วันนี้ ต้องยอมรับว่า จีนกำลังเติบโตเป็น “มหาอำนาจทางวิทยาศาสตร์” ที่เราอาจจะต้องยกให้เป็นอันดับ 1 ของโลก โดยเฉพาะทางด้าน AI และหุ่นยนต์ … การจัดเวทีประชุมจึงเป็นหนทางหนึ่งในการนำเสนอภาพความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ที่อาจจะเลยสหรัฐในบางด้าน
ดังนั้น ในระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีไทยมีกำหนดเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดปัญญาประดิษฐ์ของโลก (World AI Conference 2026) ที่นครเซี่ยงไฮ้ เป็นการเดินทางเยือนจีนในขณะที่ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชายังมีความคุกรุ่นอยู่ไม่จบ
จีน-ไทย-เขมร
แน่นอนว่า การเดินทางครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญในเรื่องที่ไทยต้องการดึงการลงทุนของกลุ่มเทคโนโลยีระดับสูงของจีน เข้ามาสู้เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการลงทุนทางด้าน AI และ Data Center และยังรวมถึงเวทีการประชุมทวิภาคีของ 2 ผู้นำไทย-จีน ที่ครอบคลุมทั้งในประเด็นทางความมั่นคง เศรษฐกิจ และอาชญากรรมข้ามชาติ
น่าตั้งคำถามว่า ประเด็นความมั่นคงที่นายกฯไทยจะคุยในครั้งนี้ คือเรื่องอะไร ? มีเรื่องแก๊งจีนเทาที่กำลังขยายอิทธิพลในไทยหรือไม่ จะมีเรื่องของลูกจีนกับ “พ่อทิพย์ไทย” หรือไม่ หรือจะมีเรื่องมลพิษในแม่น้ำกกไหม
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง นายกรัฐมนตรีฮุน มาเน็ต ของกัมพูชา ได้เดินทางเยือนจีนเช่นกันด้วย อันทำให้เกิดคำถามในเรื่องของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ตามมาทันที แม้ข่าวของทางรัฐบาลแต่ละฝ่าย จะแถลงอย่างชัดเจนว่า การเดินทางครั้งนี้ เป็นเรื่องของการลงทุนทางเศรษฐกิจและ AI ก็ตาม
กระนั้น ก็มีคำถามตามมาอย่างแน่นอนว่า จีนกำลังหาทางพยายามทำตัวเป็น “คนกลางหย่าศึก” โดยหาทางให้ผู้นำทั้ง 2 ประเทศหันกลับมาคืนดีกันใช่หรือไม่ เนื่องจากหากพิจารณาในบริบททางภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ไม่เป็นผลดีต่อการรักษาผลประโยชน์ของจีนในภูมิภาคนี้อย่างแน่นอน เพราะพันธมิตรที่ใกล้ชิดจีน 2 ประเทศรบกันเอง
หากมองทิศทางในการรักษาผลประโยชน์ของจีนในเอเชียแล้ว สงครามไทย-กัมพูชาที่เกิดถึง 2 ครั้งในปี 2568 นั้น ได้กลายเป็นช่องทางให้รัฐมหาอำนาจตะวันตกเข้าแทรกแซง ดังเช่นบทบาทที่ปรากฏอย่างชัดเจนในการยุติศึกของประธานาธิบดีทรัมป์ (ที่แอบมีความหวังว่า อาจจะได้รางวัลโนเบลไปกับเขาบ้าง)
ดังนั้น เราจึงอาจกล่าวในภาพรวมได้ว่า จึงจีนมีความกังวลในเรื่องเช่นนี้มาตลอด รวมทั้งในกรณีของสงครามกลางเมืองเมียนมาร์ ก็ไม่แตกต่างกัน จีนกลัวมหาอำนาจตะวันตกจะเข้าแทรกแซงในสงครามเมียนมาร์อย่างแน่นอน เพราะจีนมีผลประโยชน์หลายอย่างในประเทศนั้น
สำหรับปัญหาไทย-กัมพูชานั้น ยังเกิดคำถามต่อเนื่องว่า แล้วจะมีสงครามครั้งที่ 3 ในปี 2569 หรือไม่ ซึ่งการใช้กำลังครั้งที่ 3 มีโอกาสที่จะเป็นการรบที่ใหญ่ขึ้นกว่าที่เห็นใน 2 ครั้งที่แล้ว ดังปรากฏในสื่อให้เห็นถึงภาพของการเตรียมกำลังรบของทั้ง 2 ฝ่าย
ดังนั้น ทางออกในเชิงนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อจีนคือ ชาติพันธมิตรของจีนทั้ง 2 ประเทศในภูมิภาคนี้ จะต้องไม่หันกลับมาสู่เวทีสงครามอีกครั้ง เพราะการแทรกแซงของรัฐมหาอำนาจตะวันตกย่อมไม่เป็นสิ่งที่ไม่ตอบสนองต่อผลประโยชน์จีน อีกทั้ง และเป็นสิ่งที่จีนจะต้องป้องกันให้ได้
ยุทธศาสตร์หลังบ้านในวันนี้ ชัดเจนว่า ถ้าลาตินอเมริกาเป็น “หลังบ้าน” ของสหรัฐฉันใด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็อาจถูกตีความจากจีนว่า พื้นที่ภูมิภาคนี้เป็น “หลังบ้าน” ของจีนฉันนั้น
