หน้าแรก เศรษฐกิจ กัลฟ์ ชี้ Dat...

กัลฟ์ ชี้ Data Center ไม่น่ากลัว ไทยมาช้าแต่ได้เปรียบ ดึงมูลค่าดิจิทัลกลับประเทศ หนุนศก.รับยุคเอไอ

26.08.26 | 14:30 น.

‘กัลฟ์’ ชี้ Data Center ไม่ได้น่ากลัว ย้ำไทยมาช้าแต่ได้เปรียบ ดึงมูลค่าดิจิทัลกลับประเทศ เสริมเศรษฐกิจไทยรับยุคเอไอ

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม เวลา 08.00 น. กองบรรณาธิการมติชน ได้จัดงานสัมมนาพิเศษ ในหัวข้อ NEW ENERGY FOR THAILAND เปลี่ยนผ่านพลังงาน เดิมพันอนาคตไทย ที่ ห้องอินฟินิตี้ 1 – 2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ


ทั้งนี้ เมื่อเวลา 10.30 น. นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ขึ้นกล่าวบนเวทีทอล์ก ในหัวข้อ “Power for a new Era : พลังงานในยุคดิจิทัล”

นายสมิทธ์ กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ไม่ใช่ภาระด้านทรัพยากร แต่เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและช่วยดึงรายได้ดิจิทัลกลับมาอยู่ในประเทศ ตอนนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ทุกคนต่างกำลังพูดถึงดาต้าเซ็นเตอร์และเอไอ เพราะเป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ ได้ชวนมอง 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. ดาต้าเซ็นเตอร์ น่ากลัวจริงหรือไม่ และทำงานอย่างไร, 2. ดาต้าเซ็นเตอร์ แย่งทรัพยากรประเทศจริงหรือไม่ และ 3. ประเทศไทยอยู่ตรงไหนของวิวัฒนาการ เอไอและดาต้าเซ็นเตอร์ นอกจากนี้ ดาต้าเซ็นเตอร์ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของธุรกิจดิจิทัลและเอไอ มีลักษณะเหมือนห้างสรรพสินค้าหรืออาคารสำนักงานขนาดใหญ่ แต่ภายในเป็นพื้นที่สำหรับวางเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมาก มีระบบทำความเย็น ระบบไฟฟ้าสำรอง และระบบรักษาความปลอดภัย โดยในอดีตบริษัทต่าง ๆ มีห้องคอมพิวเตอร์ของตัวเอง แต่เมื่อระบบต่าง ๆ ย้ายขึ้น Cloud ทำให้หลายองค์กรนำระบบคอมพิวเตอร์ไปวางรวมกันในดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน

Advertisement

“ดาต้าเซ็นเตอร์จริง ๆ แล้วไม่ได้น่ากลัว เพราะทำงานเหมือนห้างสรรพสินค้าหรือออฟฟิศใหญ่ ๆ เป็นอาคารที่ทำความเย็นให้เครื่องคอมพิวเตอร์ หัวใจสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์ คือความต่อเนื่องของระบบ เพราะไฟฟ้าหยุดไม่ได้ จึงต้องมีระบบสำรองหลายชั้น ตั้งแต่ UPS ที่เข้ามารับช่วงเมื่อไฟฟ้าขัดข้อง ไปจนถึงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองที่ใช้น้ำมันดีเซลผลิตไฟฟ้า เหมือนเตียงคนป่วย ที่ไฟดับไม่ได้ ซึ่งเมื่อเข้าใจการทำงานจริง จะเห็นว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้น่ากลัว ไม่ได้ปล่อยรังสี แต่เป็นอาคารที่มีระบบไฟฟ้าและระบบทำความเย็นเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานต่อเนื่อง”นายสมิทธ์กล่าว

