ในขณะที่สถานการณ์ชายแดนด้านตะวันออกระหว่างไทย-กัมพูชา ยังมีปัญหาในลักษณะที่คาราคาซังอย่างมากนั้น สถานการณ์ชายแดนด้านตะวันตกระหว่างไทย-เมียนมาร์ ก็มีความท้าทายต่อรัฐบาลอนุทินอย่างมากในอีกแบบ และอาจจะเป็นเรื่องราวที่ถูกกลบด้วยประเด็นด้านกัมพูชา จนสังคมไทยแทบจะไม่ได้ให้ความสนใจกับปัญหาทางด้านพม่าเท่าใดนัก
อย่างไรก็ตาม เมื่อนายกฯ อนุทินได้จัดตั้งรัฐบาลใหม่หลังจากได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทย ดูจะมีความพยายามที่จะเชื่อมต่อผู้นำที่มีอำนาจสูงสุดในการเมืองพม่าคือ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย ที่วันนี้ถอดเครื่องแบบ ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งเช่นกัน (การเลือกตั้งในไทยและในพม่าอยู่ในระยะเวลาไล่เลี่ยกันในช่วงต้นปีนี้)
พม่าชนอาเซียน
รัฐมนตรีต่างประเทศไทยและที่ปรึกษา เดินทางเข้าไปพบกับผู้นำพม่าหลายครั้ง โดยหวังว่าไทยจะเป็น “คนกลาง” ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพม่า ทั้งที่วันนี้ การโจมตีทางอากาศของกองทัพพม่าต่อฝ่ายต่อต้านนั้น ยังคงดำเนินต่อไป จนเสมือน “ฉันทามติ 5 ข้อ” ของอาเซียนที่เกิดขึ้นจากการประชุมในเดือนเมษายน 2021 (พศ. 2564) นั้น ถูกละเลยไปอย่างไม่แยแส เพราะรัฐบาลใหม่ของพม่าเชื่อมั่นว่า ตนเองมี “แต้มต่อ” ในทางการเมือง ที่รัฐบาลในภูมิภาคมีท่าทีที่ลดการต่อต้านรัฐบาลพม่าลง หลังเกิดการเลือกตั้งขึ้น
ดังนั้น ในวันที่ 12 มิถุนายน ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยจึงได้จัดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนขึ้น และคาดเดาได้ไม่ยากว่า รัฐบาลใหม่ของพม่าจะใช้เวทีที่กรุงเทพฯ ในการสร้างภาพของตนในฐานะของการเป็นรัฐบาลเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดภาพเสมือนหนึ่งได้มี “การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง” ในสังคมการเมืองพม่าแล้ว ทั้งที่รัฐบาลใหม่ของพม่าก็คือ “ระบอบพันทาง” (Hybrid Regime) ที่เกิดขึ้น เพื่อสืบทอดอำนาจของผู้นำทหารในการเมืองของประเทศไว้ให้ได้นานที่สุด
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ผู้นำไทยอาจจะต้องคิดด้วยความใคร่ครวญอย่างมากก็คือ เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศพม่ากล่าวว่า รัฐสภาพม่าได้เสนอให้รัฐบาลพม่าทำการทบทวนฉันทามติ 5 ประการของอาเซียน เพราะทางฝ่ายพม่ามองว่า ฉันทามตินี้ ไม่สอดคล้องกับหลักการของอาเซียน และย้ำว่าฉันทามตินี้ไม่สะท้อนให้เห็นถึงความจริงของการเมืองพม่าในปัจจุบัน เนื่องจากพม่ามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว
ผลที่ตามมาในทางการทูตคือ ไทยกลายเป็น “หนังหน้าไฟ” ให้พม่า โดยยอมเปิดเวทีให้พม่ามาปฏิเสธข้อเรียกร้องของอาเซียน จนเสมือนกับรัฐบาลใหม่ของพม่าเดินหน้า “ชนอาเซียน” ที่กรุงเทพฯ จนต้องถามว่า แล้วไทยได้มีแต้มต่อรองทางการทูตกับพม่าอย่างไรหรือไม่ หรือไทยคาดหวังอะไรจากการดำเนินนโยบายเช่นนี้
