สัญญาณจากกัวลาลัมเปอร์ : มุมมองต่อปัญหาเมียนมาร์ | สุรชาติ บำรุงสุข

ข่าวการพบระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและมาเลเซียที่กัวลาลัมเปอร์ ที่ปรากฏในสื่อไทยนั้น ดูจะถูกกลบอย่างสิ้นเชิง ด้วยข่าวการแต่งตั้งอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ให้ดำรงตำแหน่ง “ที่ปรึกษาส่วนตัว” ของนายกฯ อันวาร์ ในฐานะของประธานอาเซียน
แน่นอนว่า การแต่งตั้งมีความสนใจอย่างยิ่ง แต่เพื่อให้เกิดการตั้งข้อสังเกตถึงการแต่งตั้งดังกล่าว เราอาจต้องข้ามปัญหา “จริตทางการเมือง” ที่มีนัยถึงความชอบ-ไม่ชอบคุณทักษิณออกไปก่อน เพราะบทบาทของคุณทักษิณด้านหนึ่งอยู่ใน “แสงสปอร์ตไลท์” ตลอดเวลา
แต่ในอีกด้าน บทบาทการเคลื่อนไหวของคุณทักษิณเอง มักมีสภาวะของการเป็น “ตำบลกระสุนตก” อยู่เนืองๆ เนื่องจากบทบาทดังกล่าวเป็นประเด็นที่มองได้ 2 มุมเสมอ