นายสมิทธ์ กล่าวว่า สำหรับข้อกังวลว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ทรัพยากรหรือน้ำไฟจำนวนมาก แต่สร้างงานน้อยนั้น เป็นการมองเพียงด้านต้นทุน แต่ไม่ได้มองถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น อย่างเมื่อช่วงโควิด-19 ที่ประเทศไทยปิดประเทศ ไม่มีนักท่องเที่ยว ส่งผลให้ไทยขาดดุลบริการประมาณ 2,000-3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือประมาณ 100,000 ล้านบาทต่อเดือน แม้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้เดินทาง เพราะประเทศไทยยังต้องจ่ายค่าบริการดิจิทัลให้ต่างประเทศ ทั้ง Cloud Computing ซอฟต์แวร์องค์กร และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ปัจจุบันประเทศไทยใช้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศจำนวนมาก ทั้งระบบของบริษัท เช่น Microsoft, SAP, Oracle, Salesforce รวมถึงบริการสำหรับผู้บริโภค เช่น Streaming และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ รวมถึงผู้ประกอบการออนไลน์ที่ต้องจ่ายเงินซื้อโฆษณาและเพิ่มการเข้าถึงผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ

“เฉพาะบริการดิจิทัลที่ไทยต้องจ่ายออกไปมีมูลค่าประมาณ 340,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 4.5 ล้านล้านบาทต่อปี เราจ่ายเงินจำนวนนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ข้อมูลและการประมวลผลถูกเก็บไว้ต่างประเทศ หากดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ในไทย มูลค่าบางส่วนก็จะอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย”นายสมิทธ์กล่าว

นอกจากนี้ นายสมิทธ์ ได้เปรียบเทียบว่า ดาต้าเซ็นเตอร์มีบทบาทคล้ายกับการสร้างโรงงานประกอบรถยนต์หรือโรงกลั่นน้ำมัน แม้เจ้าของเทคโนโลยีหรือแบรนด์อาจเป็นต่างชาติ แต่เมื่อมีฐานการผลิตหรือโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ จะเกิดมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ทั้งด้านการลงทุน การจ้างงาน ห่วงโซ่อุปทาน และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

“เหมือนรถยนต์ เรามีรถยนต์เยอรมัน รถยนต์ญี่ปุ่น แต่ถ้าโรงงานประกอบมาอยู่เมืองไทย มูลค่าทางเศรษฐกิจบางส่วนก็อยู่ประเทศไทย การมีดาต้าเซ็นเตอร์ยังช่วยลดการนำเข้าบริการดิจิทัล และช่วยรักษาเงินตราต่างประเทศไว้ในระบบเศรษฐกิจไทย”นายสมิทธ์กล่าว

นายสมิทธ์ กล่าวว่า สำหรับคำถามที่ว่าประเทศไทยมาช้าเกินไปหรือไม่ ในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และเอไอนั้น มองว่าเป็นโอกาสของไทยที่เข้ามาช้าในช่วงที่เทคโนโลยีพัฒนาแล้ว หรือที่เรียกว่า “Late Mover Advantage” หากย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน ดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยมีรวมกันไม่ถึง 100 เมกะวัตต์ ขณะที่สิงคโปร์มีประมาณ 5,600 เมกะวัตต์ แต่ปัจจุบันไทยเพิ่มขึ้นมาอยู่ประมาณ 700 เมกะวัตต์ ทั้งจากโครงการที่สร้างเสร็จแล้วและอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ทำให้ไทยสามารถเข้าสู่การแข่งขันระดับภูมิภาคได้มากขึ้น

นายสมิทธ์ กล่าวว่า ข้อได้เปรียบของไทยคือการเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยีรุ่นใหม่ โดยเฉพาะชิปประมวลผล AI ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถประมวลผลได้มากขึ้นต่อพลังงานหนึ่งหน่วย หรือที่เรียกว่า Token Economy เปรียบเหมือนรถยนต์รุ่นใหม่ที่วิ่งได้ไกลขึ้นต่อเชื้อเพลิงหนึ่งลิตร ขณะที่ ดาต้าเซ็นเตอร์รุ่นใหม่ก็ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยค่า PUE (Power Usage Effectiveness) ลดลงจากอดีตที่อยู่ประมาณ 1.8 เหลือต่ำกว่า 1.2 ช่วยลดพลังงานที่ใช้กับระบบสนับสนุน อาทิ ระบบทำความเย็น

“เรามาช้าเกินไปไหม? เป็นอีกคำถามหนึ่งที่คิดว่าหลายท่านคงอยากทราบ แต่จริง ๆ แล้วการมาช้าคือโอกาส เพราะไทยได้ใช้อุปกรณ์รุ่นใหม่ล่าสุดที่มีประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงาน ธุรกิจนี้มีความสำคัญ เพราะเราไม่สามารถตกเทรนด์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกในวันนี้ได้”นายสมิทธ์กล่าว