หน้าแรก ประชาชื่น เปิดประตู ‘รั...

เปิดประตู ‘รัฐสวัสดิการ’ การลงทุนที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ

13.08.26 | 12:13 น.

เปิดประตู ‘รัฐสวัสดิการ’
การลงทุนที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ


‘ทุกช่วงวัยที่รัฐไทยดูแล ดีแค่ไหน?’

คือคำถามสำคัญ ที่กลายเป็นชื่อวงเสวนาในการเปิดประตูสวัสดิการ พลิกโฉมคุณภาพชีวิตประชาชน จัดโดยคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 ศูนย์การค้าเดอะไบรท์ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา

ยิงหมัดตรงถึงประเด็นสำคัญ นั่นคือ ไม่ใช่เพียงว่ารัฐมีสวัสดิการหรือไม่ แต่คือสวัสดิการที่มีอยู่ ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้จริงหรือไม่ เพราะสวัสดิการที่ดีอาจไม่ใช่เพียงการทำให้คน ‘อยู่ได้นาน’ แต่คือการทำให้คน ‘อยู่ดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีให้นานที่สุด’ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง Longevity ที่ไม่ได้มุ่งเพียงการมีอายุยืน หากแต่ให้ความสำคัญกับการมีชีวิตที่ดีในทุกช่วงวัย เพราะปัจจัยที่ทำให้คนมีอายุยืนไม่ได้มีเพียงการรักษาโรค แต่ยังรวมถึงการเข้าถึงบริการสุขภาพที่ง่าย มีรายได้ที่มั่นคง มีบ้านและสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย มีพื้นที่สำหรับการออกกำลังกาย ตลอดจนการมีสังคมที่ไม่ทำให้คนต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการรักษาแต่คือสวัสดิการที่รัฐต้องออกแบบให้ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกช่วงวัย

Advertisement

แล้วรัฐสวัสดิการไทยในวันนี้ ดีเพียงพอแล้วหรือยัง?

‘ตาข่ายรัฐสวัสดิการ’ ประกันสังคมต้องมีคุณภาพ
ห่วง ‘แรงงานภาคเกษตร’ ยังตกหล่น

นิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) สัดส่วนภาคประชาชน มองว่า หากกลไกของรัฐและเงื่อนไขของระบบประกันสังคมมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ จะสามารถทำหน้าที่เป็น ‘ตาข่ายรัฐสวัสดิการ’ ที่ช่วยรองรับประชาชนได้เป็นจำนวนมาก แต่ปัจจุบันระบบดังกล่าวยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นรัฐสวัสดิการที่ครอบคลุมคนทุกกลุ่มได้อย่างเต็มที่ คนทุกคนควรอยู่ในระบบประกันสังคม แต่ปัจจุบันยังครอบคลุมเพียงแรงงานบางกลุ่ม เช่น แรงงานในระบบตามมาตรา 33 และแรงงานนอกระบบตามมาตรา 40 ขณะที่กลุ่มที่ยังตกหล่นคือแรงงานภาคเกษตร ซึ่งเป็นประชากรจำนวนมากของประเทศ เป็นสังคมเมืองเกษตรกรรม แต่ยังไม่มีสวัสดิการจากระบบประกันสังคมอย่างครอบคลุม หากต้องการได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ยังต้องเข้าสู่ระบบการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและแสดงเงื่อนไขเกี่ยวกับการถือครองที่ดิน ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการปฏิรูประบบประกันสังคมให้คนทุกอาชีพสามารถเข้าสู่ระบบได้ โดยภาครัฐควรออกแบบเงินสมทบให้เหมาะสมกับระดับรายได้ของแต่ละคน เพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่ในระบบได้โดยไม่เป็นภาระเกินไป พร้อมทั้งควรมีกลไกตรวจสอบและประเมินรายได้ที่มีประสิทธิภาพ

