‘เฟทโก้’ คาดสหรัฐดันหุ้นกระทิงอีกรอบ หลายปัจจัยเสี่ยงคลายตัว สบช่องนักลงทุนไทย

21.06.23 | 15:39 น.

‘เฟทโก้’ คาดสหรัฐดันหุ้นกระทิงอีกรอบ หลายปัจจัยเสี่ยงคลายตัว สบช่องนักลงทุนไทย

เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 21 มิถุนายน ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ กรุงเทพฯ หนังสือพิมพ์มติชนจัดงานสัมมนา “Thailand : Take off” โดย นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หลักทรัพย์ ทิสโก้ จํากัด ในฐานะกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) และนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (ไอเอเอ) กล่าวในหัวข้อ “ตลาดทุนไทยปรับโหมด หุ้นกระทิง” ว่า ตลาดหุ้นไทยจะเข้าสู่ภาวะตลาดกระทิงได้หรือไม่นั้น ถือว่าเป็นความท้าทายของรัฐบาลใหม่ค่อนข้างมาก เพราะขึ้นอยู่กับนโยบายเศรษฐกิจเป็นสำคัญ เนื่องจากหากประเมินภาพตามจริงจะพบว่า ภาวะตลาดหุ้นกระทิงไม่ใช่เรื่องใหม่ของหลายตลาดทั่วโลก เพราะขณะนี้เราอยู่ในตลาดหุ้นที่เรียกว่า ภาวะตลาดกระทิงมาแล้ว

ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 โดยนับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา เกิดภาวะตลาดหมีขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง ก่อนจะมีตลาดกระทิงลูกใหญ่เกิดขึ้นผ่านไปแล้ว 1 ครั้ง ซึ่งวันนี้อยู่ในตลาดกระทิงลูกที่ 2 ที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะมีการปรับลงมาอีกหลังเกิดสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้ตลาดหุ้นมีการปรับฐานลงหลังผ่านตลาดกระทิงครั้งแรกไปแล้ว แต่ตอนนี้กลับขึ้นไปเป็นภาวะตลาดกระทิงอีกครั้ง เพราะทุกคนมองว่าดอกเบี้ยน่าจะขึ้นใกล้จบแล้ว บวกกับสภาพเศรษฐกิจยังดีอยู่ด้วย

“ที่น่าสนใจคือ ตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดการระบาดโควิด ดัชนีหุ้นโลกอยู่ประมาณ 81 จุด ขณะนี้ปรับขึ้นมาประมาณ 16% ซึ่งยังมีอีกหลายประเทศที่ดีและแย่กว่า โดยตลาดที่ดีมากๆ คือ สหรัฐ เป็นตลาดที่ทำให้เกิดวัฏจักรต่างๆ ขึ้น เพราะเป็นตลาดที่ใหญ่สุดในโลก ช่วงที่เกิดภาวะตลาดหมีรอบการระบาดโควิดแรก ดัชนีปรับลดลงพอๆ กัน แต่พอหุ้นปรับขึ้น สหรัฐจะขึ้นมากกว่า เพราะมีอุตสาหกรรมใหม่หลายตัว บริษัทที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีจำนวนมาก ซึ่งโลกในปัจจุบันเป็นโลกที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ใครที่มีอยู่ในมือก็ย่อมได้ประโยชน์ หุ้นสหรัฐ จึงปรับขึ้นไปมาก

ขณะนี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกกลับเข้าสู่ภาวะกระทิงอีกรอบแล้ว เป็นสหรัฐที่นำกลับขึ้นไปด้วย เพราะได้แรงสนับสนุนจากแรงคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงปรับขึ้นดอกเบี้ยใกล้จบแล้ว รวมถึงสหรัฐมีหุ้นเทคโนโลยีจำนวนมาก ในตลาดหุ้นแนสแดค (NASDAQ) ที่เป็นศูนย์รวมหุ้นเทคโนโลยี อาทิ แอปเปิล ทำให้เห็นการปรับลดลงในตลาดหมีรอบแรกที่ลงน้อยกว่าภาพรวม ส่วนตอนขึ้นในตลาดกระทิงก็ขึ้นไปกว่า 140% เพราะเกิดดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่นที่เร็วขึ้นจากการระบาดโควิด ต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย อาทิ การประชุมออนไลน์ผ่านซูม ก่อนที่จะปรับลดลงในช่วงที่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนสลับเงินไปลงทุนในหุ้นที่ให้ผลตอบแทนปัจจุบันแทนก่อน

Advertisement

โดยขณะนี้ต่างประเทศอยู่ในภาวะตลาดกระทิงมา 10 เดือนแล้ว แต่ไทยเหมือนไกลตัว เพราะยังมองไม่เห็น ยกตัวอย่างตลาดแนสแดค ที่ปี 2566 ปรับขึ้นไปแล้ว 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งตลาดหุ้นสหรัฐ ปรับขึ้นไปแล้ว 6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเทียบเท่ากับตลาดหุ้นไทย จำนวน 10 ตลาดรวมกัน” นายไพบูลย์กล่าว

ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง