พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
ครุฑยุดนาค
ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
หลังจากเขียนถึงพระพลบดีทรงช้างเอราวัณที่สนามกีฬาแห่งชาติ มานึกได้ว่ายังมีประติมากรรมในยุคนี้อีกชิ้นหนึ่งที่ดูจะเป็นที่ถกเถียงตีความกันมากว่ามีนัยทางความหมายอะไรกันแน่
นั่นก็คือ ประติมากรรมรูปงูที่เลื้อยออกมาจากปากสัตว์รูปทรงคล้ายนก ที่ติดตั้งอยู่บริเวณฐานปีกอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเหนือน้ำพุทั้งสี่ด้าน
ความจริงแล้ว อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยถือเป็นอนุสาวรีย์ที่มีการอธิบายแนวคิดในการออกแบบไว้ละเอียดที่สุด โดยในวันทำพิธีเปิดได้มีการพูดเอาไว้อย่างชัดเจนว่าทุกองค์ประกอบคือการตีความออกมาจากตัวเลขในวันทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 และ “หลักหกประการ” ของคณะราษฎร
ความสูงของปีกอนุสาวรีย์ทั้งสี่ด้าน 24 เมตร และความยาวรัศมีอนุสาวรีย์ที่ยาว 24 เมตรเช่นกัน สื่อถึงวันที่ 24 มิถุนายน
ขอบพื้นรอบนอกอนุสาวรีย์ฝังปืนใหญ่ 75 กระบอก สื่อถึง พ.ศ.2475
ตัวป้อมกลางอนุสาวรีย์ออกแบบเป็นอาคารผังหกเหลี่ยม แต่ละด้านมีประตูหนึ่งบานรวมเป็น 6 บาน โดยกลางประตูออกแบบด้วยลาย “พระขรรค์” ทำให้มีพระขรรค์รวมทั้งหมด 6 เล่ม อันหมายถึง “หลักหกประการ”
แต่น่าเสียดายที่ไม่มีการอธิบายถึงประติมากรรมที่ฐานปีกทั้งสี่ด้านแต่อย่างใด และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้กลายเป็นปริศนาที่หลายคนต่างพยายามตีความ

คําอธิบายที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ งูหมายถึงปีมะโรง ซึ่งเป็นปีทำการปฏิวัติ แต่ความจริง พ.ศ.2475 คือปีวอก
บางคนบอกว่ามะโรงในที่นี้หมายถึงวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2483 ที่เป็นวันเปิดอนุสาวรีย์
แม้วันดังกล่าวเป็นปีมะโรงจริง แต่เหตุผลนี้ก็ฟังดูแปลกเกินไปที่จะสร้างงานศิลปกรรมขนาดใหญ่ขึ้นมาเพื่อบอกปีเปิดใช้งาน ธรรมเนียมที่เคยมีอย่างมากก็ทำเป็นเพียงการเขียนตัวอักษรติดไว้ที่อาคาร
อีกแนวทางการตีความที่เริ่มได้ยินมากขึ้นในปัจจุบันก็คือ การอธิบายสิ่งที่คณะราษฎรทำไปในมิติทางไสยศาสตร์ แม้กระแสนี้จะมีนานแล้ว แต่จุดเปลี่ยนสำคัญน่าจะเริ่มราว พ.ศ.2559 จากฝ่ายอนุรักษนิยมสุดโต่งที่อธิบายหมุดคณะราษฎรว่าเป็นความพยายามฝังอาถรรพ์บางอย่างของพวกก่อการปฏิวัติ จนกลายเป็นเหตุผลหนึ่ง (ในหลายเหตุผล) ที่ทำให้เกิดการรื้อหมุดออกไปเมื่อ พ.ศ.2560
หลังจากนั้นมา ศิลปกรรมและวัตถุสิ่งของยุคคณะราษฎรในที่อื่นก็เริ่มถูกมองในฐานะของที่แฝงไปด้วยนัยทางไสยศาสตร์มากขึ้น ทั้งแบบที่เชื่ออย่างซีเรียสจริงจังและที่อยากตีความแบบทีเล่นทีจริง
ซึ่งในบรรดาวัตถุเป้าหมายทั้งหลาย ประติมากรรมรูปงูและหัวนกที่ฐานปีกอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยคือหนึ่งในสิ่งที่ถูกมองว่าต้องเกี่ยวกับการ “มูเตลู” อย่างแน่นอนและต้องเป็นไปในความหมายไม่ดีทั้งสิ้นอีกด้วย

ที่มาภาพ : Wikipidia