นิมิตร์ยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งนำประชาชนทุกกลุ่มอาชีพเข้าสู่ระบบประกันสังคม และมีระบบประเมินระดับรายได้เพื่อใช้คำนวณเงินสมทบ โดยมองว่าประกันสังคมสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดสวัสดิการและสร้างรัฐสวัสดิการที่ครอบคลุมประชาชน ระบบประกันสังคมมีสิทธิประโยชน์ 7 ด้าน ได้แก่ กรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ว่างงาน เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร และชราภาพ ซึ่งมองว่าสิทธิประโยชน์เหล่านี้ควรเป็นหลักประกันพื้นฐานที่คนทุกคน ทุกอาชีพสามารถเข้าถึงได้

“ประเด็นสำคัญคือ เราต้องใช้รัฐสวัสดิการเพื่อมาลดความเหลื่อมล้ำ โดยการทำให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงระบบประกันสังคมอย่างเป็นธรรม และได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมกับความต้องการและรายได้ของแต่ละคน” นิมิตร์ทิ้งท้าย

ชี้ปมสวัสดิการ ‘คนพิการ’ ไทย
ออกแบบนโยบายเน้น ‘สงเคราะห์’ มากกว่า ‘สิทธิ’

ด้าน อรรถพล ศรีชิษณุวรานนท์ นักกิจกรรมเพื่อสิทธิคนพิการ กล่าวว่า ทุกคนมีโอกาสเข้าใกล้ภาวะความพิการได้ ไม่ว่าจะจากอุบัติเหตุหรือการเข้าสู่วัยสูงอายุ จึงควรมองว่าคนพิการเป็นส่วนหนึ่งของประชากรที่รัฐต้องดูแลอย่างเท่าเทียม ที่ผ่านมาประเทศไทยมีสวัสดิการสำหรับคนพิการหลายด้าน ทั้งสิทธิด้านการรักษาพยาบาล การศึกษา การเข้าถึงสภาพแวดล้อม เงินกู้เพื่อประกอบอาชีพ และการจ้างงาน แต่ปัญหาสำคัญคือการออกแบบนโยบายยังอยู่บนแนวคิดของการช่วยเหลือหรือการสงเคราะห์มากกว่าการมองว่าเป็นสิทธิที่คนพิการควรได้รับ

อรรถพลยกตัวอย่างกรณีคนพิการที่ประสบอุบัติเหตุและต้องกลับไปอยู่ที่บ้าน เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงการจ้างงานและการฟื้นฟูเพื่อใช้ชีวิตอย่างอิสระ ทั้งที่สิ่งที่คนพิการต้องการอาจเป็นเพียงการมีคนเข้าไปพูดคุยและถามว่า ต้องการทำอะไร หรืออยากประกอบอาชีพอะไรและสภาพแวดล้อมยังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะคนพิการที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล เช่น กรณีคนพิการที่ต้องใช้วีลแชร์ แต่บ้านอยู่บริเวณพื้นที่ลาดชัน ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตหรือเดินทางได้อย่างสะดวก สะท้อนให้เห็นว่า แม้รัฐจะมีสวัสดิการอยู่จำนวนมาก แต่ในทางปฏิบัติคนพิการยังเข้าไม่ถึงสิทธิและอุปกรณ์ที่จำเป็นอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดที่อยู่ห่างจากความเจริญ ปัจจุบันมีผู้ขึ้นทะเบียนเป็นคนพิการมากกว่า 2 ล้านคน ขณะที่ยังมีคนพิการอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ส่งผลให้คนกลุ่มนี้อาจตกหล่นจากระบบสวัสดิการ และเมื่อการช่วยเหลือเข้าไม่ถึง ภาระย่อมตกอยู่กับครอบครัวและผู้ดูแล ซึ่งหากผู้ดูแลเกิดความเหนื่อยล้า คนพิการก็อาจยิ่งสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงสิทธิและการใช้ชีวิตอย่างอิสระ

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 14 ปีไม่เคยปรับเพิ่ม
ถามดังๆ ต้องเรียกร้องอีกกี่ครั้ง?

