ร้องรำคึกคัก ร่ายกวีถึง ‘สหายร้อย’ บอยบอกชัด ‘วัฒน์’ ยังไม่ตาย ชวนสู้พลิกเกม ตอบแทนผู้ลี้ภัย

ร้องรำคึกคัก ร่ายกวีถึง ‘สหายร้อย’ – ‘บอย’ บอกชัด วัฒน์ยังไม่ตาย ชวนสู้พลิกเกม ตอบแทนผู้ลี้ภัย-อุ้มหาย

เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ ครอบครัววรรลยางกูร และกลุ่มคนเดือนตุลา จัดงานไว้อาลัย “วัฒน์ วรรลยางกูร” กวีและนักเขียนชื่อดังเจ้าของรางวัลศรีบูรพา และผู้ลี้ภัยทางการเมือง โดยช่วงเช้ามีการเชิญภาพของวัฒน์ วรรลยางกูร เดินขบวนรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มาตั้งยังอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา และปักธงแดง ก่อนกลุ่มและองค์กรต่างๆ กล่าวไว้อาลัย อ่านบทกวี และวางช่อดอกไม้

บรรยากาศเวลา 16.00 น. เข้าสู่ช่วง “รำลึกสหาย ร่ายกวี รำร้อง กับผองเพื่อน” โดย นางสุวรรณา ตาลเหล็ก หรือ ลูกตาล กลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตย รับหน้าที่เป็นพิธีกร

นางสุวรรณากล่าวตอนหนึ่งว่า วัฒน์อาจไม่ได้มายืนดูการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ แต่ตายตาหลับแล้ว ขออย่างเดียวอย่าดูถูกความสามารถของตัวเอง ให้กำลังใจตัวเองเยอะๆ ตนเพิ่งเข้ารับการรักษา แต่รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้รับหน้าที่ในวันนี้

เวลา 16.28 น. นายโชคดี ร่มพฤกษ์ หรือ อาเล็ก และเหล่าสหายศิลปินเพลงเพื่อราษฎร ขับกล่อมบทเพลง อาทิ จากลานโพธิ์ถึงภูพาน, ในสายธาร, Do you hear the people sing? เวอร์ชั่นภาษาไทย, แสงดาวแห่งศรัทธา โดยเมื่อบรรเลงเพลง ‘สหาย’ ผู้ร่วมงานต่างลุกขึ้น ชู 3 นิ้ว และเคลื่อนย้ายร่างกายตามทำนองเพลงอย่างครึกครื้น

เวลา 17.06 น. วิทยากร โสวัตร นักเขียน เจ้าของร้านหนังสือฟิลาเดลเฟีย กล่าวว่า ตนมาจาก จ.อุุบลราชธานี เพื่อพี่วัฒน์ เข้าใจแล้วว่าทำไมพี่วัฒน์ถึงมีพลังอีกครั้ง ช่วงคนเสื้อแดงลุกขึ้นกลางเมือง แม้จะล้มตายมากขนาดไหน ถ้าเห็นพลังวันนี้พี่วัฒน์ต้องดีใจมากๆ ตอนที่เห็นพี่น้องเสื้อแดงลุกขึ้นมา ปี 2553 และสู้กับเยาวชน ทำให้ตนนึกถึงกวี ‘ฝันให้ไกลไปให้ถึง’ ซึ่งคือแสงดาวแห่งศรัทธาเวอร์ชั่นของเขา

จากนั้น วิทยากร โสวัตร อ่านบทกวีมอบแก่วัฒน์ ความท่อนหนึ่งกล่าวถึงกำแพงยาว-กว้าง ที่ขวางศรัทธาของผู้คน

“ต้องสร้าง ทางใหม่ ให้ชีวิต
แล้วย้อน พิชิต กำแพงพัง
แล้วโลก จะเป็นสวรรค์ อันไพจิตร
ถ้าชีวิต มีเสรี ดังที่หวัง
ความคิด ที่รุนแรง แฝงพลัง
ไม่ถูกขัง กีดกัน เหมือนวันนี้”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ต่อมาเวลา 17.10 น. จันทร์เคียว (ปริยา) อ่านกวี ‘ประเทศของฉัน’ ของวัฒน์ ที่เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2522 พร้อมระบุว่า จนถึงตอนนี้ประเทศยังอยู่เหมือนเดิม

