก 5 ปีข้างหน้า น่าจะปกติตามสภาพตลาดไม่ได้เป็นมาตรการเฉพาะอะไร

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ข้อมาตรการที่รู้สึกกังขา อาทิ การให้ทรูและดีแทคไม่มีการรวมธุรกิจ และยังคงแบรนด์การให้บริการแยกกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่น 3 ปี เพราะแม้ผู้ให้บริการไม่รวมกันในนามบริษัท แต่อาจมีการแชร์โครงข่ายเพื่อให้บริการร่วมกัน แล้ว กสทช. จะควบคุมหรือกำกับดูแลอย่างไร และขณะเดียวกัน ไม่ว่าผลการศึกษาจากสถาบันใด พบว่า อัตราค่าบริการมีแนวโน้มสูงขึ้นแน่นอน แม้จะเป็นการปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่สุดท้ายจะกลายเป็นภาระค่าครองชีพของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น ภายใต้สภาวะเงินเฟ้อ ยิ่งซ้ำเติมผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอีก

“ทั้ง 14 ข้อ เป็นมาตรการที่หละหลวม เหยาะแหยะ ไม่ทรงศักดิ์และสิทธิ์และแทบไม่ช่วยให้สภาพการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมคงเดิม ดังนั้น หนทางเดียวที่ดีที่สุด คือ การควบรวมกิจการต้องไม่เกิดขึ้น ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจะได้ไม่ต้องมานั่งแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ และด้วยผลการศึกษาเป็นที่ประจักษ์ชัดขนาดนี้ กสทช. จะยังคงปัดอำนาจให้พ้นตัว โดยตีความว่าตัวเองไม่มีอำนาจในการพิจารณาการควบรวมกิจการอยู่หรือ หากยังยืนยันตามเดิม เราก็จำเป็นต้องฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 157 ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่ถ้า กสทช. เลือกบอกว่า ตัวเองมีอำนาจ และใช้อำนาจดังกล่าวอนุญาตให้ควบรวมกิจการ อาจจะต้องร้องต่อศาลปกครองเพราะเป็นคำสั่งทางปกครองที่ประชาชนได้รับผลกระทบ” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

Advertisement

ขณะที่ นายฉัตร คำแสง ผู้อำนวยการ 101 PUB กล่าวถึง มาตรการเยียวยาผลกระทบดังกล่าว ส่วนที่เป็นมาตรการเชิงพฤติกรรม ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้ โดยเฉพาะการกำหนดอัตราค่าบริการที่ในตลาดเหลือผู้ให้บริการเพียง 2 รายแล้ว คงไม่ต้องกำหนดแล้วว่าอัตราใดจึงจะเหมาะสม รวมไปถึงการกำกับดูแลคุณภาพของสัญญาณ และการบริการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถควบคุมได้และตรวจสอบได้ยาก เช่น อดีตในยุค 3G เคยบอกว่าจะลดอัตราค่าบริการลง 15% แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้ แม้จริงอยู่ที่ราคาโดยเฉลี่ยลดลง แต่ลดให้ใครก็ไม่ทราบ เป็นต้น

ขณะที่ มาตรการเรื่องการถือครองคลื่นความถี่ ที่ระบุว่า สำนักงาน กสทช. เพียงกำชับให้ผู้ขอควบรวมไม่ใช้คลื่นความถี่ร่วมกัน เป็นข้อกำหนดตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่อย่าลืมว่า จุดประสงค์หลักของการควบรวมกิจการนี้ ก็หวังที่จะใช้คลื่นความถี่ร่วมกัน ไม่เช่นนั้นดีแทคคงไม่ชะลอการลงทุน ทำให้คลื่นความถี่ที่มีในปัจจุบันไม่เพียงพอในการรับรองการใช้งานของลูกค้าได้อย่างทั่วถึง ดังนั้น หาก กสทช. ไม่อนุญาตให้มีการใช้คลื่นความถี่ร่วมกัน มองว่า การทำงานร่วมกันระหว่างทรูและดีแทค ช่วง 3 ปีแรก คงไม่เกิดขึ้น

“หาก กสทช. อนุญาตให้ควบรวมกิจการได้ อาจต้องสั่งให้ผู้ให้บริการขายส่วนที่ถือทับซ้อนกันออกมา ซึ่งเป็นแนวทางปกติของต่างประเทศ เช่น ประเทศออสเตรีย และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น อาทิ เมื่อควบรวมกิจการแล้วมีคลื่นความถี่มากเกินไป ให้ขายส่วนเกินนั้นออกมา เพราะไทยมีการจัดสรรคลื่นความถี่ไม่เพียงพอ จึงกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง หรือมีเสาสัญญาณมากเกินไป ให้ขายส่วนเกินนั้นออกมา โดยขายให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ เพื่อผลักดันให้เกิดผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่ตลาด ให้ตลาดยังมีผู้ให้บริการ 3 ราย เท่าเดิม” นายฉัตร กล่าว

นายฉัตร กล่าวว่า ส่วนการสนับสนุนผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบการเป็นของตัวเอง หรือ MVNO เช่น การเพิ่มจำนวนหรือคงจำนวน MVNO ในตลาด เป็นมาตรการที่เห็นด้วย แต่ที่ผ่านมาไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง เพราะ MVNO ปัจจุบันไม่เติบโต เนื่องจากสู้ราคาไม่ได้ ดังนั้น ต่อให้เพิ่มความจุสำหรับ MVNO จาก 10% เป็น 20% หรือมากกว่านั้นก็ไม่ช่วยอะไร และต้องมีการกำหนดเงื่อนไขด้านราคาด้วย

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: