เมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพฯ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. และนายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าฯกทม. พร้อมด้วยผู้บริหาร กทม. ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าการตรวจสอบดาต้าเซ็นเตอร์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
นายชัชชาติ กล่าวว่า จากที่ได้มีการประชุมกับคณะกรรมการของรัฐบาล ที่มีคณะกรรมการกำกับดาต้าเซ็นเตอร์ของกทม. และดำเนินการต่อในกรอบที่เรารับผิดชอบ และต้องรอรายละเอียดกับทางคณะกรรมการชุดใหญ่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพมหานครจะมีระบบสาธารณูปโภค การไฟฟ้านครหลวง เป็นผู้พิจารณาเรื่องการใช้ไฟฟ้า การประปานครหลวงเป็นผู้พิจารณาเรื่องการใช้น้ำ ส่วนเรื่องการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง และโรงงานเป็นของกรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมธุรกิจพลังงาน แต่ปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ที่ขออนุญาตมาไม่ได้เข้าข่ายโรงงานอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามแนวโน้มในอนาคตอาจจะมีกำหนดจากกรรมการของรัฐบาลให้เป็นอุตสาหกรรม ซึ่งประเด็นนี้คงต้องรอสรุปอีกครั้ง

นายชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า ส่วนของที่กทม.รับผิดชอบหลักคือเรื่องใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร กฎหมายควบคุมอาคาร ผังเมืองและการสาธารณสุข ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อม ยังไม่ได้เข้าข่ายเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ยกเว้นดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ในตึก ที่มีหลากหลายประเภท ลักษณะต้องทำ EIA จะมีบางส่วนที่ทำ EIA ไปแล้ว แต่ส่วนที่เป็นสแตนอโลน (Stand-alone) ยังไม่ได้อยู่ในกฎหมาย ต้องรอตัวผังเมืองและทางกรมโยธาธิการและผังเมืองเป็นผู้กำหนด
“ดาต้าเซ็นเตอร์ที่เราไปควานหามา ไม่ใช่ดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ ช่วงก่อนไม่ได้ขออนุญาตก็จะแฝงอยู่ในตึกต่างๆ เช่น กทม. มีดาต้าเซ็นเตอร์ที่เป็นคลาวน์ ธนาคารก็จะมีดาต้าเซ็นเตอร์เฉพาะของธนาคาร จริงๆแล้วไม่ได้มีที่เป็นขออนุญาตเป็นทางการ แต่ใช้วิธีไปควานหาที่ประกาศในอินเตอร์เน็ต การไปวิเคราะห์ข้อมูล ให้ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมช่วยวิเคราะห์ให้ ป้ายโฆษณาที่มีตามตึกต่างๆ ก็มีการให้บริการเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ ศูนย์ข้อมูลและคลาวน์ ในส่วนที่เรามีข้อมูลตอนนี้ ตั้งอยู่ในอาคาร 43 แห่ง และที่ขอเป็นสแตนอโลนมีอยู่ 6 แห่ง
ตัว 43 แห่ง มีมาตั้งแต่ ค.ศ. 2000 คือ 26 ปีที่แล้ว ดาต้าเซ็นเตอร์มันคือคอมพิวเตอร์ ที่เราเห็นว่ามี 43 แห่ง มันเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็ก ซึ่งกระจายอยู่ตามตึกต่างๆที่มีมานานแล้ว แต่เราเอาเข้ามาในคำนิยาม เพื่อที่จะให้สอดคล้องและสามารถเข้าไปกำกับดูแลได้ ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คงไม่ต้องตกใจ เพราะเป็นเดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีมานานแล้ว
แต่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ 6 แห่ง ตอนนี้ดำเนินการไปแล้ว 3 แห่ง และชะลอใบอนุญาต 3 แห่ง รวมอาคาร 43 แห่ง ที่เห็นคือกระจายอยู่บนตึกต่างๆ และมีขนาดไฟที่ไม่ได้ใหญ่ ไม่เกิน 2 เมกะวัตต์ (MW) ที่กระจายอยู่ทั่วไป 46 แห่ง อาทิธนาคาร สถานที่ราชการ วิสาหกิจ และเอกชน” นายชัชชาติ กล่าว

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ในดาต้าเซ็นเตอร์ 43 แห่ง ที่อยู่ในอาคาร ไม่ได้มีการสะสมน้ำมัน ส่วนที่มีการขอใบอนุญาตสะสมน้ำมันถูกต้องตามกฎหมาย เพราะสะสมน้ำมันเกิน 15,000 ลิตร 12 แห่ง อาทิ หน่วยงานของรัฐ 3 แห่ง ธนาคาร 5 แห่ง และเอกชน 4 แห่ง แต่ 31 แห่ง ที่เหลือไม่ต้องขอ เพราะใช้เกณฑ์ขนาดเล็ก
“ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพไม่ใหญ่มาก ถ้าเราดูไฟในกรุงเทพสูงสุดประมาณ 9,000 เมกะวัตน์ ดาต้าเซ็นเตอร์ประมาณ 270 เมกะวัตน์ ไม่ถึง 3%” นายชัชชาติ กล่าว

นายชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า ช่วงที่ผ่านมา กทม. ทำเช็กลิสต์ความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ตามข้อแนะนำตามมาตรฐานต่างๆ ตามเช็กลิสต์ของกทม. คือ เอากฎหมายการควบคุมอาคารเป็นหลัก เรื่องขออนุญาตก่อสร้างดัดแปลง แต่ในปัจจุบันหากเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่เป็นสแตนอโลน มักจะได้รับใบรับรองจากสถาบันนานาชาติ เช่น Uptime ส่วนของประเทศไทย คือ DTEC ซึ่งจะมีการอัพเดตทุก 3 ปี และกทม.จะขอใบประกอบเหล่านี้ประกอบด้วยในการพิจารณาความปลอดภัย ความครบถ้วน และต้องมีใบรับรองจากสถาบันนานาชาติ เพื่อมาประกอบการพิจารณาว่าได้มาตรฐานหรือไม่ เป็นเช็กลิสต์ในเบื้องต้นและการเช็กลิสต์เรื่องการใช้ทรัพยากร ตรวจเรื่องการรักษาน้ำมันก็เป็นไปตามที่กรมธุรกิจพลังงานใช้อย่างเข้มข้น

นายชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ให้บริการแล้ว 3 แห่ง ทางกทม.จะเช็กลิสต์มลพิษทางน้ำเดือนละ 1 ครั้ง ว่ามีการปล่อยของเสียลงมาหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน เรื่องมลพิษทางอากาศ รวมถึงจะตรวจฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ทางบริษัทติดตั้งเครื่องตรวจเรียลไทม์และใช้มอนิเตอร์ตลอด เรื่องความเสี่ยงด้านสุขภาพเชื้อลีจิโอเนลลา (Legionella) ระบบเฝ้าระวังในระบบหอผึ่งเย็นและตรวจอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง โดยห้องปฏิบัติการภายนอก เรื่องผลกระทบด้านความร้อน วัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์เรียลไทม์ ซึ่งผลต่างอุณหภูมิ 24 ชั่วโมง ระหว่างแหล่งกำเนิดความร้อนกับบริเวณชุมชนในรัศมี 500 เมตร ไม่เกิน 2°C เรื่องมลพิษทางเสียง ติดตั้งเครื่องตรวจวัดระดับเสียงโดยทั่วไปแบบเรียลไทม์บริเวณที่ตั้งอาคาร ค่าเฉลี่ยระดับเสียงในรอบ 24 ชั่วโมง (Leg 24 hr) 70 dBA
ระดับเสียงสูงสุดไม่เกิน 115 dBA

สำหรับระบบป้องกันอัคคีภัย ต้องมีเครื่องดับเพลิงตามมาตรฐานที่สามารถดับเพลิงสิ่งที่อยู่ในพื้นที่ได้ จุดติดตั้งเครื่องดับเพลิง ระบบน้ำดับเพลิง สารละลายโฟมต่างๆ ผู้ตรวจเช็กให้มั่นใจว่าถ้ามีเหตุการณ์ฉุกเฉินจะสามารถรับมือได้ ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ขออนุญาตจากกรมธุรกิจพลังงานเพราะมีการตรวจสอบอยู่แล้ว ทางกทม.เข้าตรวจสอบร่วมด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าด้านอัคคีภัยไม่มีปัญหา ให้มีการซ้อมอพยพและเตรียมตัว
“ในช่วงที่เรารอมาตรการจากทางคณะกรรมการชุดใหญ่เรื่องผังเมือง ก็จะมีมาตรการเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ ตอนนี้ทางเขตก็ได้เข้าไปดูในที่จุดต่างๆ ดูว่าประชาชนมีความเดือดร้อนอะไรหรือไม่ รอทางกรรมการชุดใหญ่อีกประมาณ 2 สัปดาห์ น่าจะมีรายละเอียดออกมาว่าจะมีการควบคุมอย่างไรต่อไป” นายชัชชาติ กล่าวทิ้งท้าย
ด้าน นายพรพรหม กล่าวเสริมเรื่องของมลพิษทางเสียง ว่า จากกรณีที่เคยได้รับการร้องเรียน 1 ครั้ง กทม.จึงเพิ่มเช็กลิสต์ว่าจะต้องมีการตรวจเสียง 2 ระดับ ระดับแรกคือเสียงระดับสภาวะปกติ 24 ชั่วโมง ต้องไม่เกิน 70 เดซิเบล แต่เราจะมีการให้เทสต์ในช่วงเมื่อเทสต์ระบบเจนด้วย ต้องรายงานมาเลยว่าจะเทสต์เจนวันไหน ส่วนใหญ่จะเทสต์ 1 ชั่วโมง ประมาณเดือนละ 1 ครั้ง ต้องรายงานวันที่และชั่วโมงที่เทสต์ด้วย โดยค่าเสียงต้องไม่เกิน 115 เดซิเบล ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย

นายชัชชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า กทม.ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามดำเนินการทุกอย่างตามกรอบอำนาจที่มี และเข้าไปตรวจสอบ ถ้าใครมีปัญหาให้รายงานเข้ามา เราพร้อมที่จะไปช่วยดูแลประชาชน ในช่วงที่รอรายละเอียดเพิ่มเติม สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ไม่ได้มีลักษณะเป็น Hyper-scale ที่ใช้กำลังไฟสูงถึง 200–300 เมกะวัตต์เหมือนในต่างจังหวัด
“ส่วนที่กังวลคือเรื่องน้ำและไฟ เชื่อว่าทางไฟฟ้านครหลวงได้ดูละเอียดแล้วว่าปริมาณที่ใช้ไฟ เทียบกับใช้ไฟทางกรุงเทพฯตอนนี้อยู่ประมาณไม่เกิน 2 % น่าจะอยู่ในกรอบที่ทางการไฟฟ้านครหลวงให้บริการได้ ส่วนเรื่องน้ำ ขนาดยังน้อยกว่าที่ห้างสรรพสินค้าแต่ละแห่งขอ ผมว่าคงต้องมอนิเตอร์ เพื่อให้พี่น้องประชาชนเกิดความมั่นใจต่อไป” นายชัชชาติกล่าว



