
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
ประวัติศาสตร์ศิลปะไทยสำนักศิลปากร
ยุคต้นสงครามเย็น (7)
อย่างไรก็ตาม สำนักศิลปากรก็มิได้มีแต่ด้านที่ต่อสู้กับความคิด “ชาตินิยมสุดโต่ง” ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเชื้อชาตินิยมเพียงอย่างเดียว กระแสความคิด “ประวัติศาสตร์ศิลปะแบบฝ่ายซ้าย” ก็เป็นอีกแนวคิดที่สำนักศิลปากรไม่เห็นด้วยอย่างมากเช่นกัน
แวดวงศิลปวัฒนธรรมไทยในบรรยากาศช่วงสงครามเย็น เริ่มมีการนำแนวคิดฝ่ายซ้ายเข้ามาอธิบายงานศิลปะแบบจารีตของไทยว่าเป็นภาพสะท้อนของการกดขี่ทางชนชั้นในสังคมศักดินา ซึ่งงานเขียนแนวนี้ได้เข้ามาเปลี่ยนมุมมองต่องานศิลปะไทยไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิด “ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน”
จิตร ภูมิศักดิ์ ปัญญาชนฝ่ายซ้ายที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของไทย เป็นผู้จุดกระแสนี้ขึ้นจนทำให้แนวคิดนี้แพร่เข้ามาในแวดวงวิชาการ ไม่เว้นแม้แต่ในมหาวิทยาลัยศิลปากร (หลายคนอาจไม่ทราบว่า จิตรเคยเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ช่วงหนึ่งในต้นทศวรรษที่ 2500)
อาจกล่าวได้ว่า การต่อสู้ทางอุดมการณ์ระหว่างโลกเสรีกับคอมมิวนิสต์ได้ขยับขยายเข้ามาสู่ปริมณพลทางศิลปะวัฒนธรรมอย่างเต็มตัว ณ ขณะนั้น และต่อมาไม่นานก็ได้ขยายตัวกลายเป็นวิวาทะใหญ่ในประเด็นว่าด้วย “ศิลปะเพื่อศิลปะ” และ “ศิลปะเพื่อประชาชน” ในช่วงราวปี พ.ศ.2500 จนนำมาซึ่งความรุนแรง การยึด และเผาหนังสือที่มีบทความทางศิลปะที่ถูกมองว่าเป็นคอมมิวนิสต์
แต่ถึงแม้จะถูกปิดกั้นและเผาทำลาย แต่แนวคิดฝ่ายซ้ายกลับยิ่งขยายตัวมากขึ้นในหมู่นักศึกษา โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

ในหนังสือที่โด่งดังมากอีกเล่มของจิตร เรื่อง “โฉมหน้าศักดินาไทย” ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2517 (ตีพิมพ์เป็นบทความครั้งแรกนานแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2500) ได้อธิบายงานศิลปะในสังคมศักดินาเอาไว้ตอนหนึ่งว่า
“…ศิลปะของสังคมศักดินาทั้งมวลมีทั้งศิลปะของประชาชนและศิลปะในราชสำนักและสำนักผู้ดี ศิลปะของประชาชนถูกเหยียบย่ำเป็นของต่ำ ศิลปะในราชสำนักที่รับใช้ชนชั้นศักดินาเท่านั้นที่ได้รับการส่งเสริมยกย่องเป็นแบบฉบับ…ศิลปะและวรรณคดีของสังคมศักดินาในยุคต้นๆ เป็นศิลปะและวรรณคดีที่ดำเนินไปในคติ ‘ศิลปะเพื่อชีวิต’ ซึ่งหมายถึงเพื่อชีวิตของชนชั้นศักดินาเท่านั้น! ประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพในการผลิตศิลปะเพื่อรับใช้ชีวิตของพวกเขาเองได้…สภาพเช่นนี้ทำให้ศิลปินรุ่นใหม่ของชนชั้นกลางในปลายยุคศักดินารู้สึกอึดอัด เขากำลังต่อสู้เพื่อระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ศิลปะและวรรณคดีของพวกเขาจะเป็นเครื่องมือที่รับใช้พวกเขาในการต่อสู้อยู่ชั่วระยะหนึ่ง ครั้นเมื่อเขาประสบชัยชนะแล้ว ศิลปะและวรรณคดีของพวกชนชั้นกลางก็จะเตลิดเข้ารกเข้าพงไปสู่คติ ‘ศิลปะเพื่อศิลปะ’ อันเป็นแนวคิดทางศิลปะของระบบเสรีนิยมที่ต้องการความอิสระทางความเพ้อฝัน ไม่ผูกพันกับชีวิตใดๆ ในสังคม…”
ข้อความนี้โจมตีทั้งศิลปะแบบจารีตและศิลปะที่เป็นสัญลักษณ์ของอุดมการณ์เสรีนิยมอเมริกันไปพร้อมกันซึ่งศิลปะทั้ง 2 แบบเป็นสิ่งที่ “สำนักศิลปากร” สนับสนุน