ความเป็นหลังบ้านจากการตีความทางยุทธศาสตร์ของจีนเช่นนี้ จึงไม่ใช่เพียงจีนจะต้องหาทางให้ทั้งไทยและกัมพูชามีลู่ทางที่จะประนีประนอมกันได้เท่านั้น หากยังรวมถึงการผ่อนคลายสถานการณ์ที่จีนเอง ก็ไม่อยากเข้ามาติดกับดัก ดังเช่น ข่าวของการให้ความสนับสนุนด้านอาวุธของจีนต่อกัมพูชา ซึ่งได้กลายเป็น “กระแสต้านจีน” อย่างมากในสื่อสังคมออนไลน์ของไทย จนสถานทูตจีนที่กรุงเทพฯ ต้องคอยพยายามแก้ข่าว เพื่อไม่ให้กระทบกับภาพลักษณ์ของจีนในสังคมไทย
ในความเป็นจริงของการแข่งขันระหว่างจีนกับตะวันตกนั้น จีนไม่สามารถทิ้งกัมพูชา เพื่อเลือกไทย ในทำนองเดียวกัน จีนก็ไม่สามารถทิ้งไทย เพื่อเลือกกัมพูชา เนื่องจากในทางยุทธศาสตร์แล้ว จีนต้อง “ดึง” ทั้ง 2 ประเทศให้อยู่ในค่ายของตนเองให้ได้
การสูญเสียประเทศใดประเทศหนึ่งในทางการเมือง ย่อมไม่เป็นผลดีต่อผลประโยชน์ของจีนอย่างแน่นอน ผู้นำไทยอาจต้องเลิกจินตนาการด้วยความเชื่อเอาเองว่า “จีนรักไทยมากกว่าเขมร” … จินตนาการเช่นนี้ไม่ใช่มุมมองของรัฐมหาอำนาจใหญ่อย่างแน่นอน
ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไทยกับกัมพูชาต้องถูกทำให้ “อยู่กับจีน” เท่านั้น และจีนไม่มีทางปล่อยให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นในพื้นที่ “หลังบ้าน” ของตนอย่างแน่นอน อย่างน้อยพื้นที่นี้ได้แก่ พม่า ไทย ลาว และกัมพูชา เนื่องจากผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์นั้น ใหญ่เกินกว่าที่จีนจะปล่อยให้ “ไทยตีกับเขมรไม่หยุด” จนกลายเป็นวิกฤตการณ์ใหญ่อีกชุดของภูมิภาค
ในอีกด้าน วิกฤตการณ์ใหญ่ชุดเดิมคือ สงครามกลางเมืองเมียนมาร์ก็ยังไม่มีทิศทางที่จะจบลงได้จริง และจีนจะขอให้ไทยดำเนินการอย่างไรในเรื่องของเมียนมาร์หรือไม่
อนาคต
ถ้าผู้นำจีนสามารถ “กดดัน” ให้ผู้นำทั้งไทยและกัมพูชา กลับสู่การประนีประนอมด้วยการเจรจาได้จริง ก็ยังมีคำถามอย่างมากว่า แล้วกระแสชาตินิยมที่ถูกปลุกในสังคมไทย (และอาจรวมในสังคมกัมพูชาด้วย) จนกระแสนี้ไม่สามารถลดเพดานได้นั้น จะทำอย่างไร เช่น ข้อมูลต่างๆ ในเรื่องของเส้นเขตแดนถูกสร้างให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน มากกว่าจะเป็นความเข้าใจที่จะช่วยแก้ปัญหา
อีกทั้ง บทบาทของสื่อและบรรดาผู้นำ “ปีกขวาจัด” ทั้งหลาย ที่อาจไม่ตอบรับทิศทางของการประนีประนอมเช่นนั้น ประกอบกับตัวนายกฯ ก็ชอบที่จะแสดงบทบาทเป็น “นักชาตินิยม” ในการเรียกเสียงสนับสนุนทางการเมืองด้วย ภาวะเช่นนี้จึงส่งผลให้เวทีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ยังไม่อาจเกิดขึ้นได้
ดังนั้น การ “ถอดชนวนสงคราม” ชายแดนไทย-กัมพูชา จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างมาก และทั้งยังต้องจับตามองบทบาทของผู้นำจีนในเรื่องนี้ด้วย เพราะถ้าปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ถูกลากไปเรื่อยๆ ปัญหานี้จะมีปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ของรัฐมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต … คำถามคือ ชนชั้นนำและผู้นำไทยพร้อมเพียงใดกับการรับมือกับสถานการณ์เช่นนั้น !
ท้ายบท
ใครจะลองทายกันเล่นๆ ไหมครับว่า นายกฯ เดินทางเยือนจีนรอบนี้ จะเล่นเครื่องดนตรีอะไรโชว์ผู้นำจีน … ถามเล่นๆ ไม่ได้แซว นายกฯ อย่าโกรธนะครับ เพราะถ้าจะโกรธ นายกฯ ควรต้องโกรธบรรดา “จีนเทา” รวมทั้ง “พ่อทิพย์ไทย” ทั้งหลายมากกว่า เพราะปัญหาเช่นนี้กำลังเป็น “ภัยคุกคาม” ที่สำคัญของจีนต่อไทยในอนาคต และอาจต้องโกรธ “แก๊งโกงสอบ” ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของข้าราชการไทยกลายเป็น “นักเรียนทุจริตสอบ” !