บางคนถึงกับมองว่า งูสื่อถึงปีมะเส็งซึ่งเป็นปีประสูติของรัชกาลที่ 7 ดังนั้น การทำรูปงูกำลังถูกนกคาบหรือกลืนอยู่ดังกล่าวจึงเป็นความพยายามใส่สัญลักษณ์ในแง่การกดข่มอำนาจ แต่การคิดเช่นนี้ก็น่าสงสัยว่าไม่น่าจะจริง เพราะ พ.ศ.2483 รัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติไปหลายปีแล้วและประทับอยู่ต่างประเทศตลอด เรียกได้ว่าหมดบทบาททางการเมืองโดยสมบูรณ์ไปแล้ว จะมีประโยชน์อะไรที่ทำเช่นนั้น
แม้ผมไม่เคยอธิบายประติมากรรมชิ้นนี้มาก่อน แต่ในฐานะคนที่สนใจการตีความสัญลักษณ์ทางศิลปะสถาปัตยกรรมมาโดยตลอดและเชื่อเสมอว่าการสร้างงานในพื้นที่สาธารณะทุกอย่างล้วนแล้วแต่ต้องมีนัยทางความหมายอะไรอยู่เบื้องหลังเสมอ ก็เลยอยากจะขอทดลองอธิบายความหมายประติมากรรมชิ้นนี้ดูบ้าง
ผมอยากจะเริ่มจากปีกทั้งสี่ด้านของอนุสาวรีย์ก่อน

โดยไม่ต้องมีความรู้มากมายอะไร คนทั่วไปย่อมมองได้ไม่ยากนักว่าปีกทั้งสี่มีลักษณะคล้ายปีกนกขนาดใหญ่ที่โอบล้อมตัวป้อมตรงกลางและพานรัฐธรรมนูญเอาไว้
การเลือกใช้รูปทรงปีกนกหรืออะไรก็ตามที่ดูคล้ายปีกที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าดังกล่าว เป็นลักษณะที่สำคัญหนึ่งของการแสดงออกในงานศิลปะแบบ Art Deco ในช่วงทศวรรษ 1910-1930 โดยจะต้องเป็นปีกที่ได้รับการลดทอนให้เป็นรูปทรงเรขาคณิต และสื่อถึงความเร็วและความก้าวไปข้างหน้าหรืออนาคต
ตัวอย่างเช่น โครงสร้างอะลูมิเนียมขนาดใหญ่ที่รู้จักกันในชื่อ Wings of Progress บนยอดอาคาร Times Square Building ในเมือง Rochester รัฐนิวยอร์ก ในปี ค.ศ.1930 ที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อให้ความรู้สึกของการบินและทะยานขึ้นสู่เบื้องบน
หรือประติมากรรม Winged Figures of the Republic ที่เขื่อนฮูเวอร์ รัฐเนวาดา ค.ศ.1935-1936 ที่ต้องการสื่อสารจิตวิญญาณแบบอเมริกันผ่านประติมากรรมรูปมนุษย์ที่กำลังยกปีกขึ้นสู่ฟ้า สะท้อนความหมายของความมุ่งหวังและแรงปรารถนาที่จะก้าวไปข้างหน้า
ผมอยากเสนอว่า ปีกทั้งสี่ของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยน่าจะทำหน้าที่สื่อสารความหมายไปในทำนองเดียวกัน เห็นได้จากคำกล่าวเปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ตอนหนึ่งว่า
“…อนุสาวรีย์นี้จะเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญก้าวหน้าทั้งมวล เป็นต้นว่าถนนสายต่างๆ ที่ออกจากกรุงเทพฯ ไปยังหัวเมืองก็จะนับต้นทางจากอนุสาวรีย์นี้…”
และการที่ปีกทั้งสิ่งโอบล้อมพานรัฐธรรมนูญและหลักหกประการเอาไว้ก็น่าจะสื่อถึงสังคมไทยที่จะก้าวไปข้างหน้าและพุ่งทะยานสู่อนาคตได้ด้วยรัฐธรรมนูญและหลักหกประการ

เมื่อองค์ประกอบทั้งสี่ด้าน คือ “ปีก” ของนก ผมจึงอยากตีความต่อไปว่า ประติมากรรมที่ฐานของปีกทั้งสี่ด้าน ศิลปินจึงเลือกออกแบบให้เป็นส่วนหัวของนก ซึ่งความสอดคล้องกับบริบทสังคมไทยที่ดีสุดย่อมควรจะเป็นหัวของ “ครุฑ”
ในทัศนะผม ประติมากรรมหัวครุฑดังกล่าวจึงไม่สามารถมองแยกออกจากปีกขนาดใหญ่ด้านบนได้ และเราควรมองว่าทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบเดียวกันคือ ครุฑและปีกของครุฑ
ด้วยเหตุนี้ งูที่เลื้อยออกมาจากปากครุฑจึงไม่ใช่งูทั่วไปแต่คือ “นาค” ซึ่งในการแสดงออกทางศิลปกรรมไทย เรามักจะพบสัญลักษณ์ “ครุฑยุดนาค” อยู่บ่อยครั้ง เพียงแต่ในกรณีนี้ สัญลักษณ์ดังกล่าวได้ถูกตีความทางรูปแบบศิลปะใหม่ให้กลายเป็น นาคที่เสมือนว่ากำลังถูกคายหรือถูกกลืนจากปากครุฑแทน