ดังนั้น เพื่อให้สะดวกในการทำข้อพิจารณาต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ก็จะขอยกประเด็น “จริต” ออกไปก่อน ซึ่งจะทำให้ตั้งข้อสังเกต โดยอาจจะมองจากมุมของฝ่ายผู้ตั้งคือ มาเลเซียเป็นหลัก ดังนี้
1) การแต่งตั้งคุณทักษิณให้เป็นที่ปรึกษาของผู้นำต่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เขาเคยเป็นที่ปรึกษาของนายกฯ ฮุนเซ็น ของกัมพูชามาแล้ว
2) การแต่งตั้งครั้งนี้ อาจตีความได้ว่า เป็นเรื่องของความพยายามในการแก้ปัญหาสงครามกลางเมืองในเมียนมาร์ของผู้นำมาเลเซีย และน่าจะมีการแต่งตั้งที่ปรึกษาเช่นนี้จากประเทศอื่น เช่น สิงคโปร์ ร่วมด้วย ไม่ใช่จะมีเฉพาะกรณีของคุณทักษิณเท่านั้น
3) การแต่งตั้งนี้สอดรับกับการที่ในปี 2025/ พศ. 2568 (ปีหน้า) มาเลเซียจะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ตามวาระต่อจากการเป็นประธานของลาว
4) โจทย์สำคัญประการหนึ่งที่ท้าทายผู้นำมาเลเซียคือ การผลักดันฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน และการแสวงหาช่องทางในการสร้างสันติภาพในเมียนมาร์
5) โจทย์สำคัญอีกส่วนของปี 2025 คือ รัฐบาลทหารต้องการผลักดันให้เกิดการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนตุลาคม ปีหน้า ซึ่งจะเป็นประเด็นที่ท้าทายอย่างมาก เพราะผู้นำทหารเมียนมาร์จะอาศัยการเลือกตั้ง เป็นเครื่องมือของการสร้างความชอบธรรมให้ระบอบรัฐประหารที่จะดำรงอยู่ต่อไป
6) อาเซียน (โดยประธานอาเซียนคือ มาเลเซีย) จะตอบรับกับการเลือกตั้งในเมียนมาร์หรือไม่ ซึ่งข้อเสนอเรื่องการเลือกตั้งนี้ จะทำให้ 2025 เป็น “ปีแห่งความกระอักกระอ่วนใจ” ของอาเซียน และรวมถึงไทยด้วย ว่าจะวางนโยบายต่อการเลือกตั้งดังกล่าวอย่างไร จะตอบรับหรือไม่
7) ประเทศที่ “น่าจะ” ตอบรับกับการสร้างสันติภาพเมียนมาร์ผ่านการเลือกตั้งอย่างแน่นอน คือ จีน และอาจมีนัยที่รวมถึงรัสเซียด้วย
8) ในอีกด้าน ก่อนที่ลาวจะหมดวาระของการเป็นประธานอาเซียนในสิ้นเดือนธันวาคมนี้ ไทยได้ช่วยในการผลักดันให้เกิดเวทีการคุยเรื่องเมียนมาร์ในวันที่ 19-20 ธันวาคม นี้ ที่กรุงเทพฯ โดยมีผู้ที่จะเข้าร่วมการประชุม 6 ชาติ คือ บังคลาเทศ จีน อินเดีย ลาว เมียนมาร์ และไทย ซึ่งไม่ชัดเจนว่า รัฐบาลทหารจะตอบรับกับการประชุมครั้งนี้เพียงใด ซึ่งจะเป็นงานส่งท้ายต่อวาระการเป็นประธานของลาวในปีปัจจุบัน
9) ประเด็นสำคัญในอีกส่วนหนึ่งที่ต้องยอมรับบนเงื่อนไขทางภูมิรัฐศาสตร์คือ การเปิดเวทีสันติภาพเมียนมาร์ยังจำเป็นต้องอาศัยความสนับสนุนและความร่วมมือของรัฐบาลไทย หากปราศจากความร่วมมือของไทยแล้ว เวทีการพูดคุยเรื่องนี้ จะไปได้อย่างลำบาก (จะเห็นได้จากข้อวิจารณ์ที่ต่อบทบาทของรัฐบาลไทยก่อนการเลือกตั้ง 2023 ที่มีไปในทางลบ จากการสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมาร์)
10) คุณทักษิณเคยเดินงาน “การทูตแท็ค 2” (Track 2 Diplomacy) มาแล้ว จากการเริ่มเปิดเวทีที่เชียงใหม่ในช่วงสงกรานต์ ของปีปัจจุบัน แต่ต้องยุติไปด้วยเงื่อนไขทางการเมืองบางประการ การแต่งตั้งนี้ จึงทำให้เกิดคำถามถึง บทบาทของ “แท็ค 2” ของคุณทักษิณในอนาคต
11) การที่นายกฯ อันวาร์ ดึงคุณทักษิณให้มาช่วย ยังอาจมาจากประเด็นความสัมพันธ์ที่เขามีกับผู้นำทหารเมียนมาร์ในปัจจุบัน (ในช่วงสมัยรัฐบาลไทยรักไทย) ซึ่งก็ท้าทายว่า จะดำเนินการได้มากน้อยเพียงใดในอนาคต เพราะผู้นำทหารเมียนมาร์พยายามปฏิเสธที่จะเข้าร่วมใน “เวทีทางการ” ในการหาลู่ทางสำหรับการยุติปัญหาสงคราม “การทูตแบบไม่เป็นทางการ” ของแท็ค 2 จึงอาจเป็นตัวช่วยที่สำคัญสำหรับการดำเนินการในเรื่องนี้ของผู้นำมาเลเซีย และคุณทักษิณน่าจะเป็นตัวเลือกหนึ่งที่สำคัญ
12) คงต้องยอมรับในบริบทระหว่างประเทศว่า การมีบทบาทในการสร้างสันติภาพในเมียนมาร์เป็น “บทบาทเชิงบวก” ของไทย แต่ต้องตระหนักเสมอถึง ความซับซ้อนและความยุ่งยากของปัญหาสงครามกลางเมืองเมียนมาร์ ที่ดำเนินต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน และทั้งยังเกี่ยวข้องผลประโยชน์ภายใน และบทบาทของรัฐภายนอก ทั้งที่เป็นมหาอำนาจ และไม่เป็นมหาอำนาจ

อย่างไรก็ตาม พึงต้องระลึกอยู่เสมอว่า ปัญหาสงครามกลางเมืองเมียนมาร์แก้ไม่ง่าย และเป็นโจทย์ยากที่สุดชุดหนึ่งของเวทีการเมืองภูมิภาคและการเมืองโลก ซึ่งท้าทายทั้งต่ออาเซียน กับบทบาทในเชิงองค์กรต่อการแก้ปัญหาสงครามที่เกิดในประเทศสมาชิก และในอีกด้านก็ท้าทายต่อการเป็นประธานอาเซียนของผู้นำมาเลเซียอย่างมาก
ขณะเดียวกัน ก็ท้าทายต่อบทบาทของรัฐบาลไทย และตัวผู้นำของไทยเสมอ เพราะในบริบทของความเป็นรัฐเพื่อนบ้าน ปัญหาสงครามกลางเมืองเมียนมาร์มีผลกระทบทางยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลไทยจะละเลยไม่ได้ และการละเลยต่อปัญหาในเมียนมาร์ จะกลายเป็นปัญหาของไทยเองในระยะยาวด้วย
ดังนั้น จึงน่าสนใจว่า คุณทักษิณจะสามารถเข้าไปช่วยในการสร้าง “เวทีการพูดคุยเมียนมาร์” ได้เพียงใดในอนาคต !
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
