กกพ.ปรับเกณฑ์ หนุนโซลาร์รูฟท็อป
ปัจจุบันราคาค่าไฟฟ้าที่คนไทยต้องควักกระเป๋าจ่ายอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย คือราคาที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และกำหนดบังคับใช้ช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2565 จากนั้นช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2565 จะมีการพิจารณาอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อนำค่าเอฟทีบวกกับค่าไฟฐานกำหนดเป็นค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่ายอีกครั้ง คาดว่าจะมีการประกาศเดือนพฤศจิกายนนี้
ปัจจุบันแนวโน้มต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของไทยยังยืนระดับสูงต่อเนื่อง ยังไม่นับรวมหนี้จากการตรึงค่าเอฟทีในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ช่วยแบกรับอยู่ 8.5 หมื่นล้านบาท นั่นเท่ากับว่าค่าไฟที่คนไทยกำลังปาดเหงื่อไม่ได้จบลงที่ราคานี้แน่ๆ แต่กำลังพุ่งขึ้นต่อเนื่อง
แนวทางระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคาบ้าน หรือโซลาร์รูฟท็อป จึงเป็นสิ่งที่หลายคนสนใจ กระแสแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะภาครัฐมีความพยายามผลักดันมานานหลายปี เพราะเป็นพลังงานสะอาด ไทยมีแสงแดดตลอดวันและเกือบทั้งปีแต่ติดปัญหาคอขวด ทั้งขั้นตอนการอนุญาต การควบคุมความปลอดภัย ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ยังถือว่าอยู่ระดับสูงสำหรับประชาชนทั่วไป
ช่วงต้นเดือนกันยายน ภาครัฐส่งสัญญาณเดินหน้าสนับสนุนคนไทยติดโซลาร์รูฟท็อป ปลดล็อกอุปสรรค โดยที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) นัดนั้นมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กพช. ได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบูรณาการการทำงานในการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) ให้เร็วขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนจากสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน
ปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา กระทรวงพลังงาน โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) จึงมีการหารือกับ กกพ.เพื่อหาแนวทางลดขั้นตอนการอนุญาตโซลาร์รูฟท็อปให้กับประชาชน ซึ่งข้อมูลการยื่นคำขอใบอนุญาตพบว่าเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 100 รายต่อเดือน ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก กกพ.พบว่าสถานะโครงการโซลาร์ภาคประชาชนรอบการรับซื้อ พ.ศ.2565 ปีละ 10 เมกะวัตต์ ณ วันที่ 31 สิงหาคม โซลาร์ภาคประชาชนมีการลงนามซื้อขายไฟฟ้าสะสมแล้ว 1,488 ราย กำลังการผลิตติดตั้ง 8,073 กิโลวัตต์สูงสุด และมีโรงงาน สถานศึกษา และสูบน้ำเพื่อการเกษตร ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้ว 4 ราย กำลังการผลิตติดตั้ง 210 กิโลวัตต์สูงสุด
ล่าสุด กกพ.แจ้งข่าวดีลดขั้นตอนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเหลือเพียง 30 วัน โดย คมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ให้ข้อมูลว่า สำนักงาน กกพ.ได้ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ปรับปรุงขั้นตอนอนุญาตการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ทั้งการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ตรวจสอบการเชื่อมต่อให้สามารถจ่ายไฟฟ้าและใช้งานอุปกรณ์ได้ภายใน 30 วันนับจากที่ได้รับแจ้ง จากเดิมรวมทุกขั้นตอนยอมรับว่าใช้เวลานาน ประมาณ 90-135 วัน
เลขาฯคมกฤชยังระบุว่า ขั้นตอนที่ปรับแก้ไขใหม่จะกำหนดให้ผู้ติดตั้งโซลาร์ยื่นคำขอจดแจ้งยกเว้นฯต่อสำนักงาน กกพ.ผ่านระบบออนไลน์ของสำนักงาน เพื่อดำเนินการด้านเอกสารก่อนติดตั้ง ภายหลังติดตั้งแล้วเสร็จให้ยื่นขอเชื่อมต่อกับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย โดยการไฟฟ้าจะตรวจสอบระบบ เปลี่ยนมิเตอร์ และส่งข้อมูลจดแจ้งยกเว้นฯให้สำนักงาน กกพ. พร้อมให้สามารถเชื่อมต่อและจ่ายไฟฟ้าได้ภายใน 30 วัน หลังแจ้งขอเชื่อมต่อ
นอกจากนี้ ยังมอบสำนักงาน กกพ.ประจำเขตให้คำปรึกษาการติดตั้งโซลาร์หลังคาในรูปแบบต่างๆ ความคุ้มค่า และการดูแลบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการลงทุน พร้อมให้สำนักงาน กกพ.ประจำเขตเป็นหน่วยงานที่รวบรวมอุปกรณ์และแผงที่ใช้งานแล้วสำหรับผู้ติดตั้งประเภทบ้านอยู่อาศัย (ไม่เกิน 10 KVA) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มบ้านอยู่อาศัยและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการใช้พลังงานหมุนเวียนแบบยั่งยืน โดยขั้นตอนใหม่นี้สามารถแบ่งแยกขั้นตอนการดำเนินการของกลุ่มต่างๆ ในการจดแจ้งยกเว้นฯ ดังนี้
