หน้าแรก เศรษฐกิจ สันติธาร เทีย...

สันติธาร เทียบเศรษฐกิจไทย คือ ‘นักกีฬาสูงวัย’ แนะโค้ชใหม่ลุย 5 ข้อ เลิกเป็นตัวสำรอง

21.06.23 | 16:38 น.

สันติธาร เทียบเศรษฐกิจไทย คือ ‘นักกีฬาสูงวัย’ แนะโค้ชใหม่ลุย 5 ข้อ เลิกเป็นตัวสำรอง

เมื่อเวลา 11.20 น.วันที่ 21 มิถุนายน ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ กรุงเทพฯ หนังสือพิมพ์มติชนจัดงานสัมมนา “Thailand : Take off” โดย นายสันติธาร เสถียรไทย ผู้เขียนหนังสือ Futuration และ The Great Remake กล่าวในหัวข้อ “Turn around เศรษฐกิจไทย” ว่า อยากชวนมองเศรษฐกิจไทย โดยเปลี่ยนมุมมองเล็กน้อย อยากเปลี่ยนให้ชวนจิตนาการเศรษฐกิจไทย เป็นนักกีฬาคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนักกีฬาอะไรก็ได้ วอลเลย์บอล ฟุตบอล หรือบาสเกตบอลก็ได้

โดยนักกีฬาคนนี้ อดีตเคยเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง ร้อนแรงมาก กระโดดสูง วิ่งก็เร็ว แรงก็เยอะ โดดเด่นในเวทีโลก เปรียบในเชิงเศรษฐกิจก็คือ ของที่เศรษฐกิจขยายตัวในปี 1976-1996 ก่อนวิกฤต ซึ่งเติบโตเฉลี่ย 7% มีหลายปีที่ทะลุ 8% ด้วย แต่โชคร้ายที่นักกีฬาคนนี้เล่นๆไปก็เกิดอุบัติเหตุ บาดเจ็บครั้งใหญ่ที่รียกว่า วิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งวิกฤตต้มยำกุ้ง ทำให้นักกีฬาคนนี้บาดเจ็บจนเกือบต้องลาวงการด้วยซ้ำ แต่ยังดีที่นักกีฬาคนนี้อึด จึงกลับมาได้ ซึ่งอาจจะไม่ได้วิ่งเร็วเท่าเดิม แต่ว่าก็ยังโดดเด่น ยังแข่งขันได้ ยังเป็นผู้ชนะ ยังเป็นที่สนใจจากแมวมองทั่วโลก

แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ยังเจอปัญหาอื่นอีก ไม่ว่าจะความไม่มั่นคงทางการเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่าหลายรอบ ในช่วงที่ควรจะเป็นช่วงสำคัญ(prime) ของนักกีฬาคนนี้เลย รู้ตัวอีกทีนักกีฬาคนนี้ยังรอดมาได้ แต่เศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่เคยโต 7% กว่านั้น ปัจจุบันกลายมาโตเพียง 3%กว่าๆ ไม่ใช่แค่ปีสองปี แต่เป็นแบบนี้มาแล้ว 10 ปี หักปีที่น้ำท่วมออกไป หักปีที่มีโควิดออกไป

เศรษฐกิจไทยเหมือน รู้ตัวอีกทีช่วงสำคัญ (prime) หายไป กลายเป็นนักกีฬาสูงวัย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอายุ ซึ่งนักกีฬาคนนี้ มีค่ากลางอายุอยู่ที่ 41 ปี เป็นพี่รอง ที่หนึ่งในภูมิภาคคือ สิงคโปร์ที่ 42 ปี ไทย 41 ปี และอันดับ 3 เวียดนาม ที่มีช่างว่างค่อนข้างเยอะคือ มีค่ากลางอายุ 33 ปี เรื่องอายุเป็นเรื่องเซนซิทีฟ ผมขอออกตัวว่า อายุ 41 ปีนั้นไม่ได้แก่เลย แต่เพราะเรากำลังพูดถึงวงการกีฬามืออาชีพ ซึ่งในกลุ่มบาสเก็ตบอล เมื่ออายุ 40 ปี รียกได้ว่าเลิกเล่นกันไปหมดแล้ว

