ปิดหน้าออนไลน์: ส่องอภิโปรเจกต์ ผันน้ำยวม เติมเขื่อนภูมิพล 9 หมื่นล้าน 5 ป่าสมบูรณ์เสี่ยงสูญเสีย
กลับมาเป็นที่ฮือฮาอีกครั้ง สำหรับโครงการผันน้ำยวม (หรือโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล) อภิมหาโครงการของกรมชลประทาน ที่มีมูลค่าลงทุนสูงถึง 70,000 – 88,000 ล้านบาท
หลังจากที่สัปดาห์ที่ผ่านมา กรมชลประทาน ได้ขยับเริ่มต้นโครงการด้วยการทำหนังสือขอใช้พื้นที่ป่าจากอบต.หลายแห่ง
ส่งสัญญาณเริ่มโครงการในไม่ช้า!!
โดยโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายหลักคือการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำในแม่น้ำยวม จ.แม่ฮ่องสอน และขุดอุโมงค์ส่งน้ำใต้ดิน ระยะทางกว่า 110 กิโลเมตร เพื่อผันน้ำมาเติมยังเขื่อนภูมิพล จ.ตาก เพราะเกรงว่าปริมาณน้ำในแต่ละปี จะไม่เพียงพอต่อการผลิตกระแสไฟฟ้า และปล่อยน้ำใช้พื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบ
โครงการผันน้ำยวม ไปเติมเขื่อนภูมิพล หรือชื่อเต็มๆอย่างเป็นทางการคือ “โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล จังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดตาก” โดยได้มีการศึกษาครั้งแรกในปี 2538 -2559 คณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้จัดสรรงบประมาณเร่งด่วน ให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินโครงการศึกษาน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของแนวส่งน้ำที่เหมาะสม และ ดำเนินการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เริ่มการศึกษาตั้งแต่เดือนกันยายน 2559
ตั้งแต่เริ่มต้น โครงการนี้ถูกเคาะงบประมาณอยู่ที่ 7.1 หมื่นล้านบาท กระทั่งปัจจุบันนี้ งบประมาณบานปลายไปอยู่ที่ประมาณ 8.8 หมื่นล้านบาทไปแล้ว
นอกจากคำถามว่า จะหาเงินมากขนาดนี้จากไหนไปทำ และเมื่อทำไปแล้วจะคุ้มค่ากับความสูญเสียหรือไม่
เนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฎว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา น้ำในเขื่อนภูมิพลเอง ไม่ได้ขาดแคลน และยังสามารถกระจายน้ำไปหล่อเลี้ยงพื้นที่รอบๆได้ตามปกติ
เมื่อเทียบวิธีการผันน้ำจากเขื่อนน้ำยวม ไปยังเขื่อนภูมิพล ที่ต้องเอาน้ำจากเขื่อนน้ำยวมที่มีความจุประมาณ 65 ล้านลูกบาศก์เมตร ไปใส่ในเขื่อนภูมิพล
มีจุดเริ่มต้นที่แม่น้ำยวม โดยสร้าง เขื่อนน้ำยวม ขึ้นมาใหม่ โดยตั้งอยู่เหนือจุดบรรจบแม่น้ำเมยทางด้านเหนือน้ำประมาณ 13.8 กิโลเมตร ระหว่างเขต อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน และ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก
จากนั้นต้องสร้างสถานีสูบน้ำบ้านสบเงา ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าสูบน้ำ 951 ล้านหน่วยต่อปี รวมค่าไฟฟ้าที่จะต้องใช้ประมาณ 2,443 ล้านบาทต่อปี
ไม่เพียงแค่นั้น ยังต้องขุดเจาะ อุโมงค์ ระยะทาง 61.52 กิโลเมตร ซึ่งจุดนี้จะต้องเจาะระเบิด เป็นระยะทาง 30.52 กิโลเมตร และขุดเจาะอุโมงค์ ระยะทาง 31 กิโลเมตร รวมถึงมีการปรับปรุงน้ำแม่งูด ระยะทาง 2.1 กิโลเมตร เพื่อผันน้ำจากแม่น้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล ในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-มกราคม
ในระยะทางกว่า 110 กิโลเมตรนั้น จะมีสิ่งก่อสร้าง ที่สร้างผ่า พื้นที่ป่าสมบูรณ์เป็นบริเวณกว้างขวาง