การนำสัตว์หิมพานต์หรือเทพแบบจารีตมาตีความใหม่ในยุคหลังปฏิวัติ 2475 เป็นเรื่องปกติมาก เช่น ครุฑที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการสื่อสารให้กับกรมไปรษณีย์โทรเลข อรุณเทพบุตรที่สื่อถึงระบอบประชาธิปไตยเมื่อแรกถือกำเนิดขึ้น และพระอินทร์ในสถานะของพระพลบดี เป็นต้น
ในงานศิลปกรรมหลายชิ้นในยุคเดียวกันนี้ เราจะพบภาพการใช้ครุฑมายกเทินพานรัฐธรรมนูญอยู่บ่อยครั้ง ทั้งบนลายหน้าบันอาคารภายในวัด หรือสิ่งพิมพ์รูปแบบต่างๆ
ดังนั้น การเลือกใช้ครุฑมาโอบล้อมและยกเทินอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจึงมีความเป็นไปได้ทางความหมาย
สิ่งที่น่าคิดคือ ครุฑยุดนาคในบริบทจารีตเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อแทนสถาบันกษัตริย์ และในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 สัญลักษณ์นี้ก็ถูกยกให้กลายเป็นตราแผ่นดินด้วย
ดังนั้น นัยแฝง (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจึงอาจสื่อความหมายของระบอบใหม่หลังการปฏิวัติ 2475 ตามนิยามของคณะราษฎร นั่นก็คือระบอบ “ราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ” ซึ่งถูกสะท้อนผ่านการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับพานรัฐธรรมนูญและหลักหกประการที่ตั้งอยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางของอนุสาวรีย์
ในขณะที่ครุฑยุดนาคซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ถูกออกแบบไม่ให้อยู่ตำแหน่งศูนย์กลางอีกต่อไป หากกลับกลายเป็นผู้โอบอุ้มรัฐธรรมนูญแทน
การออกแบบเช่นนี้จึงเป็นการสะท้อนความสัมพันธ์เชิงอำนาจผ่านสัญลักษณ์ที่เปลี่ยนไปจากเดิม
กล่าวคือ รัฐธรรมนูญกลายเป็นศูนย์กลางของระบอบ ขณะที่สถาบันกษัตริย์ดำรงอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญที่สื่อผ่านครุฑที่โอบล้อมอยู่โดยรอบ หรืออาจมองได้ในลักษณะว่าเป็นการเทินรัฐธรรมนูญเอาไว้
การออกแบบเช่นนี้อาจทำให้หลายคนกลับไปเชื่อมโยงกับการออกแบบในมิติทางไสยศาสตร์อีกครั้ง ซึ่งหากมองด้วยโลกทัศน์ของสังคมไทยปัจจุบันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะคิดเช่นนั้น แต่โดยส่วนตัวอยากจะชวนให้มองอย่างคำนึงถึงบริบททางประวัติศาสตร์มากกว่า
แม้คณะราษฎรจะไม่ใช่กลุ่มคนที่ตัดขาดจากความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์และโชคลางอย่างสิ้นเชิง
แต่หากมองเทียบกับปัจจุบัน อิทธิพลของความเชื่อเหล่านี้ผมไม่คิดว่าจะถูกนำมาใช้ในการออกแบบในยุคสมัยนั้น ในยุคดังกล่าว ความเชื่อเรื่องวิทยาศาสตร์ ความก้าวหน้า และเหตุผล เป็นหลักการที่ครอบงำสังคมโดยรวมอยู่มาก ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสังคมไทยปัจจุบัน
ด้วยเหตุนี้ ในทัศนะผม ครุฑยุดนาครูปแบบใหม่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จึงทำหน้าที่สะท้อนความมุ่งหวังในการสร้างความเจริญก้าวหน้าและจิตวิญญาณใหม่ของชาติไทยให้ทะยานสู่อนาคต (ผ่านรูปแบบปีกสไตล์ Art Deco) ขณะเดียวกันก็เป็นการสื่อสารความหมายของระบอบราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญไปพร้อมกัน