Advertisement

อายุที่มาก มีผลอะไรนั้น คือ มันมากับโครงสร้างประชากร ที่ประชากรวัยแรงงานไทยไม่ใช่แค่โตช้า แต่หดตัวลง หากเรามีแรงงานน้อยลง และน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นคนที่จะมาสร้างจีดีพี สร้างผลผลิตน้อยลงไปเรื่อยๆ แต่อายุเป็นเพียงเรื่องหนึ่ง วันนี้ไม่ได้มาชวนเรื่องสังคมสูงวัย แต่ที่บอกบอกว่าเศรษฐกิจไทยเป็นนักกีฬาสูงวัย คือเรื่องของอาการ นักกีฬาสูงวัย อาการคือ กระโดดไม่สูงเท่าเดิม วิ่งไม่เร็วเท่าเดิม แรงน้อยลงกว่าเดิม ก็เหมือนเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลง อีกอาการ คือ ความสามารถในการแข่งขัน นักกีฬาสูงวัย แมวไม่ค่อยสนใจ แมวมองมักให้ความสนใจเด็ก นักกีฬาสูงวัยมักถูกมองข้าม และอาการที่สาม คือนักกีฬาสูงวัย มักจะเหนื่อยง่าย ที่พอจะเล่นดีเล่นเต็มที่หน่อย อาจจะหักโหม บาดเจ็บ เหนื่อย หมดแรง

ต่อมา มาดูตัวเลขเรื่องความสามารถในการแข่งขันอีกตัว คือ ตัวเลขการลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศ (เอฟดีไอ) ถ้าดูตัวเลขเอหดีไอโดยรวมในส่วนเม็ดเงินนั้น มีการเติบโตจากปีที่แล้ว ดูไม่แย่ แต่ถ้าไปเทียบกับภูมิภาค ไปดูที่มาร์เก็ตแชร์ ไทยเราเคยเป็นแชมป์ในปี 2004 และ 2007 โดยนับจากที่หักสิงคโปร์ออกไป แต่ขณะนี้มีแนวโน้มดลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายตอนนี้แข่งสู่เวียดนามไม่ได้ สู้อินโดนีเซียการลำบาก และสู้มาเลเซียก็ลำบาก เพราะเขาได้เรื่องอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ปีนังไป จนกลายเป็นไทยมาแข่งกับฟิลิปปินส์ ตอนนี้ถือว่าความน่าสนใจของไทยน้องลงไปเยอะ

อีกด้าน เรื่องของความยั่งยืน ความไม่ยั่งยืนนั้นมีสองมิติ คือ ด้านการเงิน พอโตปุ๊ป สิ่งที่เป็นเงาตามตามคือ หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ตลอดมา และสูงกว่าประเทศที่มีรายได้ต่อหัวน้อยกว่าไทย อาทิ อินโดนีเซีย อินเดีย และประเทศที่รวยกว่าด้วย อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย เพราะฉะนั้น ถือว่าสูงมาก และมีแนวโน้มสูงมาตลอด นอกจากเรื่องที่ภาวะหนี้สูงขึ้นเป็นเงาตามตัวของการเติบโต ยังมีอีกอย่างคือ การเติบโตในมิติของสิ่งแวดล้อม ซึ่งการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย โต20% จากการท่องเที่ยว และเมื่อท่องเที่ยวเติบโตได้ดี ก็จะมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมตามมา เช่น นักท่องเที่ยวล้นเมือง (overtourism) ปัญหาขยะ อุตสาหกรรมฟื้น เกษตรผลิต มากขึ้น ปัญหาตามมาคือ PM2.5 กลับมา ทั้งหมดนี้คืออาการ เหมือนนักกีฬาสูงวัยที่พอจะเริ่มเล่นได้ดี ก็เหนื่อยเสียแล้ว