ขณะที่ ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ รองประธานคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม กล่าวว่า สิทธิและสวัสดิการหลายด้านที่ประชาชนได้รับในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุนเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือผู้ป่วย ล้วนเกิดขึ้นจากการผลักดันและเรียกร้องของภาคประชาสังคมและประชาชน ไม่ได้เกิดขึ้นจากการร้องขอเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตามยังมีสวัสดิการบางด้านที่ไม่ได้รับการปรับปรุงมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งตลอด 14 ปีที่ผ่านมาไม่ได้มีการปรับเพิ่ม จึงตั้งคำถามว่าประชาชนจะต้องมีเวทีเรียกร้องอีกกี่ครั้ง และจะต้องต่อสู้กันอย่างไรเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แม้หลายพื้นที่จะมีนโยบายและสวัสดิการรองรับประชาชนแล้ว แต่ปัญหาสำคัญคือ การเข้าถึงสิทธิและการรับรู้ข้อมูล ขณะเดียวกันในชั้นคณะกรรมาธิการยังมีการถกเถียงถึงความซ้ำซ้อนของสวัสดิการต่างๆ โดยมองว่าการส่งเสริมให้ประชาชนมีระบบการออมไม่ควรถูกผูกเข้ากับสิทธิหรือสวัสดิการอื่น เพราะการออมตั้งแต่วันนี้จะช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐในระยะยาว ขณะที่รัฐควรมีมาตรการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบการออมมากขึ้น

ณัฐชาอธิบายถึงประด็นความแตกต่างระหว่าง ‘ผู้ช่วยคนพิการ’ และ ‘ผู้ดูแลคนพิการ’ ว่ามีสถานะแตกต่างกัน โดยรัฐมีแนวทางสนับสนุนค่าตอบแทนผู้ช่วยคนพิการเดือนละ 10,800 บาท ซึ่งผู้ช่วยมีหน้าที่ช่วยเหลือคนพิการในการทำกิจวัตรต่างๆ และคนพิการสามารถเป็นผู้ว่าจ้างได้ โดยผู้ช่วยต้องผ่านการอบรมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ขณะที่ผู้ดูแลคนพิการมีหน้าที่ดูแลการดำรงชีวิตและความเป็นอยู่โดยทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นบุคคลในครอบครัว ส่วนคนพิการมีสิทธิและมาตรการสนับสนุนในด้านอื่น เช่น การลดหย่อนภาษี และการกู้ยืมเงินเพื่อประกอบอาชีพ ซึ่งครอบคลุมถึงการช่วยเหลือเรื่องผู้ดูแลด้วย

ต้องตั้งหลักที่แนวคิด เปลี่ยน ‘ช่วยเหลือ’ เป็น ‘ลงทุน’
ชวนมองฉากทัศน์สังคมไทย 20 ปีข้างหน้า

เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต (Think Forward Center) กล่าวว่า นโยบายสวัสดิการของรัฐที่มีอยู่มักเจอปัญหา เวลาถามว่ามีไหม รัฐก็จะตอบว่ามี แต่ปัญหาที่เจอคือ ตกหล่น ซ้ำซ้อน หรือมีหลายแบบจนเกิดความสับสน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาของระบบหน่วยงานรัฐ และบางครั้งเกิดจากชุดความคิดที่ไม่เหมือนกัน เช่น การเรียกร้องเรื่องการดูแลเงินสำหรับผู้สูงอายุ ในขณะที่เราเรียกร้องในฐานะสวัสดิการถ้วนหน้า อาจมีคนมองว่าเป็นภารกิจของแต่ละคนที่จะต้องออกไปดูแลตัวเอง แต่ในความเป็นจริง ประเทศทั่วโลกมี 3 แนวคิดที่ยังอยู่ด้วยกัน 1.รัฐดูแล แต่จริงๆ แล้วก็คือประชาชนดูแลกันเอง เพียงแต่ดูแลกันผ่านรัฐ 2.ระบบดั้งเดิมที่คนไทยคุ้นเคย คือครอบครัวดูแล ต่างคนต่างดูแล แต่ในความเป็นจริงครอบครัวของเราอาจมีความพร้อมน้อยลงเรื่อยๆ จากความยากลำบากทางเศรษฐกิจ 3.การดูแลผ่านระบบการเงินหรือการตลาด เช่น กองทุนสำรอง
เลี้ยงชีพต่างๆ