ที่ตั้งของโครงการอยู่ในแนวเขตป่ารอยต่อ 3 จังหวัด ประกอบด้วย แม่ฮ่องสอน ตาก และ เชียงใหม่ และตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติอย่างน้อย 5 แห่ง ได้แก่ ป่าสงวนแห่งชาติป่าท่าสองยาง ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ยวมฝั่งขวา ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ยวมฝั่งซ้าย ป่าสงวนแห่งชาติอมก๋อย ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่ม-ป่าแม่ตื่น รวมถึงพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติอีก 1 แห่ง คือ อุทยานแห่งชาติแม่เงาอนุรักษ์ นิเวศวิทยา สิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ ปี 2564 ระบุว่าการดำเนินโครงการก่อให้เกิดการสูญเสียพื้นที่ป่า 3,641.78 ไร่ แบ่งออกเป็นพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์ (โซน C) 2,735 ไร่ ป่าเพื่อการเศรษฐกิจ (โซน E) 899 ไร่ ป่ากันออกจากพื้นที่ของรัฐที่อยู่ในเขตป่าแต่ราษฎรใช้ที่ดินทำกินได้ (โซน N) 4.28 ไร่ และป่าที่เหมาะสมต่อการเกษตรกรรม (โซน A) 2.79ไร่
นอกจากนี้ยังระบุว่าการดำเนินโครงการต้องสูญเสียพื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1A และ 1B จำนวน 1,293.18 ไร่ การพัฒนาโครงการจะทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้อย่างถาวร จะต้องตัดไม้และนำไม้ออกนอกพื้นที่ งบประมาณในการแผ้วถางป่าและนำไม้ออกจากพื้นที่ก่อสร้างประมาณ 20.81 ล้านบาท ผู้พัฒนาโครงการวางแผนปลูกป่าในพื้นที่อื่นเพื่อชดเชยเป็น 2 เท่า
ทรัพยากรที่ต้องสูญเสียไปจากโครงการนี้ ยังไม่สามารถประมาณค่าได้
โครงการนี้เป็นโครงการแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการขนาดยักษ์ใหญ่ ที่รัฐบาล เชิญบริษัทเอกชน และนักลงทุนต่างชาติให้เข้าร่วม(PPP) มีการประเมินกันว่า ตลอดอายุโครงการ(ประมาณ 29 ปี) นั้นจะต้องใช้ไฟฟ้า เพื่อสูบน้ำขึ้นมาใช้ราวๆ 2,500 ล้าน บาท ต่อปี เพื่อจะสูบเอาน้ำไปลงที่เขื่อนภูมิพลจำนวน 1,800 ล้านลูกบาศก์เมตร
ลำดับไทม์ไลน์ความเป็นมาของโครงการ
พ.ศ. 2538 – 2562 (จุดเริ่มต้นและการศึกษา) เริ่มต้นจากแนวคิดที่จะผันน้ำจากลุ่มน้ำสาละวิน ก่อนที่กรมชลประทานจะปรับเปลี่ยนแนวคิดมาเป็นการผันน้ำจาก “แม่น้ำยวม” ซึ่งเป็นลุ่มน้ำภายในประเทศแทน และใช้เวลาศึกษาโครงการยาวนานกว่า 30 ปี
กันยายน 2564 อีไอเอ ผ่านความเห็นชอบ คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ได้ให้ความเห็นชอบอีไอเอ ท่ามกลางกระแสคัดค้านจากภาคประชาชน เนื่องจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นขาดการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่อย่างแท้จริง
ตุลาคม 2566 – มกราคม 2567 เครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน ร่วมกับผู้ฟ้องคดีรวม 66 คน ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่เพื่อขอให้เพิกถอนอีไอเอ และระงับโครงการ โดยศาลปกครองได้มีคำสั่งรับฟ้องอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมกราคม 2567
มีนาคม 2567 มีการเปิดเผยแนวทางการลงทุนโดยแบ่งออกเป็น ระยะที่ 1 (สร้างอุโมงค์ผันน้ำยาว 61.52 กม. งบประมาณราว 5.8 หมื่นล้านบาท ผันน้ำ 715 ล้าน ลบ.ม./ปี ระยะเวลาก่อสร้าง 7 ปี) และหลังจากนั้นจะขยายศักยภาพเต็มรูปแบบเพื่อผันน้ำให้ได้รวม 1,795 ล้าน ลบ.ม./ปี
สถานการณ์ล่าสุด (ช่วงกลางปี 2569)ความเร่งด่วนเรื่องอายุ อีไอเอเพราะ เส้นตายของอีไอเอจะอยู่ที่ ตุลาคม 2569เท่านั้น
โครงการนี้กลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงและถูกเร่งรัดอย่างหนัก เนื่องจากรายงานอีไอเอ ของโครงการกำลังจะหมดอายุลงในเดือนตุลาคม 2569 ทำให้ฝั่งรัฐบาลและกรมชลประทานพยายามเดินหน้าเพื่ออนุมัติและขอใช้พื้นที่ป่าไม้ให้ทันก่อนรายงานหมดอายุ
ในช่วงเวลาที่ทั่วโลกพยายามรณรงค์ เพื่อรักษาทรัพยากรป่าเอาไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อปกป้อง และบรรเทา เหตุเภทภัยธรรมชาติ ที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้น
ในขณะที่ประเทศเราเอง กลับเอาสิ่งเหล่านี้ไปแลกกับอนาคตที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะคุ้มค่าหรือไม่