“มีหลายคนถามมาบ่อยเหมือนกัน ว่าประเทศไทยน่าเป็นห่วง จะกลายเป็น เวเนซุเอลา กลายเป็นศรีลังกา หรือกลายเป็นอาเจนติน่าหรือเปล่า แต่ข่าวดี นักกีฬาคนนี้ไม่น่าจะเป็นแบบนั้น เพราะเรียนรู้มาแล้วจากอาการบาดเจ็บ ตอนต้มยำกุ้ง จึงค่อนข้างทะนุถนอม ระวังตัวเองค่อนข้างดี หากดีที่ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยมีมากเพียงพอ หากไปดูหนี้ทั้งหมด เกือบทั้งเป็นหนี้ในประเทศ ไม่ใช่หนี้ต่างประเทศ หรือสกุลดอลลาร์ และหากไปดูทุนของแบงก์ มีมากมายจนไม่ต้องกังวลเหมือน ธนาคารเอสวีบี ขอสหรัฐฯ เพราะฉะนั้น ประเด็นไม่ใช่การที่จะล้มหนักจนเกิดวิกฤต” นายสันติธาร กล่าว

ประเด็น คือ อาจจะเป็นนักกีฬาที่ถูกลืม เหมือนนั่งเป็นที่นั่งตัวสำรอง เวลาที่จะได้เข้าไปเล่นในเกมมันน้อยลง น้อยลงเรื่อยๆ ไม่เจ็บ แต่คนไม่สนใจ ที่อยากกล่าวคือ มันยังไม่สายเกินไป ที่จะมีโค้ชคนใหม่เข้ามา โค้ชคนใหม่สามารถเปลี่ยนผู้เล่นคนนี้ได้อย่างมหาศาล สิ่งที่อยากได้ คือ อยากให้มีมณีสีแดง ที่ช่วยย้อนวัย กลับไปเป็น 25 อีกครั้งหนึ่ง แต่เสียดายที่มันไม่มี

ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำ 5 อย่าง อันดับแรกคือ เราต้องหยุดการใช้ยากระตุ้น คือเศรษฐกิจก็เหมือนร่างคนเรา บางครั้งนักกีฬาสูงวัย ใช้ยากระตุ้นก็อาจจะรู้สึกดี แรงมากระโดน วิ่งได้เร็ว แต่มันก็ได้แค่ชั่วคราว และผลร้ายมันมาในระยะยาว คือ กระดูกราว ร่างการเปราะบาง เช่นเดียวกัน อัดจีดีพีให้ได้ 5% ได้ไหม ถ้าอัดมาตรการการคลังมากพอมันทำได้ 5% แต่มันจะได้แค่นั้น หลังจากนั้น ปัญหาตามมาอีกมากมาย หนี้สาธารณณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ 61% ต่อจีดีพี ภาระชำระหนี้ของรัฐบาล อยู่ราว 10% ของจีดีพี และจะสูงขึ้นไม่ใช่แค่เพราะหนี้สูง แต่ภาระดอกเบี้ย พันธบัตรเงินกู้ที่แพงขึ้นด้วย

แต่หากจำเป็นต้องใช้ยากกระตุ้นจริงๆ อยากฝาก 3 ข้อ 1กำหนดเป้าหมาย (Targeted) พยายามมุ่งไปที่กลุ่มที่เปราะบาง หรือเดือดร้อนที่สุด อาทิ กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) กลุ่มคนรายได้น้อย กลุ่มเด็กจะหลุดจากการศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มที่ควรจะช่วยเหลือ ไม่ควรจะให้ทั้งหมด 2.Transform เป็นคำที่ไม่ได้อยู่ในตำรา คิดขึ้นมาเอง แปลว่า เวลากระตุ้น อย่าคิดแค่จะเพิ่มจีดีพี 3 หรือ 6 เดือนข้างหน้า

แต่ถามด้วยว่าไหนๆจะกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว จะใช้เงินตรงนี้ ในการ ทรานฟอร์ม เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหาระยะยาวได้ไหม ตัวอย่าง อยากจะแจกเงินคน แต่ผู้กับเงื่อนไขระยะยาว เช่น การให้ฝึกทักษะใช้ดิจิทัลได้ไหม เป็นต้น ทั้งหมดนี้ไม่ใช่บทเรียน แต่หลายประเทศเพื่อนบ้านก็ทำแบบนี้ ยิงระยะสั้น และ วางเป้าหมายระยะยาวไปด้วยเดียว