สำหรับกวี ‘ประเทศของฉัน’ ใจความว่า ฉันเป็นประชาชนของประเทศนี้มา 25 ปีแล้ว (เขียนตอนอายุ 25 ปี) นอกจากเรียงความสมัยมัธยม ก็ไม่ได้เขียนถึงประเทศโดยตรง

“ประเทศของฉัน เมื่อ 3 ปีก่อน มีโสเภณีเท่ากับข้าราชการประจำ เดี๋ยวนี้โสเภณีมีมากกว่า ประเทศของฉันผลิตข้าวติดอันดับโลก แต่มีคนอดข้าว อันดับต้นจักรวาล ประเทศของฉัน คนบริสุทธิ์ ต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง ในที่ที่ไม่บริสุทธิ์ คนละหลายๆ ปี เพียงแค่รอคำว่า ‘ยกฟ้อง’

“ประเทศของฉัน คนไม่บริสุทธิ์ ไม่ต้องพิสูจน์ความโสโครกของตัวเอง ประเทศของฉัน มีมหาโจร มากกว่ามหากวี ประเทศของฉัน ปัญญาชนมีมาก แต่ถูกฆ่าไปแล้ว ที่ยังไม่ตายก็ถูกไล่เข้าป่า ที่ยังไม่เข้าป่า ก็ถูกห้ามคิดก่อนได้รับอนุญาต

“ประเทศของฉัน นิยายที่แพร่หลายเป็นเรื่องของคนธรรมดา ไม่เกิน 10 เรื่อง ภาพยนตร์คนธรรมดาไม่เกิน 5 เรื่อง นอกนั้นเป็นเรื่องของเทวดา ประเทศของเธอ อาจจะท้วงความไม่ชอบธรรม ด้วยการอดข้าว ประเทศของฉัน ถ้าใช้วิธีนั้น เธอจะไดรับความสนใจเป็นพิเศษ ให้กินลูกปืนแทนข้าว

“เธออาจถามว่า เลือกอยู่มาได้อย่างไรประเทศนี้ มา 25 ปีแล้ว ทำไมไม่บ้าตาย หรือผูกคอตายซะ นั่นนะสิ คนในประเทศของฉัน อดทนเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่เสมอไปหรอก วันนี้ ฉันค้นพบว่า ไม่ใช่ประเทศของฉัน ฉันต้องทำให้เป็นประเทศของฉัน มาช่วยกันไหมล่ะ

“วัฒน์ วรรลยางกูร ภูพาน 2522 “ จันทร์เคียวกล่าว

จากนั้นเวลา 17.19 น. นายธัชพงศ์ แกดำ หรือ บอย กล่าวรำลึกวัฒน์ ความว่า สิ่งหนึ่งที่เราได้สานต่อ และได้พลังจากคนที่ชื่อวัฒน์คือ ‘เพลงสหาย’ ทุกครั้งที่เราชุมนุมและต้องต่อสู้อะไรสักอย่าง ‘เพลงสหาย’ เป็นเสียงของพี่วัฒน์ที่ทำให้เรามีพลัง ปลุกความหวัง สิ่งที่พี่วัฒน์ทำจนถึงปัจจุบันไม่ได้สูญเปล่า จนวินาทีสุดท้ายก็ยังรับใช้อุดมการณ์ ‘ปฏิวัติประชาชน’ ต่างจากหลายคนที่รับใช้ชีวิตตัวเองและอนุรักษนิยม เพื่อผลประโยชน์ตัวเอง

“คนที่ทำให้วัฒน์ไม่ได้อยู่ประเทศนี้ เราจะต้องไม่ลืมว่าอำนาจที่แท้จริง ที่ทำให้วัฒน์และใครหลายคนต้องลี้ภัย ถูกอุ้มฆ่า อุ้มหาย เกิดจากอำนาจอะไร ถึงกระนั้น ณ วันนี้สิ่งที่วัฒน์ใฝ่ฝันและปฏิบัติมาตลอดไม่ได้สูญเปล่า สิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน จนยอมเปลี่ยนแปลงความคิดและวัฒนธรรมเก่า คือการต่อสู้และยืนหยัด ‘ด้วยรักแห่งอุดมการณ์’

“ทุกคนหว่านเมล็ดพันธุ์ จนวันนี้งอกงามแล้ว ไม่มีอำนาจใดมาขัดขวางการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ วัฒน์ยังไม่ตาย เพราะความคิดและอุดมการณ์การต่อสู้ของเขายังอยู่” นายธัชพงศ์กล่าว