ในทางภูมิรัฐศาสตร์ รัฐบาลไทยปฏิเสธการมีความสัมพันธ์กับรัฐบาลใหม่และผู้นำสูงสุดของพม่าไม่ได้ แต่ก็มิใช่ไทยต้องยอมที่จะเข้าไปเป็นเพียง “เบี้ยการทูต” ให้กับการเดินเกมของพม่า ดังนั้น จังหวะการเดินเกมการทูตของพม่าที่จะเห็น คือ
1) รัฐบาลพม่าประกาศชนฉันทามติอาเซียนที่กรุงเทพฯ ในเดือนกรกฎาคม
2) จะตามมาด้วยการเดินทางเยือนกรุงเทพฯ ของพลเอกมิน อ่อง ลายในต้นเดือนสิงหาคมในฐานะแขกของรัฐบาลไทย
ผลจะตามมาอย่างมีนัยสำคัญในทางการทูตคือ ไทยได้กลายเป็นผู้สร้างความชอบธรรมให้กับผู้นำใหม่ของพม่า ที่เพิ่งจะถอดเครื่องแบบออกเพื่อก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดี
การเดินเกมเช่นนี้คือ การเอาไทยเป็น “สะพานทางการทูต” เพื่อหวังผลสำคัญในลำดับต่อมาคือ
3) การให้ไทยผลักดันให้อาเซียนยอมรับให้พม่ากลับเข้าสู่เวทีการประชุมอาเซียนที่มะนิลา
แน่นอนในเกมนี้ พม่าได้เต็มๆ แต่คำถามที่ต้องตอบคือ “แล้วไทยได้อะไร?” จากการนี้ … ประเด็นผลตอบแทนทางการเมือง จึงเป็นคำถามที่รัฐมนตรีสีหศักดิ์และทีมที่ปรึกษาที่กระทรวงต่างประเทศต้องตอบให้ได้
อย่างน้อย คำตอบควรจะต้องมากกว่าการได้ภาพของผลตอบแทนระยะสั้นคือ ภาพของอนุทินกับสีหศักดิ์ได้ถ่ายรูปจับมือกันกับมิน อ่อง ลาย ที่กรุงเทพฯ เพราะภาพเช่นนี้ในทางกลับกัน อาจจะกลายเป็น “ภาพของความอ่อนหัด” ทางการทูตของไทยได้ไม่ยาก
ไทยได้อะไร ?
การดำเนินนโยบายเช่นนี้ อาจทำให้ทั้งอาเซียนและกลุ่มชาติพันธุ์หลายส่วนหวาดระแวงไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และมองว่า ไทยให้ความสำคัญอยู่กับรัฐบาลสืบทอดอำนาจของฝ่ายทหารเท่านั้น และทั้ง ยังตอกย้ำถึงทิศทางที่ไทยถูกวิจารณ์มาโดยตลอดคือ “ไทยทิ้งอาเซียน” หรือที่กล่าวว่า ไทยไม่ให้ความสำคัญกับอาเซียนเท่าที่ควร และไม่สนใจกับการมีบทบาทผ่านการยืนอยู่กับ “ค่านิยมสากล” ในเวทีโลก เช่น เรื่องของสิทธิมนุษยชน ปัญหามนุษยธรรม รวมถึงบทบาทในการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศ หรือไทยแทบไม่เคยแสดงท่าทีในการหาทางลดทอนความรุนแรงจากสงครามตามแนวชายแดน
สภาวะเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่า รัฐบาลอนุทินดำเนินนโยบายแบบ “แอบอิงสุดๆ” กับรัฐบาลถอดเครื่องแบบของพม่า ซึ่งแทบไม่ต่างกับ 9 ปีของนโยบายไทยต่อพม่าในยุค คสช. การทำเช่นนี้ จึง ไม่เพียงทำให้ไทยเป็น ”เบี้ยล่าง” ทางการทูตต่อพม่าเท่านั้น แต่ยังทำใหไทยไม่สามารถแสดงบทบาทเป็น “ผู้นำอาเซียน” ได้ และกลายเป็นการสร้าง “ความเสียหายทางการทูต” ของไทยอีกด้วย
การดำเนินนโยบายแบบ “จูบปากพม่า” ทำให้ไทยอาจเป็นเพียง “โล่กำบัง” ทางการเมืองให้กับรัฐบาลใหม่ของพม่า และสร้างความชอบธรรมให้กับพลเอกมิน อ่อง ลาย การทำเช่นนี้ไทยจะไม่ได้ใจจากกลุ่มชาติพันธุ์ และอาจทำลายโอกาสที่ไทยจะแสดงบทบาทในการเป็นคน “จัดโต๊ะเจรจา” ปัญหาพม่าที่กรุงเทพฯ ในอนาคต !