“เพราะฉะนั้น เราต้องมาตั้งหลักที่แนวความคิดกันก่อน สิ่งที่เป็นปัญหาคือการเมืองไทยยังมองสวัสดิการตรงกับเรื่องการช่วยเหลือ พอเป็นการช่วยเหลือก็ต้องหาคนจนให้เจอ และพอต้องหาคนจนให้เจอ ก็เกิดปัญหาตามมา ทั้งเรื่องเกณฑ์ว่าถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ข้อมูลต่างๆ และสุดท้ายก็เกิดดราม่าอย่างที่พวกเราเป็นกันอยู่ เมื่อรัฐบาลให้ความช่วยเหลือตามงบประมาณที่มีจำกัด ก็เหมือนการทำบุญตามกำลังเงิน จึงทำให้เกิดปัญหางบประมาณไม่เพียงพอในบางเรื่อง กลายเป็นการออกนโยบายหรือสัญญาไว้ก่อน แต่สุดท้ายกลับไม่มีเงินมาจ่ายจริง

เราควรเปลี่ยนการมองเรื่องสวัสดิการ จากเรื่องการช่วยเหลือเป็นเรื่องของการลงทุน เพราะเรากำลังคิดว่าประเทศไทยในอีก 20 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร” เดชรัตกล่าว

จากนั้น ลงรายละเอียดต่อไปถึง 2 ปัญหาที่คนมักจะพูดถึงเพียงปัญหาเดียว คือ 1.คนไทยเกิดน้อย 2.สัดส่วนคนที่เกิดน้อยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มที่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจน้อย แปลว่า ถ้าไม่มีมาตรการสนับสนุนครอบครัวให้สามารถลงทุนในเด็กเล็กได้อย่างพร้อม สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือการตกหล่นในเรื่องการศึกษา ทักษะที่ไม่เพียงพอ ประเทศไทยในอีก 20-30 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้น หากเราไม่ดูแลและไม่ลงมือให้พร้อม

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือเราไม่รู้ว่าใครจะเจ็บ ใครจะป่วย และเมื่อมีการเจ็บป่วยเกิดขึ้น ใครจะต้องเสียสละหรือลาออกจากงานมาดูแลพ่อแม่ ดังนั้น การลงทุนในเรื่องสวัสดิการเป็นการลงทุนที่ตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เรื่องของการช่วยเหลือ คนที่เราลงทุน เช่น เด็กเล็ก เขาก็มีพัฒนาการดีขึ้น ได้รับอาหารที่เพียงพอ ขณะที่ผู้สูงอายุ แม้กระทั่งผู้สูงอายุที่ติดเตียง หากเราลงทุนในการดูแลที่ดีพอ คุณภาพชีวิตของเขาก็ดีขึ้น

ส่วนผู้พิการก็ได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมตามศักยภาพอย่างเต็มที่เท่าที่เป็นไปได้ การดูแลทางเศรษฐกิจแบบนี้เป็นเรื่องที่ทำแล้วต่อยอดได้ บางคนอาจทำในเชิงสวัสดิการ บางคนอาจทำในเชิงธุรกิจได้ เป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศของเราเกิดเศรษฐกิจใหม่ขึ้นมา เป็นเศรษฐกิจที่เกิดจากกระบวนการที่เราใส่ใจดูแลและประโยชน์ที่ได้รับ คือความมั่นคงของประเทศในทางเศรษฐกิจ ถ้าเรามีเด็กที่มีคุณภาพ เติบโตอย่างมีคุณภาพ และไม่ตกหล่นด้านการศึกษา ประโยชน์ทางเศรษฐกิจก็จะเกิดขึ้น” เดชรัตกล่าว ก่อนฝากไว้ให้คิดเป็นการทิ้งท้ายว่า

เราต้องเปลี่ยนความคิดที่ว่า ‘ช่วยมากกว่านี้ได้ไหม’ มาเป็น ‘มาลงทุนให้เต็มที่ดีไหม’ ถ้ามาลงทุนให้เต็มที่แล้ว ประโยชน์จะเกิดขึ้น