ศาลปกครองเตือน สนง.กสทช. เสนอข่าวบิดเบือนคำสั่งคดี หมอสรณ ตัดข้อความ-คลาดเคลื่อน
เมื่อวันที่ 4 กันยายน สำนักงานศาลปกครอง ชี้แจงกรณีสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดรับฟ้องคดี นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ความว่าตามที่ปรากฏในเอกสารข่าว กสทช. ฉบับที่ 85/2569 ลงวันที่ 3 ก.ย.2569 ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ของสำนักงาน กสทช. www.nbtc.go.th และในสื่อออนไลน์และสื่อต่างๆ นั้น
สำนักงานศาลปกครอง ขอชี้แจงว่า ข้อความที่ปรากฏในเอกสารข่าวข้างต้น เป็นการนำข้อความบางตอนของคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 952/2569 ซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา ในคดีที่ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ (ผู้ฟ้องคดี) ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค.2569
สำนักงานศาลปกครองตรวจสอบแล้วพบว่า ข้อความในข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 5 ของเอกสารข่าวดังกล่าวที่มีข้อความว่า “ศาลปกครองสูงสุดระบุว่า…” เป็นข้อความที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยเฉพาะข้อความที่ว่า การตีความถึงการเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือมีประโยชน์เกี่ยวข้องซึ่งจะนำไปสู่การเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 นั้น ไม่ต้องถึงขนาดว่า ณ เวลาที่ฟ้องคดีนั้น ผู้ฟ้องคดีถูกกระทบสิทธิหรืออาจมีประโยชน์เกี่ยวข้องในเรื่องนั้น เพียงแต่ความเดือดร้อนจะเกิดขึ้นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้หรือเกิดขึ้นแน่นอนก็ย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติที่ว่า อาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้แล้วก็ดี คำวินิจฉัยที่พิพาทจึงมีผลกระทบโดยตรงต่อสถานภาพของ นพ.สรณ ในฐานะประธาน กสทช. ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย.2565 และยังมีวาระเหลืออยู่ถึงวันที่ 13 เม.ย.2571 กล่าวคือ ทำให้สถานะของผู้ฟ้องคดีถูกโต้แย้งเกิดความไม่แน่นอนว่าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้หรือไม่ ขาดความต่อเนื่องในการปฏิบัติงานและเกิดความเสียหายต่อการจัดทำบริการสาธารณะอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อความเชื่อถือของกรรมการ กสทช. เจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบกิจการ และสาธารณชน ที่มีต่อผู้ฟ้องคดี ฯลฯ” ก็ดี
ไตรรัตน์ ยันกสทช.ยึดกม.เคร่งครัด ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย หลังศาลปกครองสูงสุดรับคดี สรณ
“ซึ่งหากผู้ฟ้องคดีต้องรอให้มีพระบรมราชโองการเสียก่อน ความเสียหายก็จะลุกลามไปถึงขั้นสุดท้ายแล้ว การตรวจสอบทางศาลจะกลายเป็นการตรวจสอบหลังจากเกิดผลกระทบมากกว่าการป้องกันหรือยับยั้งการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ก็ดี และ “การตีความโดยพิจารณาสิทธิในการฟ้องคดีตามมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว จึงควรตีความและพิจารณาคำวินิจฉัยซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความเสียหายเป็นสำคัญ มิใช่ตีความโดยเคร่งครัดจำกัดสิทธิโดยพิจารณายึดโยงกับผลที่ตามมาในภายหลังเพียงอย่างเดียว” ก็ดี ล้วนเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างในคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสิ้น มิใช่คำวินิจฉัยและเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในประเด็นพิพาทที่ศาลวินิจฉัยไว้ในคำสั่งดังกล่าวแต่อย่างใด
สำนักงานศาลปกครอง ขอแจ้งให้ทราบว่า การนำข้อความเพียงบางส่วนที่ปรากฏในคำสั่งของศาลไปเผยแพร่โดยไม่สมบูรณ์ครบถ้วน ในลักษณะที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคำวินิจฉัยและเหตุผลในการวินิจฉัยของศาล เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งสำนักงานศาลปกครองจะได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป จึงขอแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน



