bg-single

รัฐบาลจำใจถอย ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ ชะลอแจกเฟส 3-4 โยกไปปลุกลงทุนแทน

27.05.2025

บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ

 

รัฐบาลจำใจถอย

‘ดิจิทัลวอลเล็ต’

ชะลอแจกเฟส 3-4

โยกไปปลุกลงทุนแทน

 

หลังจากตั้งธงเตรียมแจกเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 3 ให้แก่กลุ่มผู้มีอายุ 16-20 ปี ต่อเนื่องจากเฟส 1 ที่แจกให้กับกลุ่มเปราะบาง คือ ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้พิการ และเฟส 2 ที่แจกให้กับกลุ่มผู้สูงอายุไปแล้ว

ล่าสุด รัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็จำใจต้องถอย ชะลอการแจกเงินดังกล่าวออกไป เพื่อปรับแผนการใช้เงินงบประมาณ

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 โดยเห็นชอบให้ทบทวนงบประมาณปี 2568 งบกลางรายการค่าใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากหลายฝ่ายทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ขอให้รัฐบาลทบทวนเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลก เมื่อรับฟังแล้วจึงจำเป็นต้องเร่งปรับนโยบายเศรษฐกิจที่มีความจำเป็นและเร่งด่วน เพื่อสร้างฐานการเติบโตระยะยาวและพัฒนาเศรษฐกิจให้ดียิ่งขึ้น

นั่นหมายถึงการชะลอโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3 ออกไปนั่นเอง

 

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2/2568 ว่า จากกรณีที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2568 เหลือ 1.8% ต่อปี จากเดิมคาด 2.8% โดยคาดว่าไตรมาส 3-4 อาจเห็นจีดีพีโตได้แค่ 1%

ซึ่งทางสภาพัฒน์และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความเห็นว่าสมควรต้องชะลอโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต

ดังนั้น คณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงมีมติทบทวนงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 1.57 แสนล้านบาท เพื่อนำไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเกี่ยวกับเรื่องน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตร โดยคาดว่าจะช่วยทำให้จีดีพีของประเทศเติบโตได้ดีขึ้นราว 0.7-1% จากการเปลี่ยนมาใช้เงินเพื่อการลงทุน แทนการบริโภค

“ดิจิทัลวอลเล็ต เราขอชะลอไปก่อน จนกว่าสถานการณ์เหมาะสม เนื่องจากวันนี้สถานการณ์เปลี่ยน มีข้อจำกัดมากขึ้น จึงต้องปรับแผนการใช้เงิน ซึ่งไม่เกี่ยวกับไม่มีเงิน ยืนยันไม่เรียกว่า ซื้อเวลาดีกว่า ถ้าสถานการณ์ดี เราก็หยิบขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้ เพราะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง แต่วันนี้เราอยากให้เกิดการจ้างงานก่อน เราจึงดูตามเหตุการณ์ที่เหมาะสม” นายพิชัยกล่าว

 

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่า “พื้นที่ทางการคลัง” ของไทยมีจำกัดมากขึ้น จากการขาดดุลงบประมาณที่สูง การจัดเก็บรายได้ที่ค่อนข้าง “ปริ่มน้ำ” กระทั่งมีเสียงเตือนดังๆ ออกมาจากสถาบันจัดอันดับเครดิต อย่าง “มูดีส์” ทำให้รัฐบาลต้องหาทางปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มฐานรายได้

และแน่นอนว่า การบริหารจัดการงบประมาณรายจ่ายก็ต้องมีประสิทธิภาพ ใช้จ่ายตามความจำเป็นและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากสงครามการค้า ที่ประเทศไทยเองก็ถูกสหรัฐตั้งกำแพงภาษีสูงถึง 36% แม้ว่าการบังคับใช้จะถูกเลื่อนออกไป 90 วัน แต่ก็งวดเข้ามาแล้ว ในขณะที่การเจรจาเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศ ยังต้องรอการนัดหมายทางการจากทางสหรัฐ ซึ่งจากความไม่ชัดเจนว่าจะได้เจรจาเมื่อใด และผลการเจรจาจะออกมาหน้าไหน จึงทำให้ไทยทำได้เพียงเตรียมพร้อมมาตรการไว้รับมือผลกระทบในระดับต่างๆ

ล่าสุด สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ปี 2568 ลง โดยคาดว่าจะขยายตัว 1.3-2.3% (ค่ากลางอยู่ที่ 1.8%) ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้รอบก่อนที่ 2.3-3.3% (ค่ากลาง 2.8%)

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวว่า ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ ยังมีข้อจำกัดจากภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปีก่อน ตามการชะลอลงของภาคการส่งออกสินค้า ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้า เพื่อตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐ และมาตรการตอบโต้จากประเทศคู่ค้าสำคัญ รวมทั้งผลกระทบทางอ้อม ผ่านแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก

ขณะที่แนวโน้มสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ประเมินว่า อาจจะชะลอลงเล็กน้อย เพราะเป็นช่วงที่มาตรการด้านภาษีของสหรัฐประกาศออกมาแล้ว โดยภาคเอกชนอาจชะลอการลงทุนเพื่อรอความชัดเจน ส่วนเรื่องการส่งออกต้องรอข้อมูล โดยปัจจัยสำคัญเป็นเรื่องนโยบายภาษีสหรัฐที่ยังสามารถคาดการณ์ได้ ว่าผลการเจราจาจะออกมาเป็นอย่างไร ดังนั้น หากภาพรวมเศรษฐกิจยังเดินหน้าต่อไปเช่นนี้คาดว่าจะหนักสุดและเริ่มมีปัญหา ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ปีนี้เป็นต้นไป