นายธัชพงศ์กล่าวต่อว่า ตน น้องๆ ทุกคน เราคือผลผลิตของคนที่ควรจะร้องเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา ในที่นี้จริงๆ

“นี่คือบทพิสูจน์ที่แท้จริงว่า ไม่ว่าวินาทีสุดท้าย เขายังรับใช้ประชาชนเหมือนเดิม ศิลปินเพื่อชีวิตหลายคน เปลี่ยนมาพูดคำว่า ‘ปฏิรูป’ ในหัวมีแต่คำว่า ปฏิวัติเพื่อตัวกู วันนี้ทำให้รู้ว่าคนเข้าใจวัฒน์ หนุ่มสาวรู้จักมากขึ้น เราไม่ได้สู้เพื่อให้ใครใหญ่ แต่เพื่อให้ประชาชนมีอำนาจเท่ากัน สถานที่นี่เหมาะสมสุดแล้วที่จะร้องเพลง ‘แสงดาวแห่งศรัทธา’ และสมควรเรียกตัวเองว่าเราคือคนทำงานเพื่อปฏิวัติประชาชน เราจะไม่ยอมให้อุดมการณ์สูญเปล่า

“เพื่อตอบแทนหลายคนที่ถูกอุ้มหาย ลี้ภัย คือการยืนหยัดและสู้ต่อไป แม้จะมีการเลือกตั้ง การต่อสู้ยังก็ไม่จบ ทางออกสุดท้ายที่จะพลิกเกมคือพี่น้องทุกคนที่นั่งตรงนี้ เพราะเราเชื่อมั่นในอุดมการณ์ วัฒน์ วรรลยางกูร” นายธัชพงศ์กล่าว

ต่อมา เวลา 17.33 น. “วงฟ้าใหม่” สหายของวัฒน์ ขึ้นเวทีขับกล่อมบทเพลงที่ใช้ในขบวนการต่อสู้ครั้งที่วัฒน์เข้าป่า ซึ่งรวมถึงเพลง ‘จากลานโพธิ์ถึงภูพาน’

นายธงชัย สมาชิกวงฟ้าใหม่ กล่าวว่า ตนเป็นเพื่อนกับวัฒน์และเคยร้องเพลงร่วมกันมาก่อน

สมาชิกหญิง ระบุว่า ตนเดินทางทางมาจาก จ.สุราษฎร์ธานี ด้วยใจ

“วัฒน์ กว่าจะร้องเพลงได้ เบียร์หมดไป 5 ลัง เรามาคารวะวัฒน์ มองรูปแล้วน้ำตาจะไหล เห็นลูกสาวเขายิ่งเจ็บปวดหัวใจ ขอคารวะจิตใจทุกคน” สมาชิกวงฟ้าใหม่กล่าว ก่อนบรรเลงเพลง ‘สายธารนักรบประชา’
ท่ามกลางผู้ร่วมงาน ปรบมือเข้าจังหวะ

จากนั้นบรรเลงเพลงรำวง เนื้อหาสนุกสนาน โดยคนเสื้อแดง คนรุ่นใหม่ และผู้ร่วมงานจำนวนมากลุกขึ้นโยกย้ายส่ายสะโพก ก่อนต่อด้วยเพลง ‘ควนกาหลง’ ที่มีผู้ขอมอบให้แด่วัฒน์ เนื้อหากล่าวถึงการออกจากกรงขัง มาต่อสู้ร่วมกับสหายในป่า และปิดท้ายด้วยเพลง ‘คำสัญญา’

ขณะที่ กลุ่มทะลุแก๊ซ เข้ามาร่วมโบกสะบัดธงแดงพลิ้วไหวหน้าอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ขณะร้องรำทำเพลง

บรรยากาศเวลา 18.25 น. ด้านหน้าอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา มีผู้เดินทางมาร่วมงานรำลึกล้นหลาม ด้านพ่อค้าแม่ขาย ตั้งร้านจำหน่ายหนังสือหายาก สติ๊กเกอร์และสัญลักษณ์การต่อสู้ อาหาร น้ำดื่ม ไปจนถึงเบียร์คราฟต์ และทุเรียนหมอนทอง ในราคากิโลกรัมละ 180 บาท

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon