แท็งก์ความคิด : ข้อเสนอฟื้นปท.
ฮือฮากันไม่ใช่น้อยกับข้อเสนอของคณะนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ. รุ่นที่ 68
ลองมาดูกันว่า วปอ.รุ่น 68 คิดอย่างไรกับการเมืองไทย
เริ่มต้นจากปัญหา มองว่าการเมืองไทยยังคงเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อพหุนิยมประชาธิปไตย กติกาและสถาบันทางการเมืองมุ่งเอื้อต่อการรักษาอำนาจแบบรวมศูนย์มากกว่าการเปิดพื้นที่ต่อรองอย่างเสมอภาค และเป็นเหตุให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองขนาดใหญ่หลายครั้งตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา
ปัญหาที่เหล่านักศึกษา วปอ.รุ่นดังกล่าวมองเห็นมีหลายข้อ
หนึ่ง ผลการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ สะท้อนว่าประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
แต่ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม
สอง ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาเปลี่ยนจากการเลือกตั้งไปสู่ระบบผสม เมื่อปี 2550 และระบบเลือกกันเอง ปี 2560
กระทั่งเกิดปัญหาความชอบธรรมอย่างรุนแรง
สาม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีภารกิจซ้ำซ้อนระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดกับเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล เกิดปัญหาประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่
อีกทั้งการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นยังไม่ชัดเจน
และ สี่ ประชาชนถูกลิดรอนอำนาจในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์กรอิสระ และเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูง ขณะที่การจัดทำประชาคมกลายเป็นเพียงพิธีกรรม
จากสภาพปัญหา ทำให้ประเทศไทยโซซัดโซเซ
ในจังหวะที่ประเทศโซซัดโซเซ วปอ.รุ่นที่ 68 มีข้อเสนอเชิงนโยบายผ่านกรอบ 3 R ได้แก่ Rethink Reboot และ Reinvent
พร้อมทั้งเสนอ Quick Big Win เป็นแนวทางทำงานเพิ่มเข้าไปแบบทันที
สำหรับ 3 R ที่นำเสนอมุ่งเน้น 1.การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามเจตจำนงร่วมที่ผ่านการออกเสียงประชามติ และสถาปนาอำนาจการตรวจสอบและถอดถอนของประชาชน
2.ปฏิรูปวุฒิสภาให้มีความอิสระในการทำหน้าที่ กำหนดให้มีที่มาที่ยึดโยงประชาชนอย่างใกล้ชิด
3.ขจัดความซ้ำซ้อนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้อำนาจและงบประมาณไหลตรงสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฐานราก และเปลี่ยนพิธีกรรมการประชาคม ให้เป็นอำนาจยับยั้งนโยบายสาธารณะของประชาชน
ส่วน Quick Big Win ที่ต้องเริ่มทันที มีความเป็นรูปธรรมในข้อเสนอ
นั่นคือ เสนอให้รัฐบาลและพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล ประกาศปฏิทินจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างเป็นทางการ และเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 ให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทันที
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ยุบองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพื่อขจัดความซ้ำซ้อนเชิงพื้นที่ และถ่ายโอนอำนาจ งบประมาณ บุคลากร ลงสู่เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล
พร้อมทั้งสถาปนาอำนาจประชาชนในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ
ด้วยการยกร่างระเบียบสำนักนายกฯ เปิดทางให้ประชาชนยับยั้งโครงการที่มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ และมีผลผูกพันหน่วยงานรัฐเจ้าของโครงการหรือผู้อนุญาต
ข้อเสนอของนักศึกษา วปอ.ที่ปรากฏ ย่อมมีทั้งผู้เห็นด้วยและผู้เห็นต่าง
แต่หากยึดกรอบ “การเมืองคือพื้นที่แห่งเสรีภาพในการต่อรอง และความรับผิดชอบต่อเจตจำนงของทุกคน ภายใต้กติกาที่เสมอภาค” แล้ว
ทุกปัญหาย่อมมีทางออก
นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่พยายามผลักดันให้ไทยพ้นจากสภาพที่เป็นอยู่
ข้อเสนอให้ปฏิบัติตามประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ยังไม่เคยเปลี่ยนแปลง
เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของการฟังเสียงประชาชน
เป็นโอกาสที่จะทำให้ประเทศพลิกฟื้นขึ้นมาได้อีก
แต่ด้วยข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และกลุ่มพลังผู้มีส่วนได้เสียล้วนต้องเห็นพ้อง การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่จึงจะเกิดขึ้นได้
เข้าใจว่ากว่าจะไปถึงจุดที่ทุกคนเห็นพ้อง เราคงต้องสูญเสียอะไรไปอีกหลายอย่าง
เสียเวลา เสียโอกาส เสียบุคลากรจากคำร้องเรียนกล่าวโทษ
และสุดท้ายคือเสียใจ
เสียใจที่ทิ้งโอกาส เสียใจที่ทำร้ายคนในชาติเดียวกัน
และเสียใจที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศล้มแล้วลุกไม่ไหว
ขออย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย
นฤตย์ เสกธีระ