น่าสังเกตว่า หลังจากมีการตีพิมพ์ “โฉมหน้าศักดินาไทย” ราว 1 ปี หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ก็ได้ทรงตีพิมพ์บทความแปล “อดีตรับใช้ปัจจุบัน จีนคอมมิวนิสต์มองวิชาโบราณคดีอย่างไร” ลงในวารสาร โบราณคดี ปี 6 ฉบับ 2 (ธันวาคม 2518)
โดยเนื้อหาสาระสำคัญคือ การพูดถึงการทำงานทางโบราณคดีของจีน (หนึ่งในพี่ใหญ่ของคอมมิวนิสต์ ณ ขณะนั้น) ที่เน้นการนำงานวิชาการมาตีความเพื่อสนับสนุนอุดมการณ์คอมมิวนิสต์อย่างเกินขอบเขต
ในบทความตอนหนึ่งท่านพูดถึงแนวโน้มที่นักโบราณคดีจีนยุคนั้นมักอธิบายการขุดพบโบราณวัตถุและโบราณสถานต่างๆ ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงพลังอันยิ่งใหญ่ในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมจีนของประชาชนทั้งชายหญิงชาวจีน
ในขณะเดียวกันก็แสดงนัยยะวิจารณ์กระทบไปถึงชนชั้นปกครองจีน (กลุ่มศักดินาจีน) ในอดีตว่า ชอบแย่งผลงานของราษฎรสามัญไปเป็นความสำเร็จของตนเอง
บทความแปลชิ้นนี้ ตีพิมพ์ในช่วงเวลาที่กระแสคอมมิวนิสต์ในสังคมไทยกำลังแหลมคมที่สุด ดังนั้น คงไม่เกินไปนักที่จะกล่าวว่า ท่านมีเป้าหมายชัดเจนเพื่อใช้บทความนี้โต้แย้งแนวทางศิลปะเพื่อประชาชนที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในเวลานั้น โดยเฉพาะในตอนท้ายบทความ ม.จ.สุภัทรดิศ ทรงสรุปเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า
“…๑. วิชาโบราณคดีเป็นวิชาที่สำคัญแม้ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ ๒. การเมืองอาจผันแปรความรู้ทางวิชาการได้เสมอหากมีผู้ต้องการ ๓. ถ้าไม่มีชนชั้นศักดินาในอดีตแล้วไซร้ โบราณวัตถุที่งดงามเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร…”

mde
สิ่งที่น่าคิดคือ ม.จ.สุภัทรดิศ พยายามชี้โดยนัย (ผ่านบทความแปลนี้) ให้คนอ่านเห็นว่า คอมมิวนิสต์จีนนั้นทำได้ทุกอย่างแม้กระทั่งบิดเบือนหลักวิชาการทางโบราณคดี ในขณะที่งานวิชาการที่แท้จริง (แบบสำนักศิลปากร) คืองานศึกษาทางวิชาการที่จริงแท้ ยึดมั่นในระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เป็นอิสระปราศจากอคติและผลประโยชน์ทางการเมือง
แต่ในความเป็นจริง งานพิจารณางานเขียนสำนักศิลปากรให้ถึงที่สุดก็จะพบว่า เป็นงานเขียนที่ในหลายครั้งก็มิได้ยึดมั่นต่อหลักการสูงสุดทางวิชาการเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากความจริงทางวิชาการนั้นนำไปสู่การสั่นคลอนความมั่นคงของชาติและอุดมการณ์ชาตินิยมกระแสหลักที่รัฐไทยปลูกฝังไว้ งานเขียนสำนักศิลปากรก็พร้อมจะงดเว้นหลักการทางวิชาการไม่ต่างจากที่คอมมิวนิสต์ทำ
ข้อความในจดหมาย “คำปรารภ” ของ ม.จ.สุภัทรดิศ ที่ประทานให้แก่สมาคมประวัติศาสตร์เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2526 เพื่อนำไปตีพิมพ์ลงในวารสาร “รวมบทความประวัติศาสตร์” ช่วยยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวได้เป็นอย่างดี (ดูรายละเอียดใน หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล “คำปรารภ” หมายเลขแฟ้ม 008 หมวดเอกสารต้นฉบับ ห้องสมุด ศ.ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล)