1.โครงการที่มีกำลังการผลิตติดตั้งต่ำกว่า 200 กิโลโวลต์แอมแปร์ ซึ่งไม่เข้าข่ายต้องขอรับใบอนุญาตให้ผลิตพลังงานควบคุม (พค.2) สำหรับขั้นตอนการขอติดตั้งและเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (กฟน.และ กฟภ.) นั้นปัจจุบันได้ปรับลดระยะเวลาดำเนินการโดยรวมลง จากเดิมไม่ได้กำหนดวันไว้ เป็นกำหนดกรอบเวลาให้แล้วเสร็จไว้ที่ 30 วัน โดยมีขั้นตอนการดำเนินการตามกระบวนการจดแจ้งยกเว้นฯ (QR Code 1)
2.โครงการที่มีกำลังการผลิตติดตั้งตั้งแต่ 200 กิโลโวลต์แอมแปร์ขึ้นไป และต่ำกว่า 1,000 กิโลโวลต์แอมแปร์ ซึ่งเข้าข่ายต้องขอรับใบอนุญาต พค.2 นั้น กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการจัดทำและส่งข้อมูล เพื่อพิจารณาให้ความเห็นการออกใบอนุญาต พค.2 ต่อ กกพ. โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการตรวจสอบระบบ สรุปผลและเสนอความเห็นการอนุญาต พค.2 ต่อ กกพ.ภายในระยะเวลาดำเนินการ 30 วันนับตั้งแต่ พพ.ได้รับคำขอจากสำนักงาน กกพ. ทั้งนี้ ไม่รวมระยะเวลาดำเนินการกรณีที่ต้องมีการแก้ไขโดย พพ.รวมระยะเวลาการอนุญาต พค.2 และเชื่อมต่อของการไฟฟ้ารวมกันทั้งสิ้นไม่เกิน 60 วัน โดยมีขั้นตอนการดำเนินการตามกระบวนการจดแจ้งยกเว้นฯ (QR Code 2)
เลขาฯคมกฤชยังให้ข้อมูลว่า สำนักงาน กกพ.ยังได้อำนวยความสะดวกในการติดต่อ และยื่นคำขอแจ้งกิจการที่รับการยกเว้นฯผ่านช่องทางสำนักงาน กกพ.ได้ทางระบบออนไลน์ www.erc.or.th หรือผ่านทางโทรศัพท์มือถือเพียงดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ชื่อ ERC Thailand ซึ่งมีอยู่ทั้งใน App Store และ Play Store
ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สำนักงาน กกพ.ได้ให้สำนักงาน กกพ.ประจำเขตทั้ง 13 เขตทั่วประเทศ จัดเตรียมเจ้าหน้าที่เพื่อบริการให้คำปรึกษาและให้คำแนะนำกับประชาชนที่สนใจติดตั้งโซลาร์บนหลังคาบ้าน พร้อมกับจัดหาพื้นที่เพื่อใช้ในการรวมอุปกรณ์โซลาร์ใช้แล้วประเภทบ้านอยู่อาศัยที่หมดอายุการใช้งาน ชำรุด หรือไม่ต้องการใช้แล้ว เพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการอำนวยความสะดวกจากสำนักงาน กกพ.ประจำเขตทั้ง 13 เขตทั่วประเทศ
นอกจากนี้ เพื่อสนับสนุนพลังงานสีเขียวรับมือยุคราคาพลังงานแพง ไม่เพียงโซลาร์รูฟท็อป เลขาฯคมกฤชยังต่อยอดและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมและกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าให้สามารถเข้าถึง และใช้พลังงานสีเขียวตามแนวทาง Green Tariff จึงเดินหน้าออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน หรือพลังงานสีเขียวในรูปแบบ FiT ปี 2565-2573 สำหรับ 3 ประเภทเชื้อเพลิง จำนวน 4 ฉบับ ประกอบด้วย 1.ก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) 2.พลังงานลม 3.พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน และ 4.พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน
โดยโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่เป็นกรอบแนวทางไปสู่ Net-Zero carbon Emission ของกระทรวงพลังงาน
กำหนดการรับซื้อไฟฟ้าและกรอบระยะเวลาดำเนินการ เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมาและประกาศรายชื่อผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าที่ได้รับการคัดเลือกภายในวันที่ 15 มีนาคม 2566 โดยการไฟฟ้าแจ้งให้ผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าที่ได้รับการคัดเลือกลงนามทราบ และยอมรับเงื่อนไขการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายในวันที่29 มีนาคม 2566 โดยผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าตามกำหนดวันเอสซีโอดี ที่ได้รับการคัดเลือกภายใน 180 วันกรณีกำหนดวันเอสซีโอดี ภายในปี 2567 ถึง 2568 หรือภายใน 2 ปี กรณีกำหนดวันเอสซีโอดี ภายในปี 2569 ถึง 2573
หากการสนับสนุนโซลาร์รูฟท็อป และการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อมุ่งสู่พลังงานสีเขียวสำเร็จ น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้คนไทยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ที่นำเข้าต่างประเทศเพื่อผลิตไฟฟ้า และหันมาพึ่งพาตัวเองมากขึ้น ที่สำคัญยังช่วยลดมลพิษให้กับประเทศด้วย!!
ข่าวน่าสนใจอื่น:
- เมื่อ ‘พลังงาน’ เป็นวาระร้อนใกล้ตัว ‘มติชน’ เปิดเวที สัมมนาชี้อนาคตประเทศ 26 ต.ค.นี้
- ‘เอ็มจี’ ปลื้ม ยอดจองรถยนต์ไฟฟ้าแตะ 1 หมื่นคัน ตอบรับ ‘มติชน’ ขึ้นเวทีสัมมนาอนาคตพลังงาน
- กองทุนน้ำมันฯ ลุยกู้ มั่นใจ ‘แบงก์’ สนใจเพียบ ‘มติชน’ ชูสัมมนาชี้อนาคตพลังงานไทย
- ปตท.มองปี 66 ราคาน้ำมันโลกดิ่ง-เล็งลดใช้แอลเอ็นจี ‘มติชน’ ชูสัมมนาอนาคตพลังงานไทย