“ในช่วงถัดไปสถานการณ์จะมีความผันผวนเกิดขึ้นและมีแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวลงจากนโยบายภาษีของสหรัฐ ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้อยู่น่าจะเริ่มเห็นการชะลอตัวเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 3 เป็นต้นไป” เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าว

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณเตือนว่า การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต้องทำอย่างเหมาะสมและจำเป็นมากยิ่งขึ้น เพราะมองไปข้างหน้า เต็มไปด้วยความเสี่ยง

 

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งเป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและคมนาคม การท่องเที่ยว การลดผลกระทบส่งออกและเพิ่มผลิตภาพ ตลอดจนเศรษฐกิจชุมชนและอื่นๆ

“มีเป้าหมายกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ เพื่อรักษาการจ้างงาน และวางรากฐาน โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 งบกลาง รายการค่าใช้จ่าย เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ”

โดยมีแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

1. การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ด้านน้ำ ประกอบด้วย (1) ป้องกันอุทกภัยในช่วงฤดูฝน และกักเก็บน้ำไว้สำหรับฤดูแล้ง (2) กระจายน้ำไปยังชุมชนและพื้นที่ต่างๆ ผลิตเพื่อสนับสนุนภาคเกษตรในพื้นที่ทั่วประเทศ และ (3) พัฒนา/ปรับปรุงระบบประปา

ด้านคมนาคม ประกอบด้วย (1) แก้ไขปัญหาด้านการจราจรในพื้นที่ที่เป็นคอขวดและขาดความเชื่อมโยง (Bottleneck/Missing Link) (2) เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางและขนส่ง (3) แก้ไขปัญหาจุดตัดระหว่างทางรถไฟและถนนเสมอระดับ (4) ก่อสร้าง/ปรับปรุงจุดพักรถบรรทุกเพื่อให้สามารถบังคับใช้พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 และ (5) ปรับปรุง/พัฒนาถนนเชื่อมโยงเมืองรอง แหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่การผลิต

2. ด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาภาคการท่องเที่ยว

ประกอบด้วย (1) ปรับปรุง/พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว สนามกีฬา และสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ ห้องน้ำ ห้องพัก สถานที่ป้ายบอกทาง (2) พัฒนาระบบอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว (3) พัฒนาและยกระดับความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว อาทิ การติดตั้งระบบ CCTV ในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวสำคัญ และ (4) กระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่เมืองรอง

3. ลดผลกระทบภาคการส่งออก/เพิ่มผลิตภาพด้านการเกษตร เพิ่มผลิตภาพทางการเกษตร อาทิ การสนับสนุนให้เกษตรกร และผู้ประกอบการ SMEs ใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีปรับเปลี่ยนพื้นที่การเพาะปลูกให้เหมาะสม

4. เศรษฐกิจชุมชนและอื่นๆ กองทุนหมู่บ้าน (SML) สนับสนุนงบประมาณแก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อเป็นแหล่งเงินให้กับประชาชนในพื้นที่ และพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โครงการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและอื่นๆ พัฒนาเศรษฐกิจ และการพัฒนาชุมชนที่เป็นความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ในพื้นที่ โครงการการพัฒนาทุนมนุษย์ด้านการศึกษาเพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจให้กับประเทศ

นายจิรายุกล่าวอีกว่า การจัดทำข้อเสนอโครงการและคำของบประมาณ ให้หน่วยรับงบประมาณจัดทำข้อเสนอโครงการตามแบบฟอร์มการพิจารณาโครงการตามแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ 2568 ที่กำหนด โดยเสนอผ่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือรัฐมนตรีที่กำกับดูแล เพื่อเสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาตามที่คณะกรรมการได้มอบหมาย พร้อมทั้งเสนอโครงการดังกล่าวต่อสำนักงบประมาณในคราวเดียวกันด้วยภายในเดือนพฤษภาคม 2568

ทั้งหมดนี้ คือการเตรียมการเพื่อรับมือ “พายุใหญ่” ที่กำลังจะเข้ามา ซึ่งหากเตรียมพร้อมไว้แต่เนิ่นๆ ก็ย่อมจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้ดีกว่า



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

น้องโนรากับกีตาร์ไฟบิน | กวีกระวาด : ชิตะวา มุนินโท
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน
Sleepmaxxing โรคบ้านอน
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (25)
E-DUANG | สถานะ ธรรมนัส พรหมเผ่า สถานะ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์
“วัชระพล” เร่งแก้น้ำเน่าคลองระพีพัฒน์ 2 ไม่นิ่งนอนใจปัญหา ปชช.หลังปลาตายจำนวนมาก คาดสถานการณ์ดีขึ้นใน 1-2 วัน
“พิชัย” ชื่นชมความสำเร็จของการประชุม IMF–World Bank 2026 ชี้รัฐบาลต้องสานต่อเพื่อประโยชน์สูงสุด แนะเร่งแก้ 4 ความท้าทายเศรษฐกิจไทย
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)
50 ปี 6 ตุลา (7) เหยี่ยว พิราบ และโดมิโน
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (จบ)