3. Transparent ต้องความโปร่งใส ไม่ใช่แค่แก้เรื่องคอรัปชั่นอย่าง แต่เพราะว่า พอโปร่งใส เปิดข้อมูลออกมา จะทำให้คนชวนกันประเมินได้ว่านโยบายมันเข้าเป้า ไม่เข้าเป้า มีปัญหาตรงไหนปรับปรุงได้ เพราะตอนนี้ควรจะต้องพร้อมปรับปรุงตลอดให้เข้าการโลกทีเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่สอง คือ ผ่าตัด ในทีนี้คือ การผ่าเอากฎกติกาท้าสมัยออกไป ซึ่งช่วยลด 0.8% ของจีดีพี ซึ่งส่วนใหญ่คือการเปลี่ยนจากการขออนุญาตเป็นการแจ้งอย่างเดียว รวมทั้งการเปลี่ยนบทบาทจากผู้กำกับมาเป็นผู้พัฒนา และ การเปลี่ยนชุดความคิดจากการผลักออกไปเป็นการดึงกลับเข้ามา ซึ่งกฎกติกาที่มีปัญหาไม่ใช้แค่กฎเก่าๆเท่านั้น แต่กฎใหม่ที่ออกมา ที่ออกมาด้วยชุดความคิดเดิม คือ สมมุติ ว่าในห้องเรียน มีเด็กไม่ดีกลุ่มนึง จะออกกฎกติที่เข้มเพื่อจำกัดเด็กกลุ่มนี้กลุ่มเดียว แต่ผลคือ อีกกว่า 90% ที่ไม่ได้เป็นเด็กไม่ดี ถูกกระทบไปด้วย ขยับตัวไม่ได้ ทำธุรกิจไม่ได้ เพราะกฎออกมาจะจับเด็กแค่ไม่กี่คน ซึ่งสุดท้ายก็จับไม่ได้

“สิ่งนี้คือปัญหาที่เกิดขึ้นกับกับกฎกติกาของไทย ซึ่งทำให้คนเป็นเด็กดี ก็บอกว่าการทำงานในระบบมันยาก เหนื่อย จึงเลือกไปทำนอกระบบดีกว่า ซึ่งที่จริงเศรษฐกิจไทยมีความคึกคัก มีสิ่งที่ดีเยอะแยะ แต่บางที่มันไปอยู่นอกระบบ แทนที่จะอยู่ในระบบ หากเราเปลี่ยนความคิดตรงนี้ ประเทศเราจะเพิ่มจีดีพีได้มหาศาล ไม่ใช้แค่การเติบโต แต่ของที่เคยอยู่นอกระบบจะถูกดึงกลับเข้ามาในระบบมากขึ้น”

สิ่งต่อมาที่ต้องทำของนักกีฬาสูงวัย คือ การที่เราต้องไปหาแมวมอง เพราะเราไม่ได้เป็นดาวรุ่งที่เขาจะเป็นผู้มาเองเราเอง แต่เราต้องไปหาเขา ไปเจรจาธุรกิจกับประเทศมหาอำนาจ และอันดับสี่ คือ นักกีฬาสูงวัย ใช้ร้างกายหักโหมไม่ได้ เพราะฉะนั้น ต้องเล่นแบบฉลาด มีเทคนิคที่ทำให้ลดการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นลงน้อยลง โดยการเล่นแบบฉลาดในทางเศรษฐกิจ คือ การเพิ่มผลิตภาพ (productivity) เพราะว่าคนของไทยน้อย แรงงานหดตัว ต้องทำให้แต่ละคนแต่ละหัวต้องสร้างจีดีพีได้มากขึ้น สร้างอุตสาหกรรมการผลิตได้มากขึ้น

โดยมีสามอย่างที่อยากเร่งให้ทำ คือ 1.ทักษะดิจิทัล (Digital Skill) ไทยมีมีผู้บริโภคสินค้าดิจิทัลราว 42 ล้านคน ดังนั้นเปลี่ยนให้คนกลุ่มนี้มีที่มีทักษะดิจิทัลอยู่แล้ว นำไปใช้ประกอบอาชีพ ทำธุรกิจได้มากขึ้น อาทิ อี-คอมเมิร์ซ 2.การปรับทักษะ (Re-skilling) ไทยมีแรงงานในภาคการเกษตรประมาณ 30% ของแรงงานทั้งหมด ถือว่าสูงมาก เมื่อแกะดูใส้ในคือ แรงงานภาคเกษตรไม่ใช่คนที่อย่าทำการเกษตร แต่เป็นคนที่หลุดออกมาขากภาคอุตสาหกรรม และขาดทักษะในการกลับไปเป็นแรงงาน รวมถึงบางส่วนเป็นผู้ว่างงานแฝง ซ้ำร้ายกลุ่มนี้มีการเกษียณก่อนวัย ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรมนุษย์ไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น ต้อทำให้เกิดการปรับทักษะให้กลับไปสู่งตลาดแรงงานอุคสากหกรรมการผลิต ภาคท่องเที่ยวและบริการได้