“…ข้าพเจ้าเห็นด้วยในการค้นคว้าและคิดว่าถ้าเมื่อไรได้ค้นพบหลักฐานใหม่ที่แน่นอนกว่า ก็ย่อมลบล้างหลักฐานเดิมที่มีผู้เขียนไว้ก่อนแล้วอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าเห็นว่านักประวัติศาสตร์โดยเฉพาะครูบาอาจารย์ไม่สมควรเป็นผู้ ‘อยากดัง’ ดังที่มีผู้นิยามให้ข้าพเจ้าฟังว่า ผู้ที่อยากดังในวิชาประวัติศาสตร์นั้นอาจกระทำได้ 2 ประการคือ คุ้ยเขี่ยเรื่องที่ไม่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์และโดยมากเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วออกมาเผยแพร่ รวมทั้งเหยียบย่ำผู้ที่ค้นคว้ามาก่อนตน
ยังอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าใคร่กล่าวถึงก็คือนักประวัติศาสตร์ในสมัยปัจจุบันมักทำการค้นคว้าโดยบูชาความจริงเป็นหลักซึ่งข้าพเจ้าก็เห็นด้วย แต่ความจริงนั้นเมื่อค้นพบแล้วเราสมควรเผยแพร่ได้ทุกเรื่องหรือเปล่า ข้าพเจ้าเห็นว่าคนไทยทุกคนไม่ว่าจะมีอาชีพอย่างไรก็ตาม เรามีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบต่อความมั่นคงและความเป็นเอกราชของชาติด้วยกันทุกคน…”
แม้เนื้อความในจดหมายฉบับนี้ จะมิได้เขียนขึ้นภายใต้บรรยากาศยุคสงครามเย็นอีกต่อไปแล้ว และแม้สุดท้ายคำปรารภนี้จะไม่ได้ถูกนำไปตีพิมพ์จริง แต่ข้อความก็แสดงให้เห็นชัดว่าเมื่อ “ความจริง” กับ “ชาติ” (แบบที่รัฐไทยนิยาม) ขัดแย้งกัน “สำนักศิลปากร” ก็พร้อมที่จะปฏิเสธหรือเพิกเฉยต่อ “ความจริง” ได้เช่นกัน ซึ่งการกระทำนี้ก็เท่ากับเป็นการใช้งานเขียนวิชาการเข้าไปโอบอุ้มอุดมการณ์ของตนเองทางอ้อม ไม่แตกต่างมากนักกับงานวิชาการตามแนวทางคอมมิวนิสต์
เอาเข้าจริงแล้ว ในช่วงกลางทศวรรษ 2520 งานเขียนประวัติศาสตร์ศิลปะแบบฝ่ายซ้ายก็ยังได้รับความสนใจและตีพิมพ์ต่อเนื่องออกมาไม่น้อยนะครับ ชิ้นที่ควรกล่าวถึงอีกเล่มคือ “ตำนานแห่งนครวัด” โดย จิตร ภูมิศักดิ์ ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2525 (สันนิษฐานกันว่าต้นฉบับเขียนไว้ตั้งแต่ราว พ.ศ.2501)
เนื้อหามีการอธิบายการล่มสลายของอาณาจักรเขมรว่าเกิดจากปัจจัยภายในสังคมตนเอง มากกว่าการรุกรานของสยามตามขนบการอธิบายทางวิชาการแบบเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหลงระเริงในอำนาจและการกดขี่ประชาชนของกษัตริย์ที่สะท้อนผ่านการก่อสร้างปราสาทหินมากมายมหาศาลในอาณาจักร
ในทัศนะของจิตร ปราสาทหินจึงมิใช่มรดกวัฒนธรรมที่สะท้อนอารยธรรมและความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ แต่คือสิ่งปลูกสร้างที่สะท้อนคราบน้ำตาและการสูบเลือดประชาชนจากชนชั้นศักดินา และดังนั้น จึงนำมาซึ่งการปฏิวัติประชาชนและการล่มสลายของอาณาจักร
งานเขียนประวัติศาสตร์ศิลปะแบบฝ่ายซ้ายที่พลิกคำอธิบายชนิดกลับหัวกลับหางดังกล่าว ย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติตามทัศนะภาครัฐอย่างมาก และแน่นอนว่างานเขียนสำนักศิลปากรในฐานะเครื่องมือทางความรู้ที่สำคัญของรัฐ ย่อมต้องออกมาตอบโต้
ควรกล่าวไว้ก่อนว่า จดหมายที่ไม่ถูกตีพิมพ์ฉบับนี้ คงไม่ได้มีเป้าหมายตอบโต้กับงานเขียนของจิตรชิ้นนั้นหรอกนะครับ แต่ที่ผมยกมาก็เพราะเนื้อความในจดหมายสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกและบรรยากาศร่วมทางสังคมวิชาการของสำนักศิลปากร ณ ขณะนั้นที่มีต่องานเขียนแบบฝ่ายซ้ายได้เป็นอย่างดี
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
