รัฐบาลจำใจถอย ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ ชะลอแจกเฟส 3-4 โยกไปปลุกลงทุนแทน

บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
รัฐบาลจำใจถอย
‘ดิจิทัลวอลเล็ต’
ชะลอแจกเฟส 3-4
โยกไปปลุกลงทุนแทน
หลังจากตั้งธงเตรียมแจกเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 3 ให้แก่กลุ่มผู้มีอายุ 16-20 ปี ต่อเนื่องจากเฟส 1 ที่แจกให้กับกลุ่มเปราะบาง คือ ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้พิการ และเฟส 2 ที่แจกให้กับกลุ่มผู้สูงอายุไปแล้ว
ล่าสุด รัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็จำใจต้องถอย ชะลอการแจกเงินดังกล่าวออกไป เพื่อปรับแผนการใช้เงินงบประมาณ
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 โดยเห็นชอบให้ทบทวนงบประมาณปี 2568 งบกลางรายการค่าใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากหลายฝ่ายทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ขอให้รัฐบาลทบทวนเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลก เมื่อรับฟังแล้วจึงจำเป็นต้องเร่งปรับนโยบายเศรษฐกิจที่มีความจำเป็นและเร่งด่วน เพื่อสร้างฐานการเติบโตระยะยาวและพัฒนาเศรษฐกิจให้ดียิ่งขึ้น
นั่นหมายถึงการชะลอโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3 ออกไปนั่นเอง
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2/2568 ว่า จากกรณีที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2568 เหลือ 1.8% ต่อปี จากเดิมคาด 2.8% โดยคาดว่าไตรมาส 3-4 อาจเห็นจีดีพีโตได้แค่ 1%
ซึ่งทางสภาพัฒน์และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความเห็นว่าสมควรต้องชะลอโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต
ดังนั้น คณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงมีมติทบทวนงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 1.57 แสนล้านบาท เพื่อนำไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเกี่ยวกับเรื่องน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตร โดยคาดว่าจะช่วยทำให้จีดีพีของประเทศเติบโตได้ดีขึ้นราว 0.7-1% จากการเปลี่ยนมาใช้เงินเพื่อการลงทุน แทนการบริโภค
“ดิจิทัลวอลเล็ต เราขอชะลอไปก่อน จนกว่าสถานการณ์เหมาะสม เนื่องจากวันนี้สถานการณ์เปลี่ยน มีข้อจำกัดมากขึ้น จึงต้องปรับแผนการใช้เงิน ซึ่งไม่เกี่ยวกับไม่มีเงิน ยืนยันไม่เรียกว่า ซื้อเวลาดีกว่า ถ้าสถานการณ์ดี เราก็หยิบขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้ เพราะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง แต่วันนี้เราอยากให้เกิดการจ้างงานก่อน เราจึงดูตามเหตุการณ์ที่เหมาะสม” นายพิชัยกล่าว
อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่า “พื้นที่ทางการคลัง” ของไทยมีจำกัดมากขึ้น จากการขาดดุลงบประมาณที่สูง การจัดเก็บรายได้ที่ค่อนข้าง “ปริ่มน้ำ” กระทั่งมีเสียงเตือนดังๆ ออกมาจากสถาบันจัดอันดับเครดิต อย่าง “มูดีส์” ทำให้รัฐบาลต้องหาทางปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มฐานรายได้
และแน่นอนว่า การบริหารจัดการงบประมาณรายจ่ายก็ต้องมีประสิทธิภาพ ใช้จ่ายตามความจำเป็นและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากสงครามการค้า ที่ประเทศไทยเองก็ถูกสหรัฐตั้งกำแพงภาษีสูงถึง 36% แม้ว่าการบังคับใช้จะถูกเลื่อนออกไป 90 วัน แต่ก็งวดเข้ามาแล้ว ในขณะที่การเจรจาเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศ ยังต้องรอการนัดหมายทางการจากทางสหรัฐ ซึ่งจากความไม่ชัดเจนว่าจะได้เจรจาเมื่อใด และผลการเจรจาจะออกมาหน้าไหน จึงทำให้ไทยทำได้เพียงเตรียมพร้อมมาตรการไว้รับมือผลกระทบในระดับต่างๆ
ล่าสุด สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ปี 2568 ลง โดยคาดว่าจะขยายตัว 1.3-2.3% (ค่ากลางอยู่ที่ 1.8%) ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้รอบก่อนที่ 2.3-3.3% (ค่ากลาง 2.8%)
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวว่า ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ ยังมีข้อจำกัดจากภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปีก่อน ตามการชะลอลงของภาคการส่งออกสินค้า ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้า เพื่อตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐ และมาตรการตอบโต้จากประเทศคู่ค้าสำคัญ รวมทั้งผลกระทบทางอ้อม ผ่านแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก
ขณะที่แนวโน้มสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ประเมินว่า อาจจะชะลอลงเล็กน้อย เพราะเป็นช่วงที่มาตรการด้านภาษีของสหรัฐประกาศออกมาแล้ว โดยภาคเอกชนอาจชะลอการลงทุนเพื่อรอความชัดเจน ส่วนเรื่องการส่งออกต้องรอข้อมูล โดยปัจจัยสำคัญเป็นเรื่องนโยบายภาษีสหรัฐที่ยังสามารถคาดการณ์ได้ ว่าผลการเจราจาจะออกมาเป็นอย่างไร ดังนั้น หากภาพรวมเศรษฐกิจยังเดินหน้าต่อไปเช่นนี้คาดว่าจะหนักสุดและเริ่มมีปัญหา ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ปีนี้เป็นต้นไป
“ในช่วงถัดไปสถานการณ์จะมีความผันผวนเกิดขึ้นและมีแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวลงจากนโยบายภาษีของสหรัฐ ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้อยู่น่าจะเริ่มเห็นการชะลอตัวเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 3 เป็นต้นไป” เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าว
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณเตือนว่า การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต้องทำอย่างเหมาะสมและจำเป็นมากยิ่งขึ้น เพราะมองไปข้างหน้า เต็มไปด้วยความเสี่ยง
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งเป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและคมนาคม การท่องเที่ยว การลดผลกระทบส่งออกและเพิ่มผลิตภาพ ตลอดจนเศรษฐกิจชุมชนและอื่นๆ
“มีเป้าหมายกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ เพื่อรักษาการจ้างงาน และวางรากฐาน โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 งบกลาง รายการค่าใช้จ่าย เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ”
โดยมีแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
1. การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ด้านน้ำ ประกอบด้วย (1) ป้องกันอุทกภัยในช่วงฤดูฝน และกักเก็บน้ำไว้สำหรับฤดูแล้ง (2) กระจายน้ำไปยังชุมชนและพื้นที่ต่างๆ ผลิตเพื่อสนับสนุนภาคเกษตรในพื้นที่ทั่วประเทศ และ (3) พัฒนา/ปรับปรุงระบบประปา
ด้านคมนาคม ประกอบด้วย (1) แก้ไขปัญหาด้านการจราจรในพื้นที่ที่เป็นคอขวดและขาดความเชื่อมโยง (Bottleneck/Missing Link) (2) เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางและขนส่ง (3) แก้ไขปัญหาจุดตัดระหว่างทางรถไฟและถนนเสมอระดับ (4) ก่อสร้าง/ปรับปรุงจุดพักรถบรรทุกเพื่อให้สามารถบังคับใช้พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 และ (5) ปรับปรุง/พัฒนาถนนเชื่อมโยงเมืองรอง แหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่การผลิต
2. ด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาภาคการท่องเที่ยว
ประกอบด้วย (1) ปรับปรุง/พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว สนามกีฬา และสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ ห้องน้ำ ห้องพัก สถานที่ป้ายบอกทาง (2) พัฒนาระบบอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว (3) พัฒนาและยกระดับความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว อาทิ การติดตั้งระบบ CCTV ในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวสำคัญ และ (4) กระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่เมืองรอง
3. ลดผลกระทบภาคการส่งออก/เพิ่มผลิตภาพด้านการเกษตร เพิ่มผลิตภาพทางการเกษตร อาทิ การสนับสนุนให้เกษตรกร และผู้ประกอบการ SMEs ใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีปรับเปลี่ยนพื้นที่การเพาะปลูกให้เหมาะสม
4. เศรษฐกิจชุมชนและอื่นๆ กองทุนหมู่บ้าน (SML) สนับสนุนงบประมาณแก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อเป็นแหล่งเงินให้กับประชาชนในพื้นที่ และพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โครงการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและอื่นๆ พัฒนาเศรษฐกิจ และการพัฒนาชุมชนที่เป็นความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ในพื้นที่ โครงการการพัฒนาทุนมนุษย์ด้านการศึกษาเพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจให้กับประเทศ
นายจิรายุกล่าวอีกว่า การจัดทำข้อเสนอโครงการและคำของบประมาณ ให้หน่วยรับงบประมาณจัดทำข้อเสนอโครงการตามแบบฟอร์มการพิจารณาโครงการตามแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ 2568 ที่กำหนด โดยเสนอผ่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือรัฐมนตรีที่กำกับดูแล เพื่อเสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาตามที่คณะกรรมการได้มอบหมาย พร้อมทั้งเสนอโครงการดังกล่าวต่อสำนักงบประมาณในคราวเดียวกันด้วยภายในเดือนพฤษภาคม 2568
ทั้งหมดนี้ คือการเตรียมการเพื่อรับมือ “พายุใหญ่” ที่กำลังจะเข้ามา ซึ่งหากเตรียมพร้อมไว้แต่เนิ่นๆ ก็ย่อมจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้ดีกว่า
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