สุดท้าย 3.การดึงหัวกะทิ (Attracting Talents) หากถามว่าคนกลุ่มนี้อยากทำงานที่ไหน คำตอบคือประเทศไทยนั้น ติดใน 10 อันดับแรก ได้ทำงนไปด้วย เที่ยวไปด้วย กรุงเทพฯ ภูเก็ตติด 10 อับดับแรกตลอด ขณะเดียวกัน สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น อังกฤษ ดังนั้นจึงเป็นสงครามแย่งคนเก่ง ไทยนั้นมีเสน่ห์อยู่แล้ว เราแทบจะได้ต้องทำอะไรเลย แต่แค่ทำให้มันง่าย ก็จะได้คนเก่งเข้ามา และทำให้มีการทำงาน ถ่ายทอดความรู้กับคนไทยต่อ

ดังนั้น การเพิ่ม productivity เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาทิปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ซึ่งเหตุผลสำคัญคือ Accessible คือการใช้งานที่ง่ายขึ้นเรื่อยๆ Afforgable คือราคาต้นทุนถูก หรือบางโปรแกรม บางผู้พัฒนาให้ใช้ฟรี และ Actually Usrful คือมีประโยชน์

ข้อสุดท้ายคือการสร้างภูมิคุ้มกัน นักกีฬาสูงวัยบาดเจ็บง่าย หกล้มง่ายรับแรงกระแทกได้น้อยลง เพราะฉะนั้น ต้องมีการทำ การจัดการความเสี่ยง เพื่อให้รับแรงกระแทกได้มากขึ้นทั้งเรื่องของการเงิน ภูมิรัฐศาสตร์ และสิ่งที่อยากจะขอพูดคือ เรื่องภัยด้านสิ่งแวดล้อม เพราะต่อให้เราทำถูกต้องหมด แต่โลกได้รวนไปเรียบร้อยแล้ว และรวนมากขึ้นเรื่อยๆ ไทยอยู่อันดับ 5 ของโลกในการเปราะบางกับภาวะโลกรวนกระทบต่อจีดีพีประเทศ และ ติดอันดับ 10 ในโลก ที่เสี่ยงน้ำท่วม ดังนั้นหากเราไม่ทำการรับมือให้ดี จะทำมจุดแข็งของประเทศไทย เช่น การท่องเที่ยว หรือ การเกษตร กลายเป็นจุดอ่อนทันที เพราะเซกเตอร์เหล่านี้ เป็นอ่อนไหว และเปราะบางที่สุดกับเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม

“เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะฝากโค้ชคนใหม่ที่จะเข้ามา มี 5 ข้อ ลดการใช้ยากระตุ้นระยะสั้น ผ่าตัดกฎกตาที่ไม่จำเป็น เดินไปหาแมวมอง เข้าหานักลงทุน การเล่นอย่างฉลาด เพิ่มผลิตภาพของประเทศ ด้านดิจิทัลและการเพิ่มทักษะแรงงาน และ การสร้างภูมคุ้มกัน รับแรงกระแทกได้ โดย 5 ข้อนี้ ถ้าทำได้จะกลับมาเป็นนักกีฬาที่เก่ง กลับมาเป็นผู้ชนะได้อีกครั้งหนึ่ง สุดท้าย คืออยากฝากว่า แม้เวลาจะไม่ได้อยู่ข้างเรา ไม่ได้แปลว่าเราจะพ่ายแพ้ หากเราเปลี่ยนวิธีเล่น วิธีฝึกตนเอง เราจะไม่พ่ายแพ้ต่อการเวลา และกลับมาเป็นนักกีฬาที่เข้มแข็งได้”

ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